วันอาทิตย์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2556

“ไฟนอล เคาท์ดาวน์” สนามจริง “เล่นจริง-เจ็บจริง-ตายจริง” เมื่อ 28 เม.ย.56




“ไฟนอล เคาท์ดาวน์”

สนามจริง “เล่นจริง-เจ็บจริง-ตายจริง”


แล้ว “เวทีการเมือง” สนามจริง ก็เปิดขึ้นอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
หลังจากที่เวที “ในสภา” ปิดลงชั่วคราว
เวที “นอกสภา” ก็ได้เวลาเปิดเวทีขึ้นอีกหน
และก็มีแต่เวทีนี้ ที่เป็นเวที “เล่นจริง-เจ็บจริง-ตายจริง”
ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดแต่อย่างใดกับปรากฏการณ์โหมกระหน่ำ “ซัมเมอร์เซลล์” ในช่วงเวลาปิดเทอมใหญ่ของ “รัฐสภา”
นี่เพราะห้วงเวลานี้เป็นห้วงเวลาของเทศกาล “ลด-แลก-แจก-แถม”
และก็เป็นห้วงเวลา “โปรโมชั่น” แห่งการ “ช็อปปิ้ง”
สำหรับการ “เปิดตลาด” ครั้งใหญ่ ให้ “ผู้ซื้อ” พบ “ผู้ขาย” อย่างเอางานเอาการที่สุด
อย่าลืมว่า ถึงช่วงเวลานี้ อะไรต่อมิอะไรก็งวดเข้ามาทุกขณะ
อย่าลืมว่า จนถึงเวลานี้ “วาระซ่อนเร้น” ที่ถูกแสดงออกจากเปิดเผยมาโดยตลอด ยังไม่เข้าใกล้ “เป้าหมาย” ที่วางไว้
และก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการจัด “โปรโมชั่น”
เพื่อรวบรัดตัดความให้เร็วที่สุด
ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ ก่อนหน้าที่เวที “ในสภา” จะปิดลง
กระบวนการเร่งรัด “ประเด็นร้อน” ก็ถูก “จัดเต็ม” มาแล้ว
โดยเฉพาะกับประเด็นอ่อนไหวและละเอียดอ่อนทั้ง 3 ประเด็น ที่เชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น
ทั้งประเด็นเรื่องของการ “แก้ไขรัฐธรรมนูญ”
ทั้งประเด็นเรื่องของวาระ “ปรองดอง”
และทั้งประเด็นว่าด้วย “นิรโทษกรรม”
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ประเด็นร้อนทั้ง 3 ประเด็นที่ว่านี้ ถูกผลักดันให้เดินหน้าอย่างเร่งด่วนในกระบวนการของ “รัฐสภา”
ก่อนที่กระบวนการในเวที “ในสภา” จะปิดลง
เพื่อเปิดพื้นที่แบบ “จัดเต็ม” ให้กับเวที “นอกสภา”
ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าเป็น “สนามจริง” เพื่อปะทะกันอย่างแท้จริง
ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดใดๆ ที่จะเกิดความเคลื่อนไหวขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในทันทีที่เวที “ในสภา” ปิดลง
พร้อมๆ กับเวที “นอกสภา” ที่ทยอยผุดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ความจริงก็คือ นี่ไม่ใช่แค่เวทีระหว่าง “คู่กรณี” กับ “คู่กรณี”
ความจริงก็คือ นี่ไม่ใช่แค่เวทีที่เปิดขึ้นระหว่าง “นักมวย” กับ “นักมวย” ที่เป็น “คู่ต่อสู้” ในสนามจริง
หากแต่นี่ยังเป็นการเปิดพื้นที่อย่างกว้างขวางที่สุด
ทั้งเพื่อให้ “นักมวย” ไล่ชก “กรรมการ”
และทั้งเพื่อให้ “กรรมการ” ไล่ชก “นักมวย”
อย่างที่เรียกได้ว่า น่าจะเป็นการเปิดเวทีที่ซัดกันมั่วไปหมด
เพื่อให้เข้าตาสาธารณะชนมากที่สุด
นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดแต่อย่างใด
และนี่ก็ไม่ใช่เหตุบังเอิญที่จู่ๆ ก็เกิดมีขึ้น
อย่าลืมว่า สภาวะปัญหา “ความขัดแย้ง” ในสังคมไทยยังดำรงคงอยู่มายาวนาน และยังไม่มีทีท่าว่า จะยุติลง หรือคลี่คลายลงได้
อย่าลืมว่า สภาวะปัญหาที่ว่านี้พร้อมที่จะปะทุขึ้นมาได้ทุกขณะ
โดยเฉพาะเมื่อทุกฝ่ายบนเวทีต่างก็มีวาระของตนอยู่
ประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ไม่ได้อยู่ที่การปะทะกันของ “คู่กรณี” เพียงลำพัง หากแต่อยู่ที่การปะทะกันของ “โครงสร้างอำนาจหลัก” ในสังคมไทย
ผ่านโครงสร้างของ “อำนาจอธิปไตย”
ทั้ง “อำนาจฝ่ายบริหาร” ทั้ง “อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ” และทั้ง “อำนาจฝ่ายตุลาการ”
ที่เป็นไปอย่างแข็งกร้าว และไม่ใช้วิธีการประนีประนอมอีกต่อไป
นี่อาจ “ถอดรหัส” ได้ไม่ยากนัก โดยเฉพาะเมื่อมีการส่ง “สัญญาณ” ผ่านปากของ “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” ซึ่งดำรงสถานะ รมช.พาณิชย์ และแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง
“ขอให้ประชาชนเข้าใจว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ใช้ความอดทนอดกลั้นมาตลอด และถึงวันนี้ก็ขอทำตามอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติให้
แต่ความอดทนของคนมีขีดจำกัด และเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องบุคคล
แต่เป็นโครงสร้างอำนาจในระบอบประชาธิปไตย เป็นหลักการที่ถึงเวลา คงประนีประนอมไม่ได้ นอกจากรักษาหลักการที่ถูกต้องไว้ เพื่อให้ประเทศยังคงความเป็นประชาธิปไตย
ผมจึงสนับสนุนให้เดินหน้า ในส่วนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็ควรทบทวนตัวเอง อย่าไปคิดว่าพวกท่านทั้ง 9 คน เป็นสุภาพบุรุษแห่งวังจุฑาเทพ
ที่ทำอะไรออกมาแล้วจะมีคนเชียร์ และสนับสนุน เพราะเล่นบทพระเอกตลอดเวลานั้น
คงไม่ใช่ เพราะหากทำเกินอำนาจหน้าที่ ก็คงมีแต่สายตาที่ตั้งคำถาม”
นี่ชัดเจนอย่างยิ่ง และยิ่งชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อปรากฏการณ์เวที “นอกสภา” เกิดขึ้นถี่ยิบ
และชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อทุกฝ่าย ไม่เฉพาะ “คู่กรณี” ลงมาเล่นแบบ “จัดเต็ม”
นี่เป็นเวที “สนามจริง” ที่ “เล่นจริง-เจ็บจริง-ตายจริง” ทั้ง “นักมวย-กรรมการ” และ “พี่เลี้ยง”
ส่วนประชาชน “ผู้ชม” ขอบสนาม จะมี “ลูกหลง” หรือไม่ คำตอบไม่นานเกินรอ!!!


วันที่ 28/04/2556 เวลา 6:53 น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น