วันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

การสังหารแบบหมาหมู่ที่ “บางนา” ทำให้เกิด “ยุทธการป๊อบคอร์น ๑”และภาคต่อไปจะตามมาวันศุกร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557

วันศุกร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557


 
       ๑. จากการณี ล้อมสังหารนายสุทิน ธราทิน แกนนำกองทัพประชาชน โค่นระบอบทักษิณ (กปท.)  ในพื้นที่ใกล้เคียงหน่วยเลือกตั้งล่วงหน้าวัดศรีเอี่ยม บางนา เมื่อ ๒๖ ม.ค. ๕๗ โดยใช้ยุทธวิธีนำกลุ่มคนเสื้อแดงออกมาเผชิญหน้า ตัดมวลชนของ กปท.ออกเป็น ๒ ส่วน แยกมวลชนส่วนใหญ่ออกจากรถบัญชาการ ไปปิดล้อมไว้ภายในวัดศรีเอี่ยม ทำให้รถบัญชาการไม่มีมวลชนคุ้มกัน มือปืนจึงสามารถล้อมยิงนายสุทินฯ ถึงข้างรถจนเสียชีวิต มีผู้บาดเจ็บสาหัสจากการรุมยิงอีก ๓ คน บาดเจ็บอีก ๗ คน (เป้าหมายจริงๆ ครั้งนั้น คาดว่าน่าจะอยู่ที่ น.พ.ระวี มาศฉมาดล ด้วยอีกคนหนึ่ง เพราะเป็นทั้งแกนนำและแหล่งเงินทุนสำคัญ รู้จักกันดีในกลุ่มนักกิจกรรมเดือนตุลาด้วย แต่ น.พ.ระวีฯ โชคดีที่บังเอิญไปอยู่ที่รถคันหลังที่ถูกตัดแยกผลักดันไปเข้าที่วัด ศรีเอียม)
        การลอบสังหารครั้งนี้ได้เป็นผลทำให้ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลหึกเฮิม สนุกสนาน พูดคุยกันถึงวีรกรรมชั่วครั้งนี้อย่างมากมาย ทั้งในสังคมออนไลน์และสังคมของคนเสื้อแดง เพราะในเหตุการณ์ดังกล่าว เป็นเวลากลางวัน อยู่ในย่านชุมชน ตำรวจก็อยู่ใกล้ๆ จึงมีข้อมูลทั้งภาพถ่ายและคลิปมากมาย ที่สามารถนำมาเชื่อมโยงหาตัวบุคคลที่ก่อเหตุร้ายออกมาได้โดยไม่ยากนัก รวมทั้งพยานตัวบุคคลด้วย แต่การสืบสวนในประเด็นนี้ไม่คืบหน้า (มีภาพมือปืนมากกว่า ๗ คน) รวมถึงประเด็นการละเว้นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกด้วย เพราะมีตำรวจอยู่ใกล้เคียงในพื้นที่เกิดเหตุมากกว่า ๒๐๐ คน ซึ่งประเด็นเหล่านี้กลุ่มเสื้อแดงสายรุนแรงเห็นว่าเป็นการยิงคนที่ไม่มีอาวุธเล่นฟรีๆ โดยตำรวจก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นอีกด้วย
        ๒. จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้มีการนำ “รูปแบบการลอบสังหารของวัดศรีเอี่ยม” ที่มี จนท.ตร.บางคนเข้ามาสนับสนุน จึงถูกนำมาใช้ที่เขตหลักสี่อีกครั้งหนึ่ง เพราะอยู่ในช่วงที่ตำรวจทุกคนต้องทำผลงานในช่วงสุดท้ายของการโยกย้าย จนท.ตร.จึงต้องเอาใจนัการเมือง (ที่บอกว่ามีตำรวจบางคนนั้น จะเห็นได้ว่า ตำรวจส่วนใหญ่ที่ไม่รู้เรื่อง ตกอยู่ในที่ล้อม ถูกยิงร่วมกับผู้ชุมนุมด้วย ส่วนที่เหลือก็หลบเข้าห้างไป) การล้อมยิงครั้งนี้ มีจุดประสงค์ ๓ อย่าง คือ (๑) เปิดให้มีการเลือกตั้งในพื้นที่เขตหลักสี่ขึ้นให้ได้ตามคำสั่งของ ศรส., (๒) ต้องการสังหารแกนนำ กปปส.ทุกคนที่อยู่ในพื้นที่ เพื่อข่มขวัญและโต้ตอบคำเยาะเย้ยต่อ ร.ต.อ.เฉลิมฯ จากนายสุเทพฯ และ (๓) ข่มขู่ประชาชนไม่ให้เข้ามาร่วมชุมนุม
        แผนการณ์ปฏิบัติงาน ประกอบด้วย
                  ๒.๑ใช้มวลชนเสื้อแดงซึ่งมีประมาณ ๔๐๐ คน แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนแรก ๓๐๐ คนบุกเข้าปะทะด้านหน้า อีก ๑๐๐ คนจะอ้อมเข้าข้างหลังเขตพร้อม จนท.ตร. เพื่อยึดเขตหลักสี่คืน เพราะมวลชนผู้ชายที่ดูแลเขตจะไปอยู่ส่วนปะทะข้างหน้า ภายในจะมีแต่ผู้หญิง
                  ๒.๒ ส่วนเข้าปะทะด้านหน้า จะต้องสกัดกั้นการเข้าช่วยเหลือของ กปปส.จากพื้นที่อื่นอย่างเด็ดขาด (เพราะมีการช่วยเหลือแบบนี้มาแล้ว ๒ ครั้ง) จึงมีการวางกำลังที่ใช้อาวุธปืนขึ้น ๔ ส่วน ได้แก่
                        ๒.๒.๑ วางกำลังบนตัวตึกไอทีสแคว์ (ในระยะที่เกิดเหตุการณ์ยิงกัน จะมีผู้แจ้งข่าวทางโทรศัพท์ถึงชายชุดดำบนตึกไอทีสแคว์ ผ่านวิทยุ จน.๑๐๐ เป็นระยะๆ) นอกจากนั้นยังมีรถตู้บนโทลเวย์อีกด้วย
                        ๒.๒.๒ วางกำลังอยู่ที่ริม ถ.วิภาวดี ใกล้รางรถไฟ
                        ๒.๒.๓ วางกำลังตามแนว ถ.วิภาวดี เป็นกลุ่มที่จะเข้ายิงตลบยิงด้านหลังผู้ชุมนุม ของกลุ่ม กปปส.เป็นมือปืนจักรยานยนต์
                        ๒.๒.๔ วางกำลังปนอยู่กับมวลชนเสื้อแดงส่วนหน้า
        ๓. เมื่อวันที่ ๑ ก.พ. ๕๗ ประมาณ ๑๒.๐๐ น. โกตี๋, ดาบเปี๊ยก (นายพรชัย ด้วงมูล), ลุงนวย และลุงยิ้มตาสว่าง นำคนเสื้อแดงจากย่านใกล้เคียงพื้นที่หลักสี่ โดยนัดรวมตัวกันที่วัดหลักสี่ โกตี๋ขึ้นปราศรัยพูดปลุกเร้ามวลชนมวลชน กุข่าวเรื่องทหารจะปฏิวัติและแจกท่อนไม้ติดกระดาษขาว เขียนว่า “ไปเลือกตั้ง” เพื่ออำพรางว่าไม่ใช่อาวุธ, ริบบิ้นสัญลักษณ์ผ้าสีแดง-ผ้าสีขาว พร้อมยืนยันว่ามีมือดี  ๒๐๐ คนพร้อมอาวุธครบมือ จะช่วยเหลือ หลังจากนั้นจึงได้ออกเดินมาหน้าหลักสี่พลาซ่าอย่างหึกเฮิม มุ่งไปเล่นงานหลวงปู่พุทธอิสระ (วิทยุเสื้อแดงได้โหมโฆษณาให้นำอาวุธปืนไปเลือกตั้งด้วย นอกจากนั้น โกตี๋ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวต่างประเทศ โดยพาไปดูอาวุธที่เก็บไว้อีกด้วย)
 
       ทางด้านผู้ชุมนุม กปปส.ยึดสำนักงานเขตหลักสี่เป็นฐานการปฏิบัติ ทราบข่าวโกตี๋กำลังจะมา จึงแจ้งขอความช่วยเหลือทันทีทางเฟสบุ๊คและทางไลน์ หลวงปู่ฯ ได้สั่งให้ข้าราชการกลับบ้าน (ประมาณ ๑๕.๓๐น.) และเรียกผู้หญิงเข้ามาอยู่ข้างในสำนักงานเขต ท่ามกลางเสียงประกาศเคลื่อนพลรบ เยาะเย้ยถากถางว่าหลวงปู่ฯ จีวรปลิวแน่
       กรณีนี้ โกตี๋ไม่ทราบความจริงว่า ผบ.ทบ.ทุกคนในรอบ ๑๕ ปีที่ผ่านมานี้ ล้วนแต่เป็นลูกศิษย์หลวงปู่ฯ ทุกคน แต่เมื่อโกตี๋รู้ก็เกือบสายไปแล้ว
        ทางฝ่ายตำรวจเข้าประจำำทุกจุดที่จะมายังเขตหลักสี่ได้ แต่มวลชนโกตี๋ก็ยังผ่านออกมาได้ เหมือนมวยล้มต้มคนดู มีการยิงปืน ๓ นัดประเดิมก่อน แล้วไปรุมตีรถโตโยต้าแคมรีที่เลี้ยวพลาดเข้ามาอย่างเมามัน ปลุกอารมณ์ม็อบขึ้นมาได้เต็มที่ พร้อมลุยทุกรูปแบบ เพราะคาดได้ว่า “ฝ่ายตรงข้ามมามือเปล่าแน่นอน”
        เวลาประมาณ ๑๔.๔๕  น. ทหารจาก ร.๑๑ รอ.๒ ประมาณ ๒ กองร้อย ทยอยเข้ามาคุ้มครองหลวงปู่ฯ ผู้หญิงและมวลชน กปปส.ที่สำนักงานเขตหลักสี่

        พอได้รับไลน์ขอความช่วยเหลือจากหลักสี่ ทาง กปปส.ลาดพร้าวก็เคลื่อนที่เร็วด้วยรถนับสิบคัน เข้ามาเพื่อช่วยเหลือหลวงปู่ฯ และมวลชนทันที ตามที่กลุ่มโกตี๋คาดไว้ มีการปล่อยรถ ๓ คันแรกเข้ามาในจุดสังหาร แล้วยิงสกัด แยกมวลชนส่วนใหญ่ให้หลุดออกไปเหมือนตอนรุมยิงที่บางนา คงมีหลุดเข้ามาอยู่ในวงล้อมตามแผนได้ ๓ คันเท่านั้น
        ตอนนั้น โกตี๋ยังอยู่บนรถตู้ ฝันถึงความสำเร็จตามแผน ตำรวจส่วนหนึ่งไปเจรจาขอหีบบัตรตามแผนที่เขตหลักสี่ แต่เจอทหารคุ้มกันอยู่ จึงต้องล่าถอย
        เมื่อเหยื่อเข้าสู่พื้นที่สังหารแล้ว จึงมีการใช้ระเบิดนานาชนิด ทั้งจริงและปลอม (ประทัดยักษ์) โยนลงมาจากโทลล์เวย์, บนตึกไอทีสแคว์, สะพานลอย ลงมาที่แยกหลักสี่บริเวณที่รถบัญชาการจอดอยู่ ทำให้มีคนได้รับบาดเจ็บทันทีหลายคน กลุ่ม กปปส., ตำรวจ, ทหาร และสื่อมวลชนจึงวิ่งหลบหนีกันอุตลุด บางคนเข้ามาหลบในป้อมจราจรแยกหลักสี่ บางคนนอนราบกลางถนน หลายคนวิ่งหลบไปอยู่หลังแนวเกาะคอนกรีตกลางถนน
        ชายชุดดำที่วางตัวอยู่แล้วตาม ข้อ ๒.๒ ได้ยิงใส่กลุ่ม กปปส.เพื่อช่วยทำให้มวลชนโกตี๋รุกคืบหน้าได้อย่างสะดวก (กลุ่มบุคคลเหล่านี้ มีภาพถ่ายทั้งในคลิปและภาพนิ่งมากมาย) จากนั้นการ์ดของกลุ่ม กปปส.บางคนได้ใช้อาวุธปืนสั้น .๓๘ลำกล้องยาว ๒ นิ้ว ยิงตอบโต้ แต่ทานไม่ไหวเพราะ .๓๘ ลำกล้อง ๒ นิ้วนั้นจะยิงแม่นยำได้ในระยะแค่ ๓๐-๕๐ เมตรเท่านั้น สถานการณ์ของกลุ่ม กปปส.จึงแย่ลงตามลำดับ พอดีเกิดฮีโร่ขึ้นมาแบบกะทันหัน เป็นชาย ๓ คนปรากฏตัวขึ้นใช้อาวุธปืน น่าจะเป็นทราโว่สวมถุงป็อบคอร์น ออกมายิงทางยุทธวิธี ข่มการยิงของฝ่ายชายชุดดำ (ปืนทราโว่แบบนี้ของทหาร ได้หายไปในช่วงเดือน เม.ย.๕๓อีกประมาณ ๑๐ กระบอก) จึงเกิดการยิงโต้ตอบกันของทั้ง ๒ ฝ่าย แต่เป็นการยิงที่มีจุดประสงค์แตกต่างกัน คือ ฝ่ายที่ออกมาช่วย กปปส.มีลักษณะยิงป้องกันตัวเอง รวมทั้งการยิงปรามไม่ให้อีกฝ่ายบุกเข้ามา เพื่อกั้นรถบัญชาการและผู้ชุมนุมออกไป แต่อีกฝ่ายยิงเพื่อสังหาร ซึ่งมีการเตรียมการยิงมาทั้งข้างบนตึก, ริมถนนวิภาวดี และริมรางรถไฟ หน้าตึกไอทีสแคว์ แต่การปะทะกันด้วยอาวุธปืนนั้นฝีมือคนละชั้น จึงทำให้ชายชุดดำฝ่ายโกตี๋และตัวโกตี๋เองต้องเผ่นหนีกันไปหมด เพราะพวกที่มา ส่วนใหญ่หวังสนุก จะมายิงเขาข้างเดียวแบบที่บางนา พอโดนโต้ตอบเข้าบ้าง ก็เลยหมดสนุก ทำให้ฝ่ายตำรวจต้องออกมาแถลงข่าวช่วยโกตี๋กันแบบไม่เคยมีมาก่อนในโลกนี้

        ส่วนชายชุดดำที่ใช้ปืนทราโว่นั้นจะเป็นใครไม่สำคัญ แต่ก็มีเจตนาในการยิงชัดเจน โดยยิงเป้าหมายตามทิศทางของเข็มนาฬิกาอย่างฉับไวและแม่นยำ ถ้าไม่มีพวกเขาป่านนี้จะมีกลุ่ม กปปส.ตายไปอีกมากทีเดียวครับ ชาย ๓ คนนี้ ขณะที่ยิงไป ก็โบกมือให้รถและผู้คนรีบหลบหนีไป ท่ามกลางความงุนงงของผู้คนที่อยู่ฝ่าย กปปส.ว่าไอ้พวกนี้เป็นใครกันแน่ ถ้าชาย ๓ คนนี้จะยิงซี้ซั้วมากมายแบบที่ตำรวจพูดแล้ว ป่านนี้กระจกตึกไอทีสแคว์แตกยับเยินไปหมดแล้วครับ ๕๕๕๕๕+
        ในขณะที่บริเวณสี่แยกหลักสี่มีสภาพเหมือนสงครามกลางเมืองนั้น บริเวณเขตหลักสี่ที่หลวงปู่ฯ อยู่ ก็เกิดเหตุรุนแรงขึ้นอีกคล้ายคลึงกัน มีชายชุดดำพร้อมอาวุธปืน แต่งกายเลียนแบบการ์ดกลุ่ม กปปส.ลักลอบเข้าไปทำร้ายหลวงปู่ฯ  แต่สารวัตรทหารและการ์ดซีลราชสิทธฯ (นักเรียนอาชีวะ) สามารถป้องกันหลวงปู่ฯ ไว้ได้ทันเวลา  จับกุมตัวไว้ได้ พร้อมหลักฐานบัตรข้าราชการ ซึ่งเท่ากับยุทธการ “ป๊อบคอร์น ๑” ครั้งนี้ เครือข่ายทักษิณแพ้ทั้งกระดานครับ
        อย่างไรก็ตาม กลุ่มเสื้อดำเหล่านี้คงไม่ยอมรับความพ่ายแพ้อย่างง่ายๆ รอเวลาที่จะกลับมาใหม่ แน่นอนที่สุด รูปแบบการต่อสู้ครั้งใหม่ก็คงต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วย รูปแบบการลอบกัดด้วยอาวุธระยะไกล เช่น เอ็ม๗๙ จะต้องกลับมาใหม่อีกครั้งหนึ่งค่อนข้างแน่นอน กปปส.จะต่อสู้ในแนวทางสันติต่อไปอีก จะยากขึ้นกว่าเดิม ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ, กกต.และ ปปช.จะต้องทำงานให้มากขึ้นๆๆๆ ก่อนเหตุการณ์จะบานปลาย เพราะเสื้อทุกสีรวมถึงตำรวจและทหารนั้น ล้วนแต่เป็นคนไทยเหมือนกัน ลองติดตามกันต่อไปครับ ผมเพียงแค่หวังว่าอย่าได้มียุทธการ “ป๊อบคอร์น” ครั้งที่ ๒, ๓ ขึ้นมาอีก แค่นั้นก็พอแล้วครับ
___________________

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น