วันศุกร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2557

ปวีณาบุกแอฟริกาใต้ช่วยหญิงไทยเหยื่อค้ามนุษย์กลับบ้าน เมื่อ 28 มี.ค.57



ปวีณาบุกแอฟริกาใต้ช่วยหญิงไทยเหยื่อค้ามนุษย์กลับบ้าน
 
บุกแอฟริกาใต้ "ปวีณา"ช่วยเหลือหญิงไทยตกนรกทั้งเป็นกลับมาตุภูมิ หลังตกเป็นเหยื่อค้าประเวณี แรงงานทาส โยงเครือข่ายค้ามนุษย์ข้ามชาติ
เมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 27 มี.ค.ที่สนามบินสุวรรณภูมิ นางปวีณา หงสกุล รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.)และประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุล เพื่อเด็กและสตรี
พร้อมคณะเดินทางกลับจากนครโจฮันเนสเบิร์ก ประเทศสาธารณรัฐแอฟริกาใต้พร้อมผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่อขบวนการค้ามนุษย์ 8 ราย แยกเป็นผู้เสียหายที่ถูกหลอกไปค้าประเวณีที่นครเคปทาว์น 3 รายและผู้เสียหายที่ถูกหลอกไปทำงานในร้านนวดแผนไทย ซึ่งอ้างว่าไม่ได้รับค่าแรงตามที่นายจ้างเสนอชักชวนหรือสัญญาว่าจะให้5 รายที่นครโจฮันเนสเบิร์กกลับสู่ประเทศไทยแผ่นดินเกิด ทั้งนี้การเดินทางไปช่วยเหลือเหยื่อหญิงไทยได้รับความร่วมมือจากพล.ต.ต.หญิง มาตาลาตา ผู้บัญชาการตำรวจนครเคปทาว์น พล.ต.ท. ลาแมร์ และ พ.ต.อ.ซีจี เทอรอน พร้อมตำรวจฝ่ายสืบสวนนครเคปทาว์น เป็นอย่างดียิ่ง ทำให้การดำเนินการเป็นอย่างสะดวกราบรื่น
โดยนางปวีณา ได้พูดคุยประสานข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับผู้บัญชาการของตำรวจนครเคปทา ว์น พร้อมขอหมายค้นบ้านต้องสงสัย
จากการตรวจสอบพบบ้านที่เกิดเหตุเป็นบ้านชั้นเดี่ยว มีห้องนอนสำหรับบริการลูกค้า 5ห้อง และห้องนอนของหญิงไทยที่ถูกหลอกมาค้าประเวณี 1 ห้อง ทั้งนี้พบหญิงชาวจีนวัยกลางคนหน้าซีด เหมือนคนป่วยนอนอยู่ที่โซฟาใช้ผ้านวมคลุมโปรง นางปวีณาจึงเข้าไปสอบถามเบื้องต้นทราบเพียงว่าเพิ่งไปผ่าตัดเอาห่วงที่ทำ หมันออก และอยู่ระหว่างพักฟื้น จากการตรวจค้นภายในบ้าน พบหญิงไทย 3 รายชื่อ นางสาวเอ (นามสมมุติ) อายุ 33 ปี ซึ่งเป็นผู้ที่ขอความช่วยเหลือ นางสาวบี (นามสมมุติ) อายุ 23 ปี และ นางสาวซี (นามสมมุติ) อายุ 31 ปีหลบอยู่ภายในห้องนอน โยน.ส.เอถึงกับช็อค เมื่อได้พบนางปวีณา เนื่องจากไม่คาดฝันว่าจะเดินทางมาช่วยตนเองประกอบกับ มีโรคประจำตัวเป็นโรคหอบอยู่แล้วจึงต้องรีบปฐมพยาบาลเบื้องต้นกันจนอาการดี ขึ้นและสามารถให้การช่วยเหลือหญิงไทยออกมาจากขุมนรกได้ 3 ราย
ทั้ง นี้สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ น.ส. ดี (นามสมมุติ) ได้เข้าร้องเรียนกับนางปวีณา ขอให้ช่วยเหลือนางสาวเอ หนึ่งในผู้เสียหาย
ที่ แอบโทรศัพท์มาหาขอความช่วยเหลือว่าถูกหลอกชักชวนให้ไปทำงานนวดที่แอฟริกาใต้ แต่กับถูกกักขังบังคับค้าประเวณีพร้อมทั้งบอกว่ามีหญิงไทยจำนวนมากที่ตกอยู่ ในสภาพเดียวกัน โดยน.ส.เอ เปิดเผยว่า เดินทางมาทำงานในแอฟริกาตั้งแต่ปี 55 หน้านี้ตนเองมีอาชีพเป็นลูกจ้างร้านขายเสื้อผ้า และได้รับการชักชวนจากเพื่อนชื่อ อัง อายุประมาณ 40 ปี ให้ไปทำงานร้านนวดไทยที่นครโจฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้โดยบอกว่ารายได้ดี เดือนละไม่ต่ำกว่า 5-6 หมื่นบาท และมีทั้งทิป และค่าคอมมิชชั่นด้วย ซึ่งจะมี เจ๊ตุ๊ก หรือ คิม หรือ บัว เป็นผู้หญิงไทยมีสามีเป็นชาวแอฟริกาใต้ผิวขาวจะคอยดูแล หลายคนที่ไปทำงานแล้วกลับมาก็มีเงินใช้ ไม่ต้องลำบาก
โดยนางอังบอกอีกว่าจะดำเนินเรื่องวีซ่า พาสปอตร์ และจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินให้ก่อนแล้วค่อยมาใช้ทีหลังตนเองคิดว่าอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น
จะได้มีเงินมารักษาตัวและได้รับลูกสาวกลับมาอยู่ด้วยจึงตกลงที่จะ เดินทางไปเมื่อถึงวันเดินทางได้นัดเจอกันที่สนามบินสุวรรณภูมิก็พบว่ามี ผู้หญิงไทยที่จะร่วมเดินทางไปทำงานนวดด้วยกันเกือบ20 คนพอเดินทางไปถึงสนามบินนครโจฮันเนสเบิร์กก็มีชายต่างชาติผิวขาวคนหนึ่งมารอ รับและยึดพาสปอร์ตกับเอกสารต่างๆของทุกคนไปและพาขึ้นรถนำไปส่งที่บ้านหลัง หนึ่งย่านแซนตั้นเป็นลักษณะบ้านชั้นเดียวมีบริเวณกว้างตนสังเกตเห็นรั้วรอบ บ้านมีการปล่อยกระแสไฟฟ้าและมีประตูล๊อกถึง 3 ชั้น ภายในบ้านแบ่งเป็นห้องเล็กๆจำนวนหลายห้อง 
(ซึ่งมาทราบภายหลังว่าบ้านหลังนั้นเลขที่ 30 ถนนแซนตั้นและได้พบกับหญิงชาวจีนคนหนึ่งชื่อแอนนาเป็นแม่บ้าน คอยควบคุมดูแลทั้งบอกกับทุกคนว่าต้องให้บริการทางเพศกับลูกค้าด้วยทุกคนจึง รู้ว่าถูกหลอกมาค้าประเวณี ถ้าใครไม่อยากอยู่ แม่แทร๊กชื่อ ตุ๊กข่มขู่ว่าต้องหาเงินมาจ่ายหรือทำงานใช้หนี้ คนละประมาณ 2-3 แสนบาท โดยอ้างว่าเป็นค่าดำเนินการค่าเดินทาง ตั๋วเครื่องบินแสนบาทให้หมดถึงจะกลับได้ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่มีเงินมาไถ่ตัว ต้องถูกกักขังไว้และมีชายผิวดำคอยคุมอยู่ไม่ให้กินข้าว กินน้ำทำร้ายร่างกายจนทนไม่ไหวต้องยอมให้บริการทางเพศทนทุกข์บำเรอกาม แต่ไม่ เคยได้รับเงินเพราะถูกหักหนี้ หักค่าใช้จ่ายทุกอย่าง ต้องรับแขกตลอดไม่สามารถปฎิเสธได้ ทนทุกข์ทรมานแสนสาหัสเคยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาตรวจค้นจับกุมหลายครั้งแต่ ก็จะมีคนติดต่อมาที่ตำรวจและได้รับการปล่อยตัวทุกครั้งทำให้คิดว่า คงสิ้นหนทางที่จะได้กลับบ้านแล้วจึงได้วางแผนกับเพื่อนอีก 5คนเพื่อหาทางหลบหนีโดยอ้างกับผู้คุมว่าจะออกไปซื้อกับข้าว
แต่เมื่อได้ออก มาระหว่างยืนรอเพื่อนที่นัดหมาบให้มารับอยู่ริมถนน อยู่ๆก็มีกลุ่มชายผิวดำจำนวน 8 คนเข้ามาปล้นตนกับเพื่อนๆ เอาทรัพย์สินไปหมด
และพยายามจะข่มขืนทำให้ทุกคนต้องวิ่งหนีไม่คิดชีวิต กระจัดกระจายกันไปตนกับเพื่อนคนหนึ่งถูกทำร้ายและอาศัยจังหวะที่คนร้ายเผลอ คลานเข้าไปหลบในพงหญ้าริมถนนซึ่งเพื่อนที่หลบมาด้วยกันมีโทรศัพท์มือถือที่ ซุกซ่อนเอาไว้จึงโทรหาชาวจีนที่รู้จักกันเขาก็รีบมาช่วยและพาไปหาที่พัก พร้อมกับบอกว่า จะอยู่ยังไงถ้าอยากกลับบ้านก็ต้องทำงานหาเงินเพื่อเป็นค่าเดินทางกลับและส่ง ให้ตนกับเพื่อนมาอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าว ให้รับแขกทุกวันทรมานมากเมื่อมีโอกาสจึงได้แอบโทรศัพท์กลับมาขอความช่วยเหลือจากเพื่อนที่ เมืองไทยโดยไม่คาดฝันมาก่อนว่านางปวีณาจะเดินทางมาให้ความช่วยเหลือและได้ กลับบ้านอย่างรวดเร็วขนาดนี้
นางปวีณา กล่าวว่าหลังจากนี้จะต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนขยายผลติดตามจับกุมผู้ กระทำผิดในกระบวนการหลวงลวงหญิงไทยไปค้ามนุษย์และเจ้าหน้าที่มูลนิธิปวีณาฯ 
พร้อมกระทรวงพัฒนาสังคมฯจะเข้าไปดูแลให้ความช่วยเหลือเหยื่อขณะนี้ปัญหาการ ค้ามนุษย์ประเทศไทยจัดอยู่ในลำดับที่ 4 ในปวีปเอเชียและยังเป็นประเทศที่เฝ้าระวังในบัญชีของสหรัฐอเมริกาเรื่องการ ค้ามนุษย์โดยจัดประเทศไทยอยู่ในระดับ Tiar 2 ติดต่อกันมาเป็นเวลา4 ปีแล้วและเป็นนโยบายที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญมากในฐานะกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ มนุษย์เป็นเลขาธิการคณะกรรมการชุดใหญ่ในเรื่องการป้องกันและปราบปรามการค้า มนุษย์ทุกรูปแบบได้เร่งแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจังโดยทำงานแบบบูรณาการร่วม กันทุกฝ่ายซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประเทศไทยจะได้รับการประเมินและยกระดับ ในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ให้ดีขึ้นกว่านี้ มิฉะนั้นจะมีผลเสียกับประเทศไทยตามมาอีกมากมาย
“ที่ผ่านแม้จะมีการทำ งานร่วมกันแบบบูรณาการ แต่เมื่อไปถึงขั้นตอนการออกหมายจับผู้ต้องหาขบวนการค้ามนุษย์ก็จะจับได้ เฉพาะผู้ต้องหาที่เป็นชาวไทยซึ่งความจริงแล้วทั้งประเทศต้นทางและปลายทางผู้ ร่วมขบวนการเจ้าหน้าที่ออกหมายจับและต้องถูกจับกุมดำเนินคดีแต่ที่ผ่านมา เมื่อขยายผลไปถึงปลายทางผู้ร่วมขบวนการเป็นชาวต่างชาติและมีการออกหมายจับ แล้วก็ดีแต่ประเทศปลายทางบางประเทศจะไม่มีความคืบหน้าในการเร่งติดตามจับกุม การเดินทางไปปฎิบัติภาระกิจในครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จระดับหนึ่งทั้ง เรื่องการประสานงานโดยตรงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับผู้บัญชาการที่นครเคปทาว์น พร้อมกับได้ขอความร่วมมือให้เร่งจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับด้วยและหลังจาก นี้จะเดินหน้าให้ความช่วยเหลือหญิงไทยในต่างแดนที่ถูกหลอกไปค้าประเวณีอาทิ บาห์เรน บลาซิล มาเลเซีย พร้อมทั้งจะเชิญตัวแทนประเทศกลุ่มเสี่ยงร่วมทำ MOU ร่วมกันในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ทั้งประเทศต้นทางและปลาย ทางอย่างจริงจังอีกด้วย ”
นางปวีณา กล่าวอีกว่าการเดินทางไปครั้งนี้นอกจากช่วยเหลือหญิงไทยที่ถูกหลอกไปค้า ประเวณีแล้วนั้นยังได้ช่วยเหลือผู้หญิงไทยอีก 5 ราย
ที่เดินทางไปทำงานอยู่ในร้านนวดแผนไทยที่นครโจฮันเนสเบิร์ก ซึ่งได้รับการประสานจากพ.ต.ต.จตุพรอรุณฤกษ์ถวิล หัวหน้าคณะทำงานสืบสวน การค้ามนุษย์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)ว่าหญิงไทยทั้ง 5 รายนี้ถูกหลอกให้เดินทางมาทำงานนวดแผนไทยว่าจะมีรายได้เดือนละประมาณ3-4 บาทและมีค่าคอมมิชชั่น ที่พักประกันสุขภาพ ในจำนวน 5 รายบางรายเดินทางไปเพราะเพื่อนชักชวน และบางรายก็ทราบข่าวจากประกาศโฆษณาทางอินเตอร์เน็ทของกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานซึ่งบางรายก็ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง แต่บางรายก็แฝงตัวมาผู้เสียหายก็จะรู้สึกว่าเป็นของกรมการจัดหางานดูน่า เชื่อถือจึงหลงเชื่อเดินทางมาทำงานเมื่อทำสัญญาจ้างกลับไม่เป็นไปตามที่ตกลง กันไว้ก็ตกอยู่ในภาวะจำยอม ต้องอดทนทำงานใช้หนี้สิน ขณะนี้มีผู้เสียหาย 5 รายซึ่งกระทรวงพัฒนาสังคมฯจะเชิญตัวแทนกระทรวงแรงงานและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ร่วมสอบปากคำเพื่อช่วยเหลือดูแลว่าเข้าข่ายเป็นผู้เสียหายการค้ามนุษย์หรือ ไม่ซึ่งจะเข้าสู่กระบวนการคัดแยกเหยื่อส่วนกระทรวงพัฒนาสังคมฯ จะมีเจ้าหน้าที่ลงไปดูแล เยี่ยมครอบครัวดูความเป็นอยู่เพื่อหาทางชวยเหลือต่อไป
นอกจากนี้ยัง ได้มีการเดินทางไปตรวจสอบสถานที่ซึ่งเป็นร้านนวดแผนไทยที่ผู้เสียหายทั้ง5 ราย
ได้ร้องเรียนขอความเป็นธรรมที่ร้านนวดแผนไทยดังกล่าวเคยมีผู้หญิงไทยที่ไปทำ งานนวดเสียชีวิต 1 ราย อย่างมีเงื่อนงำทั้งที่ทำงานใช้หนี้ใกล้จะหมดแล้วและเบื้องต้นเจ้าของร้าน นวดอ้างว่าผู้ตายไปเก็บเห็ดซึ่งน่าจะเป็นเห็ดพิษมาต้มกินและเกิดอาการแพ้จน เสียชีวิตซึ่งญาติติดใจสงสัยในสาเหตุการเสียชีวิตจึงได้เข้าร้องเรียนกับมูล นิธิปวีณาฯเพื่อขอให้ความเป็นธรรม ตรวจสอบข้อเท็จจริงซึ่งขณะนี้ได้มีการส่งศพหญิงไทยที่เสียชีวิตกลับมาตรวจหา สาเหตุที่สถาบันนิติเวชโรงพยาบาลตำรวจแล้วอยู่ระหว่างรอผลตรวจอย่างละเอียด พร้อมกับเก็บเห็ดดังกล่าวกลับมาส่งตรวจสอบด้วย
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น