วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ช็อกผลศึกษาตร.ฆ่าตายสูงกว่าคนทั่วไป3เท่า เมื่อ 30 ก.ค.57



ช็อกผลศึกษาตร.ฆ่าตายสูงกว่าคนทั่วไป3เท่า
 
สำนักงานตำรวจแห่งชาติเผยผลการวิจัย พบว่าสถิติการฆ่าตัวตายของเจ้าหน้าที่ตำรวจมีสูงกว่าคนทั่วไป 2-3 เท่า โดยปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากความเครียดในหน้าที่การงานที่หนักกว่าอาชีพอื่นๆ
เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 29 ก.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รรท.ผบ.ตร.

กล่าวถึงเหตุตำรวจฆ่าตัวตายที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งว่า เป็นเรื่องสำคัญมาก โดยให้ทาง พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย รองผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล ศึกษาเรื่องนี้อยู่ ทั้งนี้ พล.ต.ต.ปิยะ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ทางสำนักงานกำลังพล รพ.ตำรวจ และ สำนักยุทธศาสตร์ตำรวจ ทำการวิจัย ซึ่งขณะนี้ก็ได้วิจัยไปส่วนหนึ่งแล้ว โดยเราต้องการข้อมูลเพิ่มเติม เป็นข้อมูลที่ย้อนหลังไปประมาณ 5-10 ปี ซึ่งจากผลวิจัยส่วนหนึ่งสามารถสรุปได้เป็นกลุ่มๆ มีหลายสาเหตุ และพบว่าการฆ่าตัวตายของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกิดขึ้นมีสูงกว่าคนทั่วไป 2-3 เท่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาที่พบคือเรื่องของความเครียดจากการปฏิบัติหน้าที่ที่หนักกว่าอาชีพอื่น และการที่จะต้องเผชิญกับปัญหาเฉพาะหน้าอยู่บ่อยครั้ง และปัญหารองลงมา เช่น ปัญหาสุขภาพ หนี้สิน และปัญหาภายในครอบครัว โดยปัญหาเหล่านี้เป็นส่วนประกอบของการคิดฆ่าตัวตาย และที่สำคัญเจ้าหน้าที่ตำรวจมีอาวุธอยู่ใกล้ตัว ทำให้การฆ่าตัวตายนั้นค่อนข้างไม่ยาก อันตรายกว่าอาชีพอื่น

พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวอีกว่า จากการวิจัยของ รพ.ตำรวจ ที่ยืนยันมาคือสิ่งที่จะช่วยได้เป็นอย่างยิ่ง

ในเบื้องต้นจะเป็นการตรวจสอบพฤติกรรมเสี่ยงของบุคคลที่จะฆ่าตัวตาย ซึ่งจะสามารถตรวจสอบพฤติกรรมล่วงหน้าได้ 2-3 วัน โดยจะตรวจสอบจากอาการขาดงาน ซึมเศร้า ซึ่งตรงนี้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีการแจ้งไปถึงผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดของทุกหน่วยให้ทำการตรวจสอบ ทั้งนี้เราจะมีการขยายผลการศึกษา และรายละเอียดให้ครอบคลุม เพื่อจะได้แก้ไขให้ถูกทิศทางต่อไป นอกจากนี้ในการศึกษาข้อมูลเพื่อแก้ไข ได้สั่งการให้ตรวจสอบข่าวสารย้อนหลัง เพราะพบว่าเมื่อมีกรณีตำรวจฆ่าตัวตาย ข่าวที่ปรากฏในสื่อเป็นสาเหตุหนึ่ง เช่น หึงหวง หนี้สิน เครียดงาน ปัญหาสุขภาพ แต่พอสรุปสำนวนคดี หลายครั้งพบข้อมูลคลาดเคลื่อน อาจมีการช่วยกันในส่วนคดีที่กระทบผู้ตาย จึงทำให้ไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง ในการศึกษาจึงต้องหามูลเหตุโดยให้นำข่าวสารในสื่อมวลชนมาประกอบด้วย.

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น