วันอังคารที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ทางออกที่ถูกปิด เมื่อ 7 พ.ค.57

ทางออกที่ถูกปิด


อืมม์ม์ม์...เอาเรื่องอยู่พอสมควรทีเดียว สำหรับเหตุแผ่นดินไหวระดับ 6.3 ริกเตอร์ ณ ศูนย์กลางที่ตำบลทรายขาว อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย วันวานนี้ ถึงขั้นถือเป็นเหตุแผ่นดินไหวครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 100 ปีเอาเลยก็ว่าได้ เล่นเอาผู้คนในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และปริมณฑลใกล้เคียง อ่วมอรทัยกาญจนชูศักดิ์กันไปไม่น้อย...
                               ------------------------------------------------
    และคงเป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับสังคมไทย ที่ไม่ว่าน้ำท่วม ดินถล่ม พายุหมุน แผ่นดินไหว ย่อมต้องถูกนำไปเกี่ยวโยงกับเหตุปัจจัยประเภท อารมณ์-อาถรรพ์-อาฆาต อะไรประมาณนั้นกันจนได้ ในเมื่อจิ้งจกสองหาง เหี้ยท้องแก่ ยังถูกกราบไหว้เพื่อขอเลข ขอหวย ป้ายทะเบียนรถนายกรัฐมนตรี ยังถูกนำไปแทงเลขบน เลขล่าง เหตุการณ์ระดับแผ่นดินไหว พายุฤดูร้อน ที่สาดซัดเข้าใส่ใครต่อใครพังกันไปเป็นแถบๆ จึงย่อมต้องถูกนำมาเกี่ยวโยง เกี่ยวพัน กับสถานการณ์บ้านเมืองในช่วงระยะนี้ไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้...
                               --------------------------------------------------
    อย่างเช่น กรณีพายุฤดูร้อนพัดผมเผ้าเข้าขน นกแสก กระจุยกระจาย ชนิดเห็นหัวล้าน ที่อุตรดิตถ์เมื่อสองวันก่อน ยังถูกนำมาโพสต์ นำมาแชร์ กันอุตลุดในโซเชียลเน็ตเวิร์ก ร่ำลือกันถึงอาถรรพ์ อาเพศ ชนิดเป็นเรื่อง เป็นราว เป็นตุ เป็นตะ กันไปไม่น้อย และก็ออกจะแปลก...ที่ปรากฏการณ์ต่างๆ ในช่วงหลังๆ นี้ มันดันทยอยมารองรับกันแบบพอดิบพอดี ไม่ว่าจะไล่มาตั้งแต่ผู้ประสงค์ร้ายที่ไม่ประสงค์จะออกนาม แต่คิดจะวางระเบิดลอบกัดใครต่อใครให้เละเทะกันไปทั้งบ้าน ทั้งเมือง จู่ๆ ดันเกิดอุบัติเหตุรถมอร์เตอร์ไซค์พลิกคว่ำ เกิดการจุดระเบิดจนตัวเองตายห่าไปดื้อๆ โรงงานทำพลุดอกไม้ไฟ แต่ดันไปทำระเบิดปิงปอง เกิดระเบิดวอดวายไปถึง 2 โรงด้วยกัน...
                              --------------------------------------------------
    ตามมาด้วยพายุฤดูร้อนที่พัดเวทีชุมนุมของพวก นปช.ซะกระจุยกระจายไปในหลายเขต หลายพื้นที่ แล้วเผอิญดันมาเกิดเหตุแผ่นดินไหวที่เชียงใหม่ เชียงราย อีกเป็นระลอก ทั้งหลาย ทั้งปวง เหล่านี้...จึงกลายเป็นข่าวล่า มาลือ ที่ถูกร่ำลืออย่างแพร่สะพัด ถึงแนวโน้มความฉิบหายของรัฐบาลและผู้สนับสนุนรัฐบาลอย่างเป็นกระบวนการเอาเลยทีเดียว เอาเป็นว่า...ใครจะเชื่อ ไม่เชื่อ ก็คงว่ากันตามรสนิยมของใคร-ของมันก็แล้วกัน แต่ที่แน่ๆ ก็คือ ภายใต้บรรยากาศทางการเมืองที่กำลังเป็นไปในแบบ อารมณ์-อาถรรพ์-อาฆาต หนักขึ้นเรื่อยๆ มาถึงขณะนี้ รัฐบาลเถื่อนท่านก็ยังคงยึดมั่นอยู่ใน ยุทธศาสตร์หน้าด้าน อย่างไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงใดๆ แม้แต่น้อย...
                           -----------------------------------------------------
    การออกมาปฏิเสธข้อเสนอแบบกลางๆ ที่สุดแล้วของอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยฝ่ายยุทธศาสตร์พรรคเผาไทย แต่ไม่ได้คิดจะหาทางออก ทางรอด อื่นใดเอาไว้เลย นอกซะจากการเร่งเร้าให้เดินหน้าเลือกตั้งในวันที่ 20 กรกฎาคมให้จงได้ ถือเป็นการ รื้อสะพานถอยหลัง ทิ้งน้ำไปทั้งแถบ เพราะนอกจากการเลือกตั้งมันแทบจะมองไม่เห็นช่อง เห็นทาง ว่าจะเลือกกันได้หรือไม่ อย่างไร รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็ยังน่าจะอยู่ลำบาก ไม่ต่างอะไรไปจากรัฐบาลเถื่อนที่ดำรงคงอยู่ในทุกวันนี้ ยุทธศาสตร์หน้าด้านหรือยุทธศาสตร์เดินหน้าสู่การเลือกตั้งของพรรคเผาไทย มันจึงกลายเป็นยุทธศาสตร์ที่จะกำลังจะชักลากประเทศไทยให้ต้องฉิบหาย วายวอด ตามตัวเองไปด้วย ไม่ต่างไปจากการ เผาประเทศไทย อีกรอบ หลังจากเคยเผากรุงเทพฯ และศาลากลางจังหวัดต่างๆ มาแล้วนั่นเอง...
                              --------------------------------------------------
    พูดง่ายๆ ว่า...มันไม่ได้ก่อให้เกิดความเชื่อมั่น ศรัทธา ต่อนักเศรษฐกิจ นักลงทุนใดๆ เอาเลยแม้แต่น้อย มีแต่เห็นปัญหาเรียงรายอยู่เต็มไปหมด ไม่ว่าจะก่อนเลือกตั้ง หรือหลังเลือกตั้งก็ตามที ภายใต้บรรยากาศเช่นนี้สู้หันไปลงทุนในพม่ายังดีกว่ากันเยอะเลย เพราะอย่างน้อยมันก็ยังพอมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ การเมืองนิ่ง พอที่จะเห็นหัว เห็นหาง ว่าจะได้กำไรจากการลงทุนกันซักกี่มากน้อย ไอ้ที่คิดจะเอาประเทศไปขาย ไปให้สัมปทานกับนักลงทุนตามยุทธศาสตร์โลกล้อมประเทศ อะไรต่อมิอะไรนั้น มันชักจะก่อให้เกิด คำถาม หนักขึ้นทุกที ว่าประเทศนั้นจะยังคงอยู่ในมือของนักเซ็งลี้ประเทศได้จริงๆ หรือไม่...
                               ---------------------------------------------------
    และในเมื่อ คำถาม ดังกล่าวมันหา คำตอบ แทบไม่ได้...ความเป็น ประชาธิปไตย ที่ถูกแปลความหมายว่าต้องหมายถึง การเลือกตั้ง เท่านั้น มันจึงคลายความศักดิ์สิทธิ์ลงไปไม่น้อย หรือเอาไปทำมาหารับประทานได้ลำบากยิ่งขึ้นไปอีก โอกาสที่จะใช้โลกล้อมประเทศ ชนบทล้อมเมือง แล้วเข้ายึดทีละกระทรวงในท้ายที่สุด มันจึงแทบเป็นไปไม่ได้ต่อไปอีกแล้ว เพราะไม่ว่าโลก ชนบท หรือแม้แต่ข้าราชการในแต่ละกระทรวง คงไม่อยากที่จะยืนอยู่ข้างฝ่าย ผู้แพ้ โดยเด็ดขาด ส่วนใหญ่มักพร้อมที่จะพลิก ที่จะเปลี่ยน ไปตามข้าง ผู้ชนะ เสมอๆ...
                            -----------------------------------------------------
    ด้วยเหตุนี้...ใครก็ตามที่สามารถทำให้ การเมืองนิ่ง ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หรือทำให้ ความสงบเรียบร้อย กลับคืนมาสู่บ้านเมืองได้บ้างในบางระดับ ย่อมมีโอกาสที่จะเป็น ฝ่ายชนะ ในสถานการณ์เช่นนี้ได้ไม่ยากซ์ซ์ซ์ เพราะความเป็นประชาธิปไตยหรือไม่เป็นประชาธิปไตยนั้น มันสามารถตีความและอธิบายไปในทางไหนก็ได้ แต่ถ้าหากไม่เหลือประเทศเอาไว้ให้นั่งเถียง นั่งตีความ กันอีกต่อไป ไม่ว่าใครก็ใครคงต้อง แพ้ ไปด้วยกันทุกฝ่ายนั่นแหละ นับจากนี้จึงอย่าไปเสียเวลาคิดมาก คิดเล็ก คิดน้อย อะไรก็ตามที่ทำให้ชาติอยู่รอดปลอดภัยได้ ให้ความสงบเรียบร้อยกลับคืนมาโดยเร็วที่สุด อันนั้นนั่นแหละ...เหมาะสมและสอดคล้องที่สุดแล้วสำหรับสถานการณ์การเมืองในยุค อารมณ์-อาถรรพ์-อาฆาต กำลังมาแรง...
                              ------------------------------------------------------
    ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้จาก Chinese proverb... “You cannot prevent the birds of sorrow from flying over your head, but you can prevent them from building nests in your hair.- ท่านอาจป้องกันนกแห่งความทุกข์มิให้บินข้ามศีรษะของท่านไม่ได้ แต่ท่านสามารถป้องกันมิให้มันทำรังบนศีรษะของท่านได้...

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น