วิษณุจัดทีมบริการคสช.
"วิษณุ" ยอมรับทำงานกฎหมายให้ คสช. จัดทีมครบแล้ว รอตรวจการบ้านสารพัดกฎหมายและรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เผยให้สภาปฏิรูปเขียนรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ก่อนนำไปสู่การเลือกตั้ง "หญิงหน่อย" โผล่โหน กปปส. ใช้ชื่อสภาประชาชนตามกำนัน อดีต ส.ว.แนะที่มาของ ส.ว.ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรมาจากการเลือกตั้งทางอ้อม
ภายหลังตกเป็นข่าวว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มอบหมายให้เป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว นายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษา คสช.ด้านกฎหมาย ให้สัมภาษณ์อีกครั้งเมื่อวันเสาร์ โดยระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ได้เห็นจากข่าวหนังสือพิมพ์เช่นกัน กรณีที่ระบุว่าตนจะต้องเป็นประธานรับผิดชอบเรื่องกฎหมาย เพราะขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งใดหรือใครส่งหนังสือใดๆ มาแจ้งให้ทราบ
"ยืนยันว่ายังไม่ได้มีการระบุกับผมเช่นนั้น อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าคนที่เตรียมดำเนินการอาจจะต้องมีการร่างเอาไว้ก่อน ก่อนที่จะส่งมาให้ผม และจะต้องมีทีมที่เข้ามาดูและปรับปรุงเรื่องกฎหมาย เมื่อมีการยกร่างการทำงานเอาไว้ ก็ต้องมีการเขียนเพื่อให้ทีมที่จะเข้ามาดูว่าจะต้องแก้ไขมากหรือน้อย เป็นอย่างนี้กับการทำกฎหมายทุกฉบับ ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับจริงก็ต้องเป็นเช่นนี้ ดังนั้นคนที่ให้ข่าวกับสื่อคงมีความตั้งใจว่า ในชั้นของการยกร่างจะมีตุ๊กตาหรือมีแนวทางอย่างไร เพื่อให้พิจารณาถ้อยคำหรือสำนวนภาษากฎหมาย แต่ยังไม่มีใครส่งอะไรมาถึงมือผมทั้งสิ้น และขณะนี้ผมยังไม่ควรพูดถึงรายละเอียดใดๆ"
นายวิษณุบอกว่า คณะที่ปรึกษา คสช.มีมากกว่าที่ได้เผยแพร่ไปแล้ว และไม่ได้มีภารกิจกำกับไว้ว่าที่ปรึกษาคนใดกำกับดูแลฝ่ายใด เชื่อว่าเป็นการคาดเดากันเองว่า ใครเชี่ยวชาญด้านใดคงจะดูด้านนั้น เมื่อเห็นว่าตนเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ก็คิดว่าจะมาดูแลด้านกฎหมาย
เขากล่าวว่า ขณะนี้ทีมที่ปรึกษา คสช.ได้รับเรื่องร้องเรียนในเรื่องต่างๆ จำนวนมาก และได้นำเข้าหารือกันในที่ประชุมคณะที่ปรึกษา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ, พลังงาน, ปัญหาผลกระทบจากเคอร์ฟิว, เรื่องอุตสาหกรรม จากนั้นคณะที่ปรึกษาก็เสนอแนะขึ้นไป จะพิจารณาอย่างไรก็แล้วแต่ คสช. ซึ่งเป็นไปตามคำสั่งว่าคณะที่ปรึกษามีหน้าที่เสนอแนะทุกเรื่อง และหาก คสช.คิดว่ามีเรื่องใดให้ทำเป็นการบ้าน ก็ให้ช่วยแก้ปัญหาและเสนอไป
นายวิษณุยอมรับว่า ได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องกฎหมาย และได้บอกให้ไปหาคนมาทำงาน ซึ่งก็หาได้แล้ว ความจำเป็นที่ให้ตนมาดูงานด้านกฎหมาย ก็เพราะหลังจากยุบสภาฯ มีกฎหมายที่ค้างอยู่ในสภาผู้แทนฯ กับวุฒิสภาเป็นจำนวนมาก ที่ต้องตกไป แต่หลายกระทรวงมองว่าเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน ไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดความเสียหาย รวมทั้งกรณีที่มีประชาชนเข้าชื่อ แล้วส่งให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับรอง แต่เกิดยุบสภาฯ เสียก่อนที่ค้างอยู่หลายฉบับที่ทำเนียบรัฐบาล
นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายที่รัฐบาลส่งไปให้กฤษฎีกาตรวจสอบ และยังมีกฎหมายที่แต่ละหน่วยงานกำลังยกร่างอยู่ และเห็นว่ามีความจำเป็นก็อาจจะต้องเสนอมาให้พิจารณา เช่น บางหน่วยงานระบุว่า ประเทศไทยมีพันธกรณีกับบางองค์กร แต่ยังไม่มีการเสนอกฎหมายดังกล่าวมา จึงเป็นเรื่องที่จะต้องถูกส่งมาที่ คสช.เป็นจำนวนมาก ดังนั้น คสช.จะจับใบดำใบแดงเพื่อที่จะหยิบฉบับใดฉบับหนึ่งขึ้นมาออกเป็นคำสั่ง คสช.คงไม่ได้ เพราะบางฉบับมีความยาว
"อ่านตั้งแต่ละครเรื่องรักออกฤทธิ์เริ่มฉาย จนออกข่าวเที่ยงคืนก็ยังไม่จบ จึงต้องส่งมาให้คณะที่ปรึกษาด้านกฎหมายช่วยพิจารณา โดยให้จัดประเภทของกฎหมาย เช่น เรื่องเร่งด่วนที่อาจจะต้องออกเป็นประกาศ คสช. หรือประเภทที่จะต้องรอเพื่อให้มีการตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เ สียก่อน และอีกประเภทหนึ่งเป็นเรื่องที่รอให้มีสภาฯ หลังการเลือกตั้งมาพิจารณาก็ได้"
นายวิษณุเผยว่า เรื่องการยกร่างรัฐธรรมนูญขอให้เข้าใจด้วยว่า หากจะมีการทำในเวลานี้ เชื่อว่าน่าจะมีการพิจารณาหลายคนไม่ใช่ตนเพียงคนเดียว โดยจะเป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่จะมีเพียงไม่กี่มาตราเท่านั้น
"อย่างที่สื่อไปลงว่าจะมีถึง 30-50 มาตรานั้น ผมก็ได้แต่กลั้นขำ เพราะไม่ได้เป็นอย่างนั้น รวมไปถึงกรณีที่มีข่าวว่าสภายกร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สนช. จะมีกี่คน ยืนยันว่ายังไม่ได้มีการระบุถึงขนาดนั้น"
ที่ปรึกษา คสช.กล่าวว่า การมีธรรมนูญชั่วคราวนั้นเพื่อใช้สำหรับตั้ง สนช., นายกรัฐมนตรี และสภาปฏิรูป แล้วจากนั้นจะดำเนินการกันไปในระยะเวลากี่เดือนก็แล้วแต่ และขณะนี้ยังไม่ลงตัวว่า จะให้สภาปฏิรูปดำเนินการหรือจะให้ สนช. เป็นคนทำ แต่ถ้ามีสภาปฏิรูป สภาปฏิรูปก็จะเป็นคนทำรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ซึ่งจะยกร่างกันอย่างไรก็แล้วแต่กูรูหรือผู้รู้ทั้งหลาย
เขากล่าวว่า เมื่อได้ฉบับถาวรแล้วจึงนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย เมื่อนั้นฉบับชั่วคราวก็ต้องหมดไป และเมื่อมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรแล้วก็จะนำไปสู่การเลือกตั้ง ดังนั้น อย่าได้คาดหมายอะไรจากรัฐธรรมนูญชั่วคราวในเวลานี้ เพราะจะใช้เพียงชั่วคราวเพื่อแก้ปัญหาให้เกิดสภาปฏิรูป ให้เกิดรัฐบาลชั่วคราวเท่านั้น จึงมีเพียงไม่กี่มาตรา หากจะมีการเสนอให้แก้ไขเรื่องใดๆ คงจะเป็นในช่วงการทำฉบับถาวรมากกว่า
วันเดียวกันนี้ ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มีการจัดเสวนาวิชาการ เรื่อง "ก้าวข้ามความขัดแย้งด้วยธรรม" โดยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีต รมว.สาธารณสุข ในฐานะนักศึกษาปริญญาเอก มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณฯ ได้นำเสนอวิทยานิพนธ์ดุษฎีบัณฑิต หัวข้อ "ก้าวข้ามความขัดแย้งด้วยคุณธรรมสี่ประการ"
คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า มหากาพย์ความขัดแย้งแบ่งสีของประเทศไทยตั้งแต่ปี 2548-2557 เป็นความขัดแย้งมากที่สุดและส่งผลเสียหายอย่างมาก สิ่งที่ตนจะนำเสนอเป็นเพียงกรอบการประยุกต์ เพื่อนำหลักพระราชดำรัสคุณธรรม 4 ประการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาปรับใช้กับการแก้วิกฤติปัญหาความขัดแย้งในบ้านเมืองทุกวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องโครงสร้างที่มา และกรอบการทำงานของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นสภาปฏิรูปประเทศไทย หรือสภาประชาชนตามชื่อที่ กปปส.เรียกขานก็ได้ อย่างไรก็ตาม ตนเสนอว่าควรตั้งสภาธรรมาธิปไตย เอาธรรมะเป็นตัวตั้ง ให้ผู้เห็นต่างคิดร่วมกันเพื่อสร้างความสมานฉันท์ โดยเปิดโอกาสให้คนทุกกลุ่มมีส่วนร่วม เพื่อสลายสีสลายกลุ่มในเวลานี้ ซึ่งจะเป็นที่ยอมรับของประชาชนทุกฝ่าย
นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ อดีต ส.ว.สรรหา กลุ่ม 40 ส.ว. กล่าวถึงการตั้งสภาปฏิรูประเทศกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตามโรดแม็พระยะที่ 2 ของ คสช.ว่า สูตรดังกล่าวก็คงจะคล้ายของเดิม เพียงแค่ว่าคราวนี้มีการเพิ่มสภาปฏิรูปประเทศขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่ในการปฏิรูป ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายเห็นพ้อง แม้แต่รัฐบาลที่ผ่านมา ส่วนแนวทางของทั้ง 2 ก็สภาจะเป็นอย่างไรก็อยู่ที่ทาง คสช.จะเห็นว่าเหมาะสม
ทั้งนี้ ตามที่มีกระแสข่าวออกมาว่าจะมีสัดส่วนสภาละ 200 คน คิดว่ามีความเหมาะสม ซึ่งตามหลักการแล้วสภาปฏิรูปก็คงจะประกอบไปด้วยกลุ่มวิชาชีพต่างๆ โดยไม่มีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง ส่วน สนช.ก็คงมีหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมา ก็อยู่ที่ว่าจะร่างใหม่ทั้งฉบับหรือนำของเดิมมาปรับใช้
"เรื่องนี้อยู่ที่ คสช.ว่าจะกำหนดแนวทางและรูปแบบอย่างไร หรือจะเลือกใครเข้ามาทำหน้าที่ หรือมีอดีต ส.ว.ส่วนหนึ่งเข้าร่วมด้วยหรือไม่ ผมคงพูดได้ในหลักการเท่านั้น"
นพ.เจตน์กล่าวว่า บทบาทของวุฒิสภาที่จะถูกร่างขึ้นใหม่นั้น จากที่ตนประมวลได้เมื่อครั้งมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มาของ ส.ว. ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่อยากให้วุฒิสภาทำหน้าที่ในการตรวจสอบถ่วงดุล รวมทั้งเป็นสภาผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อให้คำปรึกษาแก่สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งตามหลักการหากต้องการรูปแบบดังกล่าว ที่มาของ ส.ว.ต้องไม่เหมือนที่มาของ ส.ส. เพราะพรรคการเมืองเสียงข้างมากไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่ให้อิสระแก่ ส.ส.ในการยกมือ ซึ่งในข้อเท็จจริงสังคมต้องเปิดโอกาสให้กับกลุ่มวิชาชีพและผู้ด้อยโอกาส เช่นคนพิการ แต่หากที่มาเหมือน ส.ส.ก็คงไม่มีสัดส่วนของคนกลุ่มนี้ แต่ก็มีปัญหาเรื่องการไม่ยึดโยงกับประชาชนอีก ดังนั้นรูปแบบที่มีสมาชิกเสนอก็คือ การเลือกตั้งทางอ้อม ซึ่งเลือกตั้งจากสภาวิชาชีพต่างๆ ก็จะทำให้สอดคล้องกับประชาชนได้
ภายหลังตกเป็นข่าวว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มอบหมายให้เป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว นายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษา คสช.ด้านกฎหมาย ให้สัมภาษณ์อีกครั้งเมื่อวันเสาร์ โดยระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ได้เห็นจากข่าวหนังสือพิมพ์เช่นกัน กรณีที่ระบุว่าตนจะต้องเป็นประธานรับผิดชอบเรื่องกฎหมาย เพราะขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งใดหรือใครส่งหนังสือใดๆ มาแจ้งให้ทราบ
"ยืนยันว่ายังไม่ได้มีการระบุกับผมเช่นนั้น อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าคนที่เตรียมดำเนินการอาจจะต้องมีการร่างเอาไว้ก่อน ก่อนที่จะส่งมาให้ผม และจะต้องมีทีมที่เข้ามาดูและปรับปรุงเรื่องกฎหมาย เมื่อมีการยกร่างการทำงานเอาไว้ ก็ต้องมีการเขียนเพื่อให้ทีมที่จะเข้ามาดูว่าจะต้องแก้ไขมากหรือน้อย เป็นอย่างนี้กับการทำกฎหมายทุกฉบับ ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับจริงก็ต้องเป็นเช่นนี้ ดังนั้นคนที่ให้ข่าวกับสื่อคงมีความตั้งใจว่า ในชั้นของการยกร่างจะมีตุ๊กตาหรือมีแนวทางอย่างไร เพื่อให้พิจารณาถ้อยคำหรือสำนวนภาษากฎหมาย แต่ยังไม่มีใครส่งอะไรมาถึงมือผมทั้งสิ้น และขณะนี้ผมยังไม่ควรพูดถึงรายละเอียดใดๆ"
นายวิษณุบอกว่า คณะที่ปรึกษา คสช.มีมากกว่าที่ได้เผยแพร่ไปแล้ว และไม่ได้มีภารกิจกำกับไว้ว่าที่ปรึกษาคนใดกำกับดูแลฝ่ายใด เชื่อว่าเป็นการคาดเดากันเองว่า ใครเชี่ยวชาญด้านใดคงจะดูด้านนั้น เมื่อเห็นว่าตนเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ก็คิดว่าจะมาดูแลด้านกฎหมาย
เขากล่าวว่า ขณะนี้ทีมที่ปรึกษา คสช.ได้รับเรื่องร้องเรียนในเรื่องต่างๆ จำนวนมาก และได้นำเข้าหารือกันในที่ประชุมคณะที่ปรึกษา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ, พลังงาน, ปัญหาผลกระทบจากเคอร์ฟิว, เรื่องอุตสาหกรรม จากนั้นคณะที่ปรึกษาก็เสนอแนะขึ้นไป จะพิจารณาอย่างไรก็แล้วแต่ คสช. ซึ่งเป็นไปตามคำสั่งว่าคณะที่ปรึกษามีหน้าที่เสนอแนะทุกเรื่อง และหาก คสช.คิดว่ามีเรื่องใดให้ทำเป็นการบ้าน ก็ให้ช่วยแก้ปัญหาและเสนอไป
นายวิษณุยอมรับว่า ได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องกฎหมาย และได้บอกให้ไปหาคนมาทำงาน ซึ่งก็หาได้แล้ว ความจำเป็นที่ให้ตนมาดูงานด้านกฎหมาย ก็เพราะหลังจากยุบสภาฯ มีกฎหมายที่ค้างอยู่ในสภาผู้แทนฯ กับวุฒิสภาเป็นจำนวนมาก ที่ต้องตกไป แต่หลายกระทรวงมองว่าเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน ไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดความเสียหาย รวมทั้งกรณีที่มีประชาชนเข้าชื่อ แล้วส่งให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับรอง แต่เกิดยุบสภาฯ เสียก่อนที่ค้างอยู่หลายฉบับที่ทำเนียบรัฐบาล
นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายที่รัฐบาลส่งไปให้กฤษฎีกาตรวจสอบ และยังมีกฎหมายที่แต่ละหน่วยงานกำลังยกร่างอยู่ และเห็นว่ามีความจำเป็นก็อาจจะต้องเสนอมาให้พิจารณา เช่น บางหน่วยงานระบุว่า ประเทศไทยมีพันธกรณีกับบางองค์กร แต่ยังไม่มีการเสนอกฎหมายดังกล่าวมา จึงเป็นเรื่องที่จะต้องถูกส่งมาที่ คสช.เป็นจำนวนมาก ดังนั้น คสช.จะจับใบดำใบแดงเพื่อที่จะหยิบฉบับใดฉบับหนึ่งขึ้นมาออกเป็นคำสั่ง คสช.คงไม่ได้ เพราะบางฉบับมีความยาว
"อ่านตั้งแต่ละครเรื่องรักออกฤทธิ์เริ่มฉาย จนออกข่าวเที่ยงคืนก็ยังไม่จบ จึงต้องส่งมาให้คณะที่ปรึกษาด้านกฎหมายช่วยพิจารณา โดยให้จัดประเภทของกฎหมาย เช่น เรื่องเร่งด่วนที่อาจจะต้องออกเป็นประกาศ คสช. หรือประเภทที่จะต้องรอเพื่อให้มีการตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เ สียก่อน และอีกประเภทหนึ่งเป็นเรื่องที่รอให้มีสภาฯ หลังการเลือกตั้งมาพิจารณาก็ได้"
นายวิษณุเผยว่า เรื่องการยกร่างรัฐธรรมนูญขอให้เข้าใจด้วยว่า หากจะมีการทำในเวลานี้ เชื่อว่าน่าจะมีการพิจารณาหลายคนไม่ใช่ตนเพียงคนเดียว โดยจะเป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่จะมีเพียงไม่กี่มาตราเท่านั้น
"อย่างที่สื่อไปลงว่าจะมีถึง 30-50 มาตรานั้น ผมก็ได้แต่กลั้นขำ เพราะไม่ได้เป็นอย่างนั้น รวมไปถึงกรณีที่มีข่าวว่าสภายกร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สนช. จะมีกี่คน ยืนยันว่ายังไม่ได้มีการระบุถึงขนาดนั้น"
ที่ปรึกษา คสช.กล่าวว่า การมีธรรมนูญชั่วคราวนั้นเพื่อใช้สำหรับตั้ง สนช., นายกรัฐมนตรี และสภาปฏิรูป แล้วจากนั้นจะดำเนินการกันไปในระยะเวลากี่เดือนก็แล้วแต่ และขณะนี้ยังไม่ลงตัวว่า จะให้สภาปฏิรูปดำเนินการหรือจะให้ สนช. เป็นคนทำ แต่ถ้ามีสภาปฏิรูป สภาปฏิรูปก็จะเป็นคนทำรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ซึ่งจะยกร่างกันอย่างไรก็แล้วแต่กูรูหรือผู้รู้ทั้งหลาย
เขากล่าวว่า เมื่อได้ฉบับถาวรแล้วจึงนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย เมื่อนั้นฉบับชั่วคราวก็ต้องหมดไป และเมื่อมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรแล้วก็จะนำไปสู่การเลือกตั้ง ดังนั้น อย่าได้คาดหมายอะไรจากรัฐธรรมนูญชั่วคราวในเวลานี้ เพราะจะใช้เพียงชั่วคราวเพื่อแก้ปัญหาให้เกิดสภาปฏิรูป ให้เกิดรัฐบาลชั่วคราวเท่านั้น จึงมีเพียงไม่กี่มาตรา หากจะมีการเสนอให้แก้ไขเรื่องใดๆ คงจะเป็นในช่วงการทำฉบับถาวรมากกว่า
วันเดียวกันนี้ ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มีการจัดเสวนาวิชาการ เรื่อง "ก้าวข้ามความขัดแย้งด้วยธรรม" โดยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีต รมว.สาธารณสุข ในฐานะนักศึกษาปริญญาเอก มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณฯ ได้นำเสนอวิทยานิพนธ์ดุษฎีบัณฑิต หัวข้อ "ก้าวข้ามความขัดแย้งด้วยคุณธรรมสี่ประการ"
คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า มหากาพย์ความขัดแย้งแบ่งสีของประเทศไทยตั้งแต่ปี 2548-2557 เป็นความขัดแย้งมากที่สุดและส่งผลเสียหายอย่างมาก สิ่งที่ตนจะนำเสนอเป็นเพียงกรอบการประยุกต์ เพื่อนำหลักพระราชดำรัสคุณธรรม 4 ประการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาปรับใช้กับการแก้วิกฤติปัญหาความขัดแย้งในบ้านเมืองทุกวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องโครงสร้างที่มา และกรอบการทำงานของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นสภาปฏิรูปประเทศไทย หรือสภาประชาชนตามชื่อที่ กปปส.เรียกขานก็ได้ อย่างไรก็ตาม ตนเสนอว่าควรตั้งสภาธรรมาธิปไตย เอาธรรมะเป็นตัวตั้ง ให้ผู้เห็นต่างคิดร่วมกันเพื่อสร้างความสมานฉันท์ โดยเปิดโอกาสให้คนทุกกลุ่มมีส่วนร่วม เพื่อสลายสีสลายกลุ่มในเวลานี้ ซึ่งจะเป็นที่ยอมรับของประชาชนทุกฝ่าย
นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ อดีต ส.ว.สรรหา กลุ่ม 40 ส.ว. กล่าวถึงการตั้งสภาปฏิรูประเทศกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตามโรดแม็พระยะที่ 2 ของ คสช.ว่า สูตรดังกล่าวก็คงจะคล้ายของเดิม เพียงแค่ว่าคราวนี้มีการเพิ่มสภาปฏิรูปประเทศขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่ในการปฏิรูป ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายเห็นพ้อง แม้แต่รัฐบาลที่ผ่านมา ส่วนแนวทางของทั้ง 2 ก็สภาจะเป็นอย่างไรก็อยู่ที่ทาง คสช.จะเห็นว่าเหมาะสม
ทั้งนี้ ตามที่มีกระแสข่าวออกมาว่าจะมีสัดส่วนสภาละ 200 คน คิดว่ามีความเหมาะสม ซึ่งตามหลักการแล้วสภาปฏิรูปก็คงจะประกอบไปด้วยกลุ่มวิชาชีพต่างๆ โดยไม่มีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง ส่วน สนช.ก็คงมีหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมา ก็อยู่ที่ว่าจะร่างใหม่ทั้งฉบับหรือนำของเดิมมาปรับใช้
"เรื่องนี้อยู่ที่ คสช.ว่าจะกำหนดแนวทางและรูปแบบอย่างไร หรือจะเลือกใครเข้ามาทำหน้าที่ หรือมีอดีต ส.ว.ส่วนหนึ่งเข้าร่วมด้วยหรือไม่ ผมคงพูดได้ในหลักการเท่านั้น"
นพ.เจตน์กล่าวว่า บทบาทของวุฒิสภาที่จะถูกร่างขึ้นใหม่นั้น จากที่ตนประมวลได้เมื่อครั้งมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มาของ ส.ว. ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่อยากให้วุฒิสภาทำหน้าที่ในการตรวจสอบถ่วงดุล รวมทั้งเป็นสภาผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อให้คำปรึกษาแก่สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งตามหลักการหากต้องการรูปแบบดังกล่าว ที่มาของ ส.ว.ต้องไม่เหมือนที่มาของ ส.ส. เพราะพรรคการเมืองเสียงข้างมากไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่ให้อิสระแก่ ส.ส.ในการยกมือ ซึ่งในข้อเท็จจริงสังคมต้องเปิดโอกาสให้กับกลุ่มวิชาชีพและผู้ด้อยโอกาส เช่นคนพิการ แต่หากที่มาเหมือน ส.ส.ก็คงไม่มีสัดส่วนของคนกลุ่มนี้ แต่ก็มีปัญหาเรื่องการไม่ยึดโยงกับประชาชนอีก ดังนั้นรูปแบบที่มีสมาชิกเสนอก็คือ การเลือกตั้งทางอ้อม ซึ่งเลือกตั้งจากสภาวิชาชีพต่างๆ ก็จะทำให้สอดคล้องกับประชาชนได้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น