วันอาทิตย์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เลิกจำนำข้าว! ชาวนาขอ3ข้อ ยืนด้วยลำแข้ง เมื่อ 8 มิ.ย.57



เลิกจำนำข้าว! ชาวนาขอ3ข้อ ยืนด้วยลำแข้ง

  ชาวนามีความหวัง คสช.เรียกมาถามปัญหาความเดือดร้อน สรุป 3 มาตรการยั่งยืน ลดต้นทุน พัฒนาระบบชลประทาน และพัฒนาคุณภาพข้าว คุยอีกครั้งสัปดาห์หน้า อธิบดีกรมการค้าภายในยืนยัน โครงการรับจำนำข้าวปิดฉากแล้ว ชดเชยปัจจัยการผลิตแทน
    เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  ได้เชิญผู้แทนชาวนาจาก 8 องค์กรมาร่วมหารือเพื่อรับฟังความเห็น หลังชาวนาได้รับความเดือดร้อนจากโครงการรับจำนำข้าว และปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ 
     พล.อ.ฉัตรชัยเผยว่า เป็นการเชิญมาเพื่อรับฟังความเห็น ความต้องการที่จะให้ คสช.ช่วยเหลือความเดือดร้อนของชาวนา ซึ่งเบื้องต้นสิ่งที่ชาวนาต้องการให้ช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน คือ ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยราคาข้าวปัจจุบันที่ออกในฤดูกาลนี้ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต เพราะฉะนั้น  คสช.จะนำไปพิจารณาหารือในสัปดาห์หน้าอีกครั้ง ว่าจะมีมาตรการช่วยเหลืออย่างไร เพื่อลดปัญหาความเดือดร้อน     ก่อนนำเสนอต่อหัวหน้า คสช. เพื่อกำหนดเป็นมาตรการช่วยเหลือชาวนาต่อไป สำหรับการพูดคุยกันในวันนี้ ไม่ได้มีการเสนอแนวทางการช่วยเหลือเกี่ยวข้องกับโครงการประกันราคาสินค้าเกษตร และโครงการรับจำนำข้าวแต่อย่างใด
    เขากล่าวว่า ข้อเสนอของชาวนาแบ่งออกได้เป็น 3 ประเด็นหลัก คือ 1.การลดต้นทุนการผลิต เช่น ปุ๋ยและยาฆ่าแมลง 2.การพัฒนาระบบชลประทานที่จะสามารถส่งน้ำให้กับเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างเพียงพอและทั่วถึง 3.การพัฒนาคุณภาพข้าวให้ดีขึ้น
      ด้านนายระวี รุ่งเรือง ประธานศูนย์ข้าวชุมนุมภาคตะวันตก เผยหลังการประชุมว่า ได้เสนอให้ในที่ประชุม 3 ระยะ คือระยะที่ 1 การแก้ปัญหาให้กับชาวนาที่เพาะปลูกไปแล้วตั้งแต่ฤดูนาปรังเมื่อเดือน ก.พ ซึ่งผลผลิตกำลังออก และจะสิ้นสุดเดือน ก.ย.นี้ เสนอไปว่าให้ช่วยเหลือปัจจัยการผลิตที่ลงทุนไปแล้ว ในรูปของเงินอุดหนุนคิดเป็นไร่ละ 2,500 บาท ส่วนเป็นตันก็จะต้องอุดหนุนส่วนต่างที่ชาวนาผลิตไปแล้วตันละ 3,000 บาท จากราคาข้าวในตลาด 6,000 บาท หรือให้รัฐกำหนดกลไกตลาด แต่ควบคุมปริมาณข้าวที่จะออกสู่ตลาดให้สมดุลกับผู้บริโภคทั้งภายในและภายนอกประเทศ เพราะข้าวสารที่ยังค้างสต็อกอยู่นั้นถ้าไหลออกสู่ตลาดมาก ราคาข้าวเปลือกที่พ่อค้าจะนำไปแปรรูปจำหน่ายจะตกต่ำ เนื่องจากมีการแข่งขันกันระหว่างข้าวสารของรัฐบาล และข้าวสารของพ่อค้าข้าวในฤดูกาลนี้ การเสนอดังกล่าวเพื่อลดเงินงบประมาณที่จะต้องชดเชยให้ชาวนา
    ในระยะที่ 2 การรวบรวมสำรวจศูนย์ข้าวชุมชน กลุ่มอาชีพ โรงสีชุมชนที่กระจายอยู่ทั่วประเทศที่ไม่เติบโต และจัดตั้งกองทุนในการให้ยืมเมล็ดพันธุ์ข้าวของแต่ละชุมชน รวมถึงจัดตั้งกองทุนหมุนเวียนให้เกษตรกร ชุมชนรวบรวมผลผลิตแปรรูปในโรงสีชุมชนนั้น เนื่องจากที่ผ่านมาศูนย์ข้าวชุมชนประสบปัญหาการเงิน ทำให้ต้องนำเมล็ดพันธุ์ข้าวไปขายให้ภาคเอกชน 
    และระยะที่ 3 คือ สร้างกลไกการตลาดข้าวและผู้บริโภคทั้งภายในและภายนอกประเทศ เนื่องจากความไม่ต่อเนื่องของนโยบายรัฐบาลที่จะช่วยเหลือชาวนา เมื่อรัฐบาลเปลี่ยนนโยบายก็เปลี่ยน อย่างไรก็ตาม เรายังได้เสนอเรื่องสภาชาวนาและแผนพัฒนาชาวนา คล้ายกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจจะ 5 ปี หรือ 8 ปี และรัฐบาลที่เข้ามาบริหารจะต้องดำเนินการตามแผนพัฒนาชาวนา 
ปิดฉากจำนำข้าว
    นายระวีบอกว่า เบื้องต้นการพูดคุยจะต้องเกิดขึ้นอีกหลายครั้ง แต่ในเบื้องต้นคือการช่วยเหลือชาวนาที่มีผลผลิตออกมา  เราเข้าใจว่า คสช.ต้องการเข้ามาแก้ไขปัญหาที่ชาวนาเดือดร้อนในขณะนี้ โดยเราอยากให้ คสช.ช่วยเหลือชาวนาตั้งแต่เดือน มิ.ย.-ก.ย. เนื่องจากเป็นฤดูเก็บเกี่ยว เพื่อที่ชาวนาจะได้มีเงินเพาะปลูกในฤดูทำนาปีที่จะเริ่มในเดือนสิงหาคม
    ขณะที่นายวิเชียร พวงลำเจียก นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เปิดเผยว่า โดยภาพรวมชาวนาทั้งประเทศยังมีความต้องการโครงการรับจำนำข้าว เพราะเมื่อเข้าโครงการแล้วยังมีผลกำไรอยู่บ้าง โดยขณะนี้ราคาข้าวในตลาดโดยรวมเฉลี่ยอยู่ที่ตันละ 4,000-6,000 บาท ซึ่งถือเป็นอัตราที่ทำให้เกษตรกรขาดทุน เพราะขณะนี้ราคาต้นทุนการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่  7,000-7,700 บาทต่อตัน ดังนั้น หากรัฐบาลไม่มีนโยบายในการรับจำนำข้าว จึงอยากให้หน่วยงานที่กำกับดูแล ช่วยเหลือภาคเกษตรกรออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือชาวนา และ คสช.ได้รับปากจะชี้แจงความคืบหน้าและความเป็นไปได้ให้ชาวนาได้รับทราบภายในวันที่ 20 มิ.ย.นี้.
    นายสมชาติ สร้อยทอง อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ราคาสินค้าเกษตรช่วงนี้ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะราคาข้าวเปลือก ปรับเพิ่มขึ้นมาประมาณ  300 บาทต่อตัน หรืออยู่ที่ประมาณตันละ 7,300 บาท ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่ดี ขณะที่สินค้าเกษตรชนิดอื่นๆ ไม่มีปัญหาเรื่องราคาตกต่ำ เพราะตลาดมีความต้องการเพิ่มขึ้น
      อย่างไรก็ตาม แนวทางการดูแลราคาข้าวที่กระทรวงพาณิชย์เตรียมไว้ ได้เสนอให้กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.ในวันนี้แล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ แต่มั่นใจว่าแนวโน้มราคาข้าวน่าจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น และยืนยันว่าจะไม่มีการทำโครงการรับจำนำข้าวและโครงการประกันรายได้อย่างแน่นอน โดยอาจสนับสนุนหรือชดเชยปัจจัยการผลิตแทน
    น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์  เรียกร้องให้ คสช.เร่งวางมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรทุกกลุ่ม โดยตั้งวอร์รูมแก้ปัญหาอย่างเท่าเทียม เพราะขณะนี้เกษตรกร 16-17 จังหวัดภาคใต้และภูมิภาคอื่นๆ เกิดปัญหาราคาผลไม้ตกต่ำ จึงอยากเสนอให้ คสช.เร่งหามาตรการเร่งด่วนวางแผนหาตลาดกลาง เช่น กทม.และจังหวัดหัวเมืองใหญ่ๆ เพื่อรองรับผลผลิต ช่วยยกระดับราคาผลผลิตทางการเกษตรด้วย
     นอกจากนี้ อยากให้เร่งแก้ปัญหาราคายางพาราและปาล์มน้ำมันตกต่ำ และอยากให้ คสช. เร่งจ่ายเงินค่าปัจจัยผลผลิตที่ค้างจ่ายเกษตรกรอยู่ 1.5 แสนราย วงเงินประมาณ 4 พันล้านบาท จากกรณีที่รัฐบาลที่ผ่านมาออกมติจ่ายเงินให้เกษตรกร เป็นการชดเชยค่าปัจจัยการผลิต
     โดยในส่วนของปาล์มน้ำมัน กลุ่มเกษตรกรไม่เห็นด้วยกับการนำเข้าน้ำมันปาล์ม เพราะจะกระทบต่อราคาปาล์มในประเทศ แต่ควรให้รัฐรับซื้อปาล์มสต็อกเอาไว้เพื่อนำไปผลิตไบโอดีเซล ซึ่งจะช่วยกระตุ้นราคาปาล์มให้สูงขึ้นได้
พิจิตรลาขาดจำนำข้าว
      สำหรับปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ในฐานะหัวหน้า คสช. เชิญตัวแทนเกษตรกร ผู้ส่งออกและภาครัฐมาร่วมหารืออย่างเร่งด่วน  โดยกลุ่มเกษตรกรเสนอว่า จะต้องไม่นำยางที่มาจากการแทรกแซงออกมาขายในช่วงนี้อย่างเด็ดขาด เพราะจะกลายเป็นการทุ่มตลาดกระทบต่อการกำหนดราคายาง และอยากให้ คสช.กำหนดมาตรการแก้ปัญหา และแถลงออกมาให้ชัดเจน  เพื่อส่งสัญญาณให้โลกรู้ รวมถึงควรประสานงานกับประเทศผู้ผลิตอื่นอย่างใกล้ชิดและเร่งด่วน ควรเจรจากับประเทศผู้ส่งออกในโลกและบริษัทร่วมทุนที่มีไทย, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย  ว่าไม่ควรขายยางตัดราคากันเอง และต้องกำหนดราคายางพาราขั้นต่ำให้ได้เพื่อแสดงความเป็นเจ้าตลาด รวมถึง คสช.ควรมียุทธศาสตร์ด้านยางพาราระยะยาวด้วย
    ที่จังหวัดพิจิตร นายสุรชัย ขันอาสา ผู้ว่าฯ พิจิตร และ นายชาติชาย เจียมศรีพงษ์ นายก อบจ.พิจิตร พร้อมด้วยแกนนำชาวนา, กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน, นายก อบต. และนายกเทศบาลต่างๆ กว่า 300 คน เข้าร่วมวงเสวนาเพื่อถกถึงปัญหาว่า ในฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวเปลือกนาปี 57/58 ที่จะถึงนี้ เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าคงจะไม่มีโครงการรับจำนำข้าวตันละ 15,000 บาทเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
    นายชาติชายกล่าวว่า ที่ผ่านมา 10-15 ปีนี้ การทำนาของชาวนาพิจิตรถูกกำหนดโดยนโยบายของรัฐบาล ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามวิถีชีวิต เช่นรัฐบาลกำหนดราคา กำหนดการจ่ายน้ำขยายพื้นที่ชลประทาน ทำให้มีการทำนาแข่งขันในเชิงปริมาณเพื่อแย่งชิงโอกาสในการจำนำข้าว โดยใช้ทั้งปุ๋ย ใช้ทั้งยา ใช้ทั้งสารเคมี เพื่อให้ได้เกี่ยวข้าวเร็วๆ ได้ปริมาณเยอะๆ เพียงเพื่อเอาไปจำนำ แต่สุดท้ายคนทำนาก็รับสารพิษป่วยตายก่อนวัยอันควร คนกินข้าวก็ตกอยู่ในสภาพเช่นเดียวกับคนทำนา และข้าวเหล่านี้ก็ส่งออกไปแข่งขันกับตลาดข้าวนานาชาติไม่ได้ เพราะข้าวสารของไทยไม่มีคุณภาพทางคุณค่าอาหาร แถมยังมีสารพิษที่ตกค้าง จึงต้องทบทวนกันว่าต่อไปนี้จะต้องฟื้นวิถีชีวิตการทำนาแบบกสิกรรมธรรมชาติ และการทำนาตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่ของในหลวง
    "จะต้องอนุรักษ์และขยายพันธุ์ข้าวพื้นเมืองของพิจิตรที่เป็นข้าวนาปี 100% เช่น 'ข้าวขาวกอเดียว' ที่มีชื่อเสียงและปลูกกันมากในแถบอำเภอบางมูลนาก มีคุณภาพไม่แพ้ 'ข้าวเสาไห้สระบุรี' รวมถึงข้าว 5% เช่น ข้าวหลวงพระราชทาน,  ข้าวขาวตาแห้ง, ข้าวเหลืองอ่อน, ข้าวเหลืองประทิว ซึ่งถ้าปลูกข้าวพันธุ์ดีแบบนี้แล้วใช้ตามแนวเกษตรอินทรีย์ ก็เชื่อมั่นว่าผลผลิตจะถูกปากถูกใจผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้สู้กับตลาดการค้าโลก และสู้กับตลาด AEC ในปี 2558 ได้อย่างแน่นอน"
    นายชาติชายกล่าวว่า เหตุเพราะจ้องจะปลูกข้าวเพื่อจำนำอย่างเดียว พอถึงวันนี้ไม่มีโครงการรับจำนำข้าว ชาวนาพิจิตรจึงไม่รู้ว่าจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร ซึ่งคำตอบก็คือ กลับหลังหันแล้วเดินไปข้างหน้าก็จะไม่พบทางตัน
    ที่บริเวณหน้าสำนักงาน ธ.ก.ส.ชัยนาท ชาวนาที่ได้คิวรับเงินค่าข้าวในล็อตที่ 2 ได้ทยอยนำสมุดบัญชีมาปรับยอดที่เครื่องปรับยอดบัญชีอัตโนมัติ ที่มีไว้ให้บริการที่ด้านหน้าสำนักงานกันอย่างคึกคัก พร้อมทั้งกดเงินสดจากตู้เอทีเอ็ม เพื่อนำกลับไปใช้จ่ายในการใช้หนี้สินเดิมและลงทุนทำนารอบใหม่ หลังจากได้รับการโทรศัพท์แจ้งจากเจ้าหน้าที่ของ ธ.ก.ส.ว่ามีการโอนเงินค่าข้าวเข้าบัญชีของชาวนาตามลำดับคิวอย่างต่อเนื่องแล้ว โดยเจ้าหน้าที่ ธ.ก.ส.จะเข้าทำงานต่อเนื่องทั้งวันเสาร์และวันอาทิตย์ เพื่อทำการโอนเงินให้ชาวนาให้แล้วเสร็จ  แต่จะไม่มีการเปิดเคาน์เตอร์ให้ลูกค้าเข้าไปทำธุรกรรม เป็นเพียงการทำงานผ่านระบบของธนาคารของเจ้าหน้าที่เท่านั้น  โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนหนึ่งมาคอยรักษาความปลอดภัยอยู่ด้านหน้า
      สำหรับเงินค่าข้าวล็อตที่ 2 นี้ ธ.ก.ส.ชัยนาทได้รับการจัดสรรเงินค่าข้าวจำนวน 880 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าไม่เกินวันที่ 8 มิ.ย. เงินจะเข้าบัญชีชาวนาได้ทั้ง 880 ล้านบาท ซึ่งจังหวัดชัยนาทยังมียอดค้างจ่ายค่าข้าวอีก 551 ล้านบาท คาดว่าจะได้รับการจัดสรรเงินก้อนสุดท้ายไม่เกินวันที่ 12 มิถุนายน.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น