วันอังคารที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2556

‘ปู’ลอยตัวชิ่งหนีไปอีสาน เมื่อ 17 ธ.ค.56

‘ปู’ลอยตัวชิ่งหนีไปอีสาน


ปลื้มปาหี่หนุนเลือกตั้ง 2 ก.พ. รัฐบาลจัดเสวนาปฏิรูปประเทศรอบ 2 ห่างกันแค่ 2 วัน เริ่ม 9 โมงเช้า 17 ธ.ค.นี้ "ธงทอง" บอกอยากให้ "ปชป.-กปปส." เข้าร่วม "ยิ่งลักษณ์" เล่นบทลอยตัวไม่นั่งหัวโต๊ะเหมือนเดิม อ้างลงพื้นที่อีสาน 17-22 ธ.ค. "ปธ.วุฒิฯ" เสนอตั้งสภาประชาชนเหมือน ส.ส.ร. "สุเทพ" ยันไม่ต้านการเลือกตั้ง แต่ต้องแก้ให้บริสุทธิ์ ยุติธรรมก่อน
    ตั้งแต่ช่วงเช้าวันจันทร์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เดินทางไปยังศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อประชุมประเมินสถานการณ์การชุมนุมของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(กปปส.) ร่วมกับนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การต่างประเทศ ในฐานะกำกับ ศอ.รส. 
    นอกจากนี้ มี พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี, นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี,  นายวราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและ รมช.เกษตรและสหกรณ์, น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร, นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี, พล.ต.ต.ธวัช บุญเฟื่อง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี, พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร  เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.เข้าร่วมประชุม 
    โดยในที่ประชุม นายสุรพงษ์ได้นำบทวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองไทยของสำนักข่าวต่างประเทศมามอบให้กับนายกฯ รวมทั้งนายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รายงานผลการเสวนาหาทางออกประเทศไทยหัวข้อ "ประเทศไทยของเราจะไปทางไหน" ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมา โดยนายกฯ ขอให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ดำเนินการอย่างเต็มที่ และทำให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้ใช้อำนาจเข้าไปแทรกแซง
    จากนั้น นายธงทองแถลงผลเสวนาหาทางออกประเทศหัวข้อ "ประเทศไทยของเราจะไปทางไหน" ที่ผ่านมาว่า ผลการเสวนามีข้อสรุปดังนี้ 1.จะต้องมีการแก้ไขปัญหาเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน และอื่นๆ ในระยะสั้นและระยะยาวต่อเนื่องกัน 2.เดินหน้าเข้าสู่กระบวนประชาธิปไตยโดยการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.57 ตาม พ.ร.ฎ.ยุบสภาฯ เนื่องจากเป็นทางออกที่ดีที่สุดของประเทศไทย  ส่วนเรื่องการปฏิรูปจะทำคู่ขนานกันไปกับกระบวนการประชาธิปไตยอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำก่อนการเลือกตั้ง การทำพันธสัญญาระหว่างพรรคการเมือง โดยที่ประชุมเห็นตรงกันว่าเป็นเรื่องที่เครือข่ายจะพูดคุยกัน 
จัดปาหี่ปฏิรูปรอบ 2
    "หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมเมื่อวันที่ 15 ธ.ค. ได้โทรศัพท์พูดคุยกับผู้ที่เข้าร่วมหลายคน มีความเป็นไปได้ที่จะตั้งวงคุยกันเพื่อที่จะเป็นเครือข่าย โดยทางสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจะทำหน้าที่อำนวยความสะดวก โดยจะนัดหมายกันให้ได้ตั้งแต่วันที่ 17 ธ.ค.เป็นต้นไป และมีการจองสถานที่ไว้เบื้องต้นแล้ว แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ โดยพยายามจะเชิญทุกฝ่ายที่ให้ความเห็นที่ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็น กปปส.และพรรคประชาธิปัตย์ แต่จะเข้าร่วมหรือไม่เป็นเรื่องที่ต้องรอคำตอบ แต่หวังว่าเมื่อมีการพบกันของเครือข่ายแล้ว จะมีข้อเสนอที่ชัดเจนว่าก่อนเลือกตั้งจะมีการทำข้อตกลงร่วมกันอย่างไร และหลังเลือกตั้งจะมีภารกิจร่วมกันอย่างไร" นายธงทองกล่าว
    มีรายงานว่า สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ได้กำหนดจัดประชุมหารือในวงวิชาการจากการประชุมเสวนาเรื่อง "ประเทศไทยของเราจะไปทางไหน" ในวันที่ 17 ธ.ค. เวลา 09.00 น. ที่ห้องรัตนโกสินทร์ โรงแรมสยามซิตี โดยมีนายธงทองเป็นผู้ดำเนินรายการ
    นายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  กล่าวว่า ในวันอังคารที่ 17 ธ.ค. คณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังคงมีการประชุมตามปกติ โดยใช้สโมสรทหารบก ถ.วิภาวดีฯ เป็นที่ประชุม และภายหลังการประชุม น.ส.ยิ่งลักษณ์จะเดินทางลงพื้นที่ตรวจราชการกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ระหว่างวันที่ 17-22 ธ.ค. ประกอบด้วย จ.บุรีรัมย์, จ.สุรินทร์,  จ.ศรีสะเกษ, จ.ยโสธร, จ.ร้อยเอ็ด, จ.มหาสารคาม, จ.กาฬสินธุ์, จ.อุดรธานี, จ.หนองคาย และ จ.บึงกาฬ 
    "การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้เป็นการหนีม็อบ แต่เป็นการลงพื้นที่ตรวจราชการ ซึ่งนายกฯ อยากลงพื้นที่นานแล้ว และไม่ได้เกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้ง" โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว
    วันเดียวกัน นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย พร้อมทีมกฎหมาย ได้เข้ายื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้พิจารณาวินิจฉัยกรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาฯ กปปส. ระบุจะขัดขวางการเลือกตั้ง เพราะมี พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง ถือเป็นการเตะถ่วง ก้าวล่วงพระราชอำนาจ และขอให้ กกต.ตรวจสอบว่าการกระทำของบุคคลเหล่านี้ยังคงเป็นสมาชิกพรรค ปชป. และยังได้รับการสนับสนุนจากพรรค ปชป.หรือไม่ เนื่องจากยังพบว่ามีอดีต ส.ส.พรรค ปชป.ไปร่วมเคลื่อนไหว จึงเป็นเหตุให้นายทะเบียนพรรคการเมืองสามารถพิจารณาสั่งยุบพรรค ปชป.ได้
     เช่นเดียวกับ นายสิงห์ทอง บัวชุม ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้วินิจฉัยและไต่สวนฉุกเฉินเพื่อคุ้มครองชั่วคราวสั่งให้นายสุเทพยุติการชุมนุม  และสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากเห็นว่า ไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 
    ที่เวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ราชดำเนิน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส.กล่าวถึงกรณีรัฐบาลเตรียมจัดเวทีเสวนาหาทางออกประเทศครั้งที่ 2 ว่า ไม่ต่างอะไรกับเวทีปาหี่ที่เคยจัดในรอบแรก เพราะมีการเตรียมการไว้ล่วงหน้าว่าบทสรุปจะเป็นอย่างไร ซึ่งความเป็นจริงการเสวนาครั้งแรก มีนักวิชาการที่ออกมาแสดงจุดยืนว่าต้องการการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง จึงไม่ตรงกับข้อสรุปของรัฐบาลที่บอกว่าต้องมีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. ซึ่งการการจัดเวทีเสวนาของรัฐบาล เป็นเพียงการซื้อเวลาเพื่อหาทางออกให้กับรัฐบาล
    โฆษก กปปส.กล่าวว่า กปปส.จะเดินหน้ารณรงค์การปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง โดยจัดเวทีเสวนาสมัชชามวลมหาประชาชนเพิ่มอีกในวันที่ 17 ธ.ค.ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  วันที่ 18 ธ.ค.ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง และวันที่ 19 ธ.ค.ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เพื่อชี้แจงให้เข้าใจ และเปิดโอกาสให้ซักถามในส่วนที่สงสัย รวมทั้งจะชี้แจงให้ต่างประเทศเข้าใจในแนวทางการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง โดยผ่าน 3 ช่องทาง คือ 1.ติดต่อผ่านหอการค้าฯ 2.มีการชี้แจงให้กับสื่อมวลชนต่างประเทศเป็นกรณีพิเศษ และ 3.ติดต่อผ่านสถานทูตประเทศต่างๆ 
เลือกตั้งต้องยุติธรรมก่อน
    ในเวลา 22.15 น. นายสุเทพขึ้นเวทีปราศรัยกล่าวว่า วันนี้น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังยื้ออำนาจ ยังใช้เงินภาษีอากรประชาชนจัดกิจกรรมเพื่อตอบโต้กระบวนการของพี่น้องประชาชน เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือด้วยวิธีการต่างๆ นานา ใช้การชวนเชื่อ ใช้ข้าราชการจัดเสวนา โดยมีธงตั้งไว้ล่วงหน้า ทั้งหมดเพื่อค้ำจุนระบอบทักษิณให้อยู่ในประเทศไทย ซึ่งสิ่งนี้เราต้องไล่ออกไป
    นายสุเทพกล่าวว่า มีการพูดว่าการปฏิรูปประเทศไทยเป็นเรื่องหลอก เพราะการปฏิรูปต้องใช้เวลา 20-30 ปี และบอกการอ้างปฏิรูปเพื่อให้นายสุเทพไปยึดประเทศ แต่ตนขอเรียนกับพี่น้องว่าเราไม่ได้งี่เง่า โง่เขลาเบาปัญญา เรารู้ว่าปัญหาประเทศไทยที่ต้องเปลี่ยนแปลงมีมากมาย แต่สิ่งที่เราเรียกร้องต้องทำด่วนๆ ในเวลาสั้นๆ มี 4-5 เรื่อง ใช้เวลาเพียงไม่เท่าไหร่ก็เสร็จสิ้น
    เลขาฯ กปปส.กล่าวว่า เรื่องแรกที่จะต้องปฏิรูปคือ กระบวนการเลือกตั้งทั้งหมด ต้องทำให้กระบวนการเลือกตั้ง เป็นการเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรม เรื่องที่ 2 การป้องกันปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันประเทศ ต้องหยุดการทุจริตคอร์รัปชัน เรื่องที่ 3 ประชาธิปไตยต่อไปนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่อำนาจจะอยู่กับนักการเมืองต่อไป ต้องให้อำนาจประชาชนในการตรวจสอบควบคุมนักการเมืองมากขึ้น เรื่องที่ 4 การแก้ไขความเหลื่อมล้ำในสังคม คือการดูแลคนจนต้องเป็นวาระแห่งชาติ และเรื่องที่ 5 ปรับโครงสร้างตำรวจ 
    "นี่เป็นความจริงที่ต้องรีบแก้ไข ซึ่งทำได้ปีเดียวไม่เกินปีครึ่ง ปรับกฎหมายบางมาตรา เสร็จแล้วก็กลับไปเลือกตั้ง  เชิญพรรคการเมืองมาลงสมัครเลือกตั้ง แต่ต้องไม่มีการซื้อเสียง พวกเราก็กลับบ้านไปทำงานตามปกติ"
    นายสุเทพกล่าวว่า เราไม่ได้ต่อต้านการเลือกตั้ง แต่เราต้องการเลือกตั้งด้วยความบริสุทธิ์ และไม่ได้อยู่ในกติกาเก่าๆ ที่ซื้อกันได้ แต่เราต้องการให้เลื่อนออกไปเพื่อปฏิรูปให้เสร็จ ปีครึ่ง แล้วก็กลับไปเลือกตั้งเมื่อเห็นว่าบริสุทธิ์ยุติธรรมแล้ว ได้คนดีไปทำหน้าที่ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร
    ด้านนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา กล่าวว่า  เท่าที่รับฟังความเห็นจากเวทีเสวนาหาทางออกให้ประเทศ ของกลุ่มองค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นของกองบัญชาการกองทัพไทย ของรัฐบาล หรือภาคส่วนต่างๆ สะท้อนไปในทางเดียวกันหมดคือ ตอบรับว่าประเทศไทยต้องมีการปฏิรูปอย่างจริงจัง ดังนั้น ตราบใดที่เรายังใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ หรือรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังไม่ถูกฉีก ก็ต้องใช้รัฐสภาเป็นตัวขับเคลื่อน  โดยการแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เพื่อจัดตั้งสภาประชาชนขึ้นมาปฏิรูปประเทศ ลักษณะเดียวกับการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)
    นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มกรีน โพสต์ลงเฟซบุ๊กส่วนตัวเรื่อง "ทำไมเครือข่ายระบอบทักษิณถึงขวางปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง" โดยระบุว่า 1.ถ้าปฏิรูปได้สำเร็จก่อนเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยอาจไม่ได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ระบอบทักษิณอาจถูกแช่แข็ง ถ้าตัวเองกลับไปเป็นฝ่ายค้าน 2.การปฏิรูปตามข้อเสนอของ กปปส. หากสำเร็จระบอบทักษิณจะอ่อนแรงหรือถึงขั้นสลายไป ไม่ว่าจะเป็นการกระจายอำนาจ โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพิ่มขึ้น เพื่อไม่ให้ระบอบทักษิณเอางบแผ่นดินไปหว่านหาเสียงตามนโยบายประชานิยมได้เหมือนเดิม 
    นายสุริยะใสระบุต่อไปว่า 3.รัฐตำรวจ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญของระบอบทักษิณจะถูกปฏิรูป ให้ตำรวจยึดโยงกับประชาชนและสังคมมากกว่าการเป็นบริวารนักการเมือง 4.ปราบปรามการทุจริตอย่างเข้มข้น ด้วยมาตรการที่เรียกว่ายาแรง จะทำให้ระบอบทักษิณตกที่นั่งลำบาก และ 5.ถ้าเลือกตั้งสำเร็จตามกำหนดการเดิมคือ 2 ก.พ.57 ระบอบทักษิณจะยังเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล และจะเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจในการกำหนดกรอบ เนื้อหา และวาระของการปฏิรูปได้ นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ระบอบทักษิณและเครือข่ายเอาการเลือกตั้งมาบังหน้าการปฏิรูป
    ขณะที่เครือข่ายคนรักสุขภาพ, เครือข่ายคนรักประเทศไทย, เครือข่ายสมัชชาปฏิรูปประเทศไทย, เครือข่ายสุขภาพแห่งชาติ และเครือข่ายคนรุ่นใหม่หัวใจพลเมือง ได้ร่วมกันอ่านแถลงการณ์เพื่อขอให้นายกรัฐมนตรีตัดสินใจถอยเพื่อประเทศชาติ 
    นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เขียนลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงแนวทางการปฏิรูปประเทศภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ตอนหนึ่งระบุว่า 
องค์กรที่ตัดสินใจว่าจะปฏิรูปอย่างไร ควรกลับไปที่ตัวแทนประชาชน ในที่นี้คือ ส.ส.ร. ที่มีสัดส่วนสมาชิกตามที่ประชาชนทั้งประเทศเลือกมา ส.ส.ร.จะทำการบรรจุการปฏิรูปไว้ใน รธน. เพื่อให้มีสภาพบังคับสูงสุดตามกฎหมาย และเพื่อตอบโจทย์ผู้ชุมนุมปัจจุบัน ให้รัฐธรรมนูญใหม่ต้องได้เสียงข้างมากแบบ super majority คือ 2 ใน 3 เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองให้มีการปฏิรูปตามแนวทางเสียงส่วนน้อยด้วย เช่น การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ, การคอร์รัปชัน และอื่นๆ.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น