วันอังคารที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2556

เป็นกลางไม่ต่างลอยแพ เมื่อ 14 ธ.ค.56


เป็นกลางไม่ต่างลอยแพ

โจทย์ของ "กำนันเทพ" และมวลมหาประชาชน ๕ ล้านคนยากขึ้นเรื่อยๆ ครับ เพราะกระบวนการนำไปสู่การลาออก หรือหยุดปฏิบัติหน้าที่ของ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ นั้นยังไม่มีอะไรคืบหน้านัก
    จะบอกว่าเป็นเงื่อนไขเหนือการควบคุมของมวลมหาประชาชนก็ว่าได้ เพราะมันคือการตัดสินใจของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ หรือถ้าพูดให้ตรง คือการตัดสินใจของ นักโทษชายทักษิณ ชินวัตร
    แต่หากมวลมหาประชาชนต้องการเข้าไปควบคุมเงื่อนไขนี้ ก็สามารถทำได้เช่นกัน เพราะมวลมหาประชาชนได้สำแดงพลังให้เกิดการยุบสภาฯ มาแล้วเมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม ที่ผ่านมา 
    คราวหน้าต้อง ๑๐ ล้านคนกระมังครับ! 
    คงจะเป็นไปตามคำแถลงของ "กำนันเทพ" ระหว่างการพบปะกับสื่อมวลชนคือ "หากไม่ราบรื่น ไม่ยอมลาออกโดยสมัครใจ ประชาชนก็ต้องเดินหน้าต่อ ก็ต้องบังคับโดยใช้พลังของมวลมหาประชาชนจนกว่าจะควบคุมได้หมด แล้วใช้อำนาจตั้งนายกรัฐมนตรีและสภาประชาชน" 
    อย่าเพิ่งเบื่อกันเสียก่อนหละครับ เพราะการต่อสู้ด้วยสันติวิธีต้องใช้เวลา ต่างกับการใช้ปากกระบอกปืนของทหาร ที่สามารถยึดอำนาจแล้วสร้างรัฏฐาธิปัตย์ได้แค่ชั่วข้ามคืน
    ทำไมเสียงของ ๕ ล้านคน ไม่อาจทำให้รัฐบาลตระหนักได้ว่าประชาชนต้องการอะไร หนำซ้ำยังเกิดพฤติกรรมท้าทายโดยเครือข่ายระบอบทักษิณ ทำตัวเป็นอันธพาลธิปไตย ขัดขวางการแสดงความเห็นต่าง
    เหตุผลที่ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ยังรักษาการเก้าอี้นายกรัฐมนตรีอยู่ได้ เพราะข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ ยังค้ำบัลลังก์อยู่
    การอ้างว่าข้าราชการต้องปฏิบัติตามกฎหมาย และสนองนโยบายของรัฐบาล เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่หากรัฐบาลนั้นไร้ความชอบธรรม และนโยบายของรัฐบาลไร้ซึ่งคุณธรรม ข้าราชการก็สามารถแสดงอารยะขัดขืนปฏิเสธที่จะยอมรับรัฐบาลนั้นได้เช่นกัน 
    ภาคธุรกิจเป็นคนอีกกลุ่มที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของระบอบทักษิณ แต่น่าเสียดายกลุ่มนี้ไม่มีความคงเส้นคงวาในการชี้นำสังคม 
    ถ้าย้อนกลับไปในวันที่ ประชาชนล้านคนลุกขึ้นมาต่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรม วันนั้นแทบทุกภาคส่วนพร้อมใจลงไปเดินบนถนน
    กลุ่มธุรกิจหลายองค์กร อาทิ สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรม ฯลฯ เข้ามามีบทบาทเป็นแกนนำ ด้วยเหตุผลที่ชัดเจนคือ คัดค้านกฎหมายนิรโทษกรรม เพื่อต่อต้านคอร์รัปชัน 
    เหตุผลของภาคธุรกิจในขณะนั้นถือเป็นสาระสำคัญในการเคลื่อนไหว เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ภาคเอกชนไม่อาจแบกรับปัญหาคอร์รัปชันซึ่งถือเป็นต้นทุนแฝง ที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ได้อีกต่อไปแล้ว
    แต่เมื่อถึงคราวต้องจัดการกับต้นเหตุของปัญหาคือระบอบทักษิณ ภาคธุรกิจกลับสงวนท่าที เพราะไม่อยากเป็นคู่ขัดแย้งกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ 
    การที่ ๗ องค์กรธุรกิจเสนอตัวเป็นตัวกลางในการปฏิรูปประเทศไทยนั้น แม้จะฟังดูดี แต่ภายใต้สถานการณ์ที่รัฐบาลพยายามสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง ด้วยการใช้องค์กรอื่นเป็นเครื่องมือ คือสิ่งที่ ๗ องค์กรธุรกิจต้องก้าวย่างอย่างระแวดระวัง 
    เพราะสุดท้ายอาจตกเป็นเครื่องมือของรัฐบาลที่ได้ชื่อว่าคอร์รัปชันมากที่สุด
    ลองหลับตาคิดดูครับ หากหลายๆ องค์กรรวมไปถึงกองทัพ กำหนดทิศทางด้วยการเสนอตัวเป็น "ตัวกลาง" เพราะเข้าใจว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เป็นปัญหาระหว่าง "กำนันเทพ" กับรัฐบาลยิ่งลักษณ์  
    สุดท้ายแล้วคนที่นั่งยิ้มคือ นักโทษชายทักษิณ! 
    ลืมไปแล้วหรือครับว่า ที่ลุกขึ้นมาต่อต้านคอร์รัปชันกันเพราะระบอบทักษิณสร้างความอัปยศไว้ทุกหย่อมหญ้า ค่าหัวคิวโครงการลงทุนของรัฐวิ่งจาก ๑๕% ไป ๒๕% วันนี้ทะลุไปถึง ๓๕% แล้ว 
    ดัชนีคอร์รัปชันปีก่อนไทยอยู่ลำดับที่ ๘๘ ของโลก มาปีนี้ร่วงอยู่อันดับ ๑๐๒ แค่นี้ก็มากพอที่จะสะท้อนให้เห็นว่า รับไม่ได้อีกต่อไป
    แม้ทางออกของการแก้ไขปัญหาคือการเจรจา แต่ผมยังมองไม่ออกว่า ภาคเอกชนจะเสนอเป็นตัวกลางเพื่อให้ คนโกงใช้เป็นที่พิงหลังได้อย่างไร 
    การเจรจาภายใต้เงื่อนไขคนโกงยังมีอำนาจ ไม่ต่างไปจากการให้โจรเฝ้าร้านทอง! 
    ดังนั้น มันยังไม่ถึงเวลาที่ใครจะออกมารับเป็นตัวกลางในการเจรจา ตราบเท่าที่ระบอบทักษิณยังมีอำนาจรัฐอยู่ในมือ
    บางคนอาจมองว่านี่เป็นแนวคิดสุดขั้ว ไม่ยอมแก้ปัญหาด้วยการเจรจา แต่ขอให้รู้ว่าตลอดเวลานับตั้งแต่รัฐบาลทักษิณ  รัฐบาลสมัคร รัฐบาลสมชาย และรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ไม่เคยมีนโยบายปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจัง 
    ในทางกลับกัน การโกงบ้านกินเมืองได้ลุกลามไปอย่างรวดเร็ว โดยที่ระบอบทักษิณใช้นโยบายประชานิยมสร้างทัศนคติเลวๆ ให้เกิดขึ้น
    จนสังคมไทยกลายเป็นสังคมโกงไม่เป็นไรขอให้แบ่งกัน
    ก็มาถึงข้อถกเถียงว่า ควรปฏิรูปประเทศก่อนให้มีการเลือกตั้ง หรือทำสัญญาประชาคมว่าจะปฏิรูปประเทศ แล้วไปดำเนินการหลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไปแล้ว 
    สำหรับผมแบบไหนก็ได้ ถ้าทุกฝ่ายแสดงความจริงใจที่จะทำเช่นนั้นจริงๆ  
    แต่ที่ผ่านมา ระบอบทักษิณได้แสดงให้เห็นถึงสิ่งนั้นบ้างหรือไม่? 
    ลักหลับสับขาหลอกผ่านกฎหมายนิรโทษโกง พยายามดันให้สุดซอย แต่เมื่อมวลชนออกมาขวางก็ถอยอย่างจำใจ แช่แข็งร่างกฎหมายเอามาใช้ประโยชน์ในวันหน้า
    ผลัดกันเกาหลังระหว่าง ส.ส.รัฐบาลกับ ส.ว.สายรัฐบาล  แก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภา แต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำที่ล้มล้าง กลับประกาศไม่ยอมรับคำวินิจฉัยนั้น ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันทุกองค์กรของรัฐ 
    พฤติกรรมขี้ฉ้อมิได้หายไปจากระบอบทักษิณเลย ขอย้ำนะครับว่า บรรดาผู้ที่จะเล่นบทตัวกลางในการเจรจาจะต้องตระหนักถึงข้อเท็จจริงนี้ให้ถึงที่สุด 
    เมื่อหลายฝ่ายเริ่มเห็นตรงกันว่า ลำพังการเลือกตั้งไม่อาจแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในชาติได้ การจะเดินเข้าสู่การเลือกตั้งวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ปีหน้า ที่ต้องใช้งบประมาณกว่า ๓ พันล้านบาทนั้น อาจเป็นความสูญเปล่า 
    สิ่งที่ระบอบทักษิณต้องการให้เป็นในเวลานี้คือ ให้เกิดเวทีกลางหลายๆ เวที โดยที่รัฐบาลไม่เปลืองตัวลงไปเป็นเจ้าภาพ ขณะที่พรรคเพื่อไทยมุ่งหน้าหาเสียงเลือกตั้ง เดินหน้าหาอำนาจต่อไป  
    ผลสำเร็จของ "เวทีกลาง" ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ มิได้เป็นประโยชน์กับประชาชนแต่อย่างใด แต่มันจะเป็นการซื้อเวลาให้พรรคเพื่อไทยเข้าสู่อำนาจได้อย่างราบรื่นอีกครั้ง 
    บรรยากาศในเวลานี้ มีสภาพไม่ต่างไปจาก กองทัพ ข้าราชการ ภาคธุรกิจ ลอยแพมวลมหาประชาชนครับ ปล่อยให้ประชาชนสู้กับระบอบที่ ทหาร ข้าราชการ ภาคธุรกิจขยาดอย่างลำพัง
    นั่นอาจเป็นเพราะหลายองค์กรไม่วางใจการนำของ กปปส. อาจเพราะไม่แน่ใจในแนวทาง หรือวิธีการที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ
    เรื่องเล็กครับ! ผมเชื่อว่า กปปส.โดย "กำนันเทพ" ไม่ใจจืดใจดำยึด กปปส.ไว้ในกำมือแต่ผู้เดียว แต่ต้องการให้หลายฝ่ายช่วยกันระดมความคิดความเห็น และกำหนดจุดยืนในการแก้ไขปัญหาของชาติร่วมกันมากกว่า
    และผมเชื่อว่า การจัดองค์กรใหม่เพื่อปฏิรูปประเทศภายใต้การร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ แทบไร้เงื่อนไขจาก กปปส.ครับ
    ย้ำกันอีกคำรบ การแข่งกันเปิดเวทีกลางโดยไม่กล้ากำหนดท่าทีใดๆ เพื่อให้ฝ่ายต่อต้านคนโกงหารือกับคนโกงโดยลำพังนั้น สุดท้ายจะเป็นการส่งเสริมมิให้ความรับผิดชอบทางสังคมของนักการเมืองบังเกิดขึ้นครับ
    นายกฯยิ่งลักษณ์ใช้เวลา เกือบตลอดสัปดาห์ไปปฏิบัติราชเกินในจังหวัดทางภาคเหนือ    
     แก้ปัญหาไฟป่า ทั้งที่ยังไม่มีการเผา แก้ปัญหารถไฟตกรางหลังซ่อมรางเสร็จสิ้นไปแล้ว ด้วยสีหน้าเป็นสุข สนุกสนาน  นั่นเพราะเธอเข้าใจว่าไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ เนื่องจากมีหลายองค์กรทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการแก้ไขปัญหาแทนอยู่แล้ว
    ขณะที่ปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง แต่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ที่มีฐานะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มิได้แสดงความกระตือรือร้นเท่าไปนั่งรถไฟ-รถม้า ที่ลำปางแต่อย่างใด 
    เธอยังไม่ไยดีประชาชนในหลายจังหวัดทางภาคใต้ที่ประสบอุทกภัย เหมือนที่เอาใจใส่ดูแลประชาชนในภาคเหนือที่ยังไม่ถูกไฟป่าหมอกควันเล่นงาน
    ครับ..รอให้ "ยิ่งลักษณ์" ลาออกเองไม่มีทางเป็นไปได้     คราวหน้าออกมากันสัก ๑๐-๒๐ ล้านคนยังมีความเป็นไปได้มากกว่า. 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น