หน้าที่ของกองทัพที่พอเหมาะ ดูแลบ้านเมืองแต่ไม่ยุ่งศึกการเมือง
สิ้นเสียงของสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. ประกาศต่อกลุ่มผู้ชุมนุมที่แยกสนามม้านางเลิ้งว่า พลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้ให้เข้าพบเพื่อชี้แจงแนวทางสภาประชาชนที่กองบัญชาการกองทัพไทยวันเสาร์นี้ ทางกองบัญชาการกองทัพไทยโดยกรมกิจการพลเรือนทหาร ได้ทำเอกสารข่าวชี้แจงถึงแนวทางของพลเอกธนะศักดิ์ ที่จะปฏิบัติต่อข้อเสนอของเลขาธิการ กปปส.ในทันที
เนื้อหาของเอกสารระบุว่า กองทัพไทยจะจัดให้มีเวทีเสวนาสาธารณะที่ห้องประชุม ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อสันติภาพ กองบัญชาการกองทัพไทยแทน โดยมีผู้แทนของ กปปส. ผู้แทนกลุ่มต่างๆ เข้าร่วมซักถาม สำหรับกลุ่มผู้เข้าร่วมเสวนา ได้แก่ ผู้แทนหน่วย องค์กร นักวิชาการ ภาคเอกชน และกลุ่มผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ ซึ่งกองทัพไทยจะได้เชิญกลุ่มบุคคลดังกล่าวเข้าร่วมเสวนาต่อไป ตอนท้ายของเอกสารข่าว ทางกองทัพไทยระบุว่า จะยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ การรักษาความมั่นคงของรัฐ การรักษาผลประโยชน์ของชาติ การปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การช่วยเหลือประชาชน และการพัฒนาประเทศ โดยปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ กฎ ระเบียบ แบบแผน และข้อบังคับของกระทรวงกลาโหม
จากท่าทีดังกล่าว กลุ่ม กปปส.ที่เล็งเห็นถึงน้ำหนักและพลังอำนาจของผู้นำทหารที่เชื่อว่าถ้าแสดงออกไปในทางที่สนับสนุนการปฏิวัติประชาชน จะทำให้การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งนายกมาตรา 7 และสภาประชาชนได้รับชัยชนะนั้น อาจไม่เป็นไปตามที่กลุ่มได้วิเคราะห์ไว้ และเริ่มไม่มั่นใจว่ามวลมหาประชาชนนับล้านคนที่ออกมาบนท้องถนนสามารถที่จะคำนวณเป็นประชาชนทั้งประเทศที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ที่ไม่หมุนวนเข้าวัฏจักรความขัดแย้งหลังเกิดการเลือกตั้งทุกครั้งไปหรือไม่
ในขณะที่แนวทางของกองทัพที่ออกมาในช่วงนี้อาจถูกทั้ง 2 ฝ่ายคือ รัฐบาลและ กปปส. สงสัยว่าเป็นฝ่ายใดกันแน่ เพราะการไม่ยอมออกมายืนข้าง กปปส. ให้สถานการณ์พลิกไปสู่ชัยชนะของมวลมหาประชาชน ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะไว้ใจในบทบาทของกองทัพมากนัก เนื่องจากความไม่เต็มที่ และไม่ยอมเข้าไปรับของร้อนในภารกิจดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยอย่างเต็มที่ ให้ทหารเป็นเพียงผู้ช่วยเจ้าพนักงานสนับสนุนกำลังและสับเปลี่ยนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติภารกิจในการรับมือม็อบอยู่นานออกมาพักเพื่อพักฟื้นกำลังก่อนเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
แต่นั่นอาจเป็นแนวทางภายใต้การนำของพลเอกธนะศักดิ์ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก พลเรือเอกณรงค์ พิพัฒนาศัย ผู้บัญชาการทหารเรือ พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ ที่เห็นว่าเหมาะสมและถ่วงดุลในสถานการณ์การเมืองที่ร้อนแรงขณะนี้ เพราะหากกองทัพเลือกที่จะยืนอยู่ข้างไหนเต็มตัว นั่นหมายถึงว่ากองทัพทะลุเลยไปถึงสถาบัน จะถูกดึงมาวิพากษ์วิจารณ์ และเหมารวมว่าอยู่เบื้องหลังการชุมนุมของ กปปส. เหมือนที่กลุ่มเสื้อแดงได้วิจารณ์สถาบันมาอย่างหนักในช่วงรัฐประหารปี 2549
การเลือกเชิญ กปปส.กลับมาร่วมเวทีเสวนานั้น จึงเป็นทางออกที่ละมุนละม่อม ไม่กระทบกระเทือนหรือบั่นทอนคะแนนของ กปปส.แต่อย่างใด ในขณะเดียวกันฝ่ายทหารเองก็ยังได้รับฟังข้อมูล ข้อชี้แจงของ กปปส.ได้อย่างเต็มที่ เพื่อจะได้รู้ว่าสภาประชาชนนั้นมีข้อดี-ข้อเสียอย่างไร เช่นเดียวกับที่ผู้นำทางทหารและหัวหน้าส่วนราชการ ที่ถือเป็นข้าราชการกลุ่มที่มีความสำคัญ เป็นกลไกในการบริหารประเทศของรัฐบาล ย่อมต้องฟังแนวทางการปฏิรูปประเทศที่รัฐบาล หรือภาคเอกชน องค์กรต่างๆ ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อนำมาพิจารณาว่าประเทศเราควรจะเลือกหรือหยิบส่วนใดของข้อเสนอหลายๆ ทางมาใช้เป็นทางออกของประเทศเพื่อให้พ้นวิกฤติ
แต่คงไม่แปลกถ้าจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนที่ต้องการให้การชุมนุมยุติโดยเร็ว โดยข้อสรุปเป็นไปตามที่กลุ่มตัวเองนำเสนอ เพราะทหารไม่ยอมเป็นจุดชี้ขาดในสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ ยังคงระมัดระวังในการแสดงจุดยืนอย่างเต็มที่ เพราะเชื่อว่าถ้าทหารก้าวข้ามบทบาทที่มากไปกว่านี้ กองทัพเองที่จะเป็นฝ่ายที่ถูกตำหนิ และพุ่งเป้าไปยังกลุ่มที่เสียเปรียบจากการต่อสู้ในทางการเมืองครั้งนี้ ซึ่งเมื่อชั่งน้ำหนักแล้ว คงไม่คุ้มกับการที่ผู้นำกองทัพพยายามสร้างภาพลักษณ์กองทัพให้เป็นบวกมาหลายปีนับแต่การปฏิวัติรัฐประหาร และ เหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อปี 2553
เราเห็นว่าบทบาทของทหารในการวางตัวอย่างสมดุล ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวในการแก้ไขวิกฤตินั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เพราะหากกองทัพทำอะไรเลยกรอบ อำนาจ หน้าที่ที่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และ ข้อบังคับ ก็จะกลายเป็นแพะและจำเลยทางสังคมในที่สุด อีกทั้งยังเป็นจุดที่ทำให้สถาบันกองทัพเสื่อม มีผลกระทบชิ่งไปยังสถาบันสูงสุดของประเทศ จึงถึงเวลาแล้วที่กองทัพต้องเลือกอยู่ในจุดที่ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวในลักษณะที่เกินขอบเขต แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ละเลย หรือมองข้ามหน้าที่ในการดูแลความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของประเทศชาติ.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น