กองทัพกับความเป็นกลาง
".....การทหารนั้น ที่จะสำเร็จไปได้ก็โดยที่มีผู้บังคับบัญชาควบคุมให้พอแก่การ ถึงแม้ว่าเราจะมีพลทหารมากมายเท่าใดก็ดี แต่ไม่มีผู้ที่จะควบคุมทหารเหล่านั้นเข้าสนามรบ ทหารเหล่านั้นก็ไม่สามารถจะได้ชัยชำนะแก่ข้าศึกได้เลย ย่อมต้องอาศัยนายทหารที่มีความรู้ แลมีสติปัญญาสามารถที่จะนำไปสู่ชัยชนะได้ แลควบคุมบังคับบัญชาในเวลาปกติ
.....ก็นายทหารนั้นจะได้มาจากไหนเล่า ก็ต้องได้มาจากโรงเรียนนายร้อยคือพวกเจ้านี้เอง เพราะฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงตั้งอุตสาหะพยายามในการเล่าเรียนวิชาของตนให้ดีเถิด เตรียมการที่จะทำหน้าที่ซึ่งสำคัญที่สุด ซึ่งถ้าพูดในทางทำการให้แก่เจ้าแผ่นดิน ก็เป็นการฉลองพระเดชพระคุณที่สุดยิ่งกว่าอย่างอื่น คือ หน้าที่ป้องกันความอิสรภาพของบ้านเกิดเมืองนอนของเรา....."
พระบรมราโชวาท
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระราชทานแก่นักเรียนนายร้อย เมื่อ 26 ธันวาคม 2452
ทหารกำลังเนื้อหอมครับ เลยนำพระบรมราโชวาทนี้มากระตุ้นเตือน แม้นักเรียนนายร้อยทุกคนรู้ดีอยู่แล้ว แต่ประชาชนทั่วไปน้อยคนที่จะรับทราบว่า มีพระบรมราโชวาทอันล้ำค่านี้บันทึกอยู่
จุดยืนของสังคมประชาธิปไตยยุคใหม่ ไม่มีใครต้อนรับการปฏิวัติ รัฐประหารโดยกองทัพ เพราะนั่นคือการทำลายประชาธิปไตย และไม่มีผู้ใดประสงค์ให้กองทัพยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอย่างเช่นที่กองทัพเคยปฏิบัติในอดีต
แต่วันนี้ทุกองคาพยพของประเทศเปลี่ยนแปลงไปมากพอควร กองทัพเองมีความระมัดระวังที่จะเข้าสู่การเมือง หลังเกิดความล้มเหลวจากการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ อย่างสิ้นเชิง
และปัจุบันประชาชนเองก็มองกองทัพในมิติทางการเมืองที่แตกต่างไปจากอดีต ทหารไม่ใช่จอมเผด็จการเบ็ดเสร็จเหมือนสารพัดจอมพลในยุคประชาธิปไตยครึ่งเสี้ยว
ทหารไม่ใช่เด็กอมมือ! แต่เป็นดุจมือที่ช่วยฉุดประชาชนให้รอดพ้นจากความชั่วร้าย ความยากลำบาก ยามที่ประชาชนเริ่มมองหาที่พึ่ง
ปัญหาความขัดแย้งในสังคมขณะนี้ แน่นอนว่าเป็นปัญหาทางการเมือง แต่ก็เป็นการเมืองที่ถูกคนชั่วใช้เป็นเครื่องมือเพื่อเสวยอำนาจ
หาใช่การเมืองที่แข่งขันอย่างเป็นธรรม และกองทัพต้องแสดงความเป็นกลางไม่
ข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยข้าราชการกลาโหมกับการเมือง พ.ศ.๒๔๙๙ บัญญัติการวางตัวเป็นกลางทางการเมืองเอาไว้อย่างนี้ครับ
ข้าราชการกลาโหมผู้ใดได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกในพรรคการเมืองใดๆ ที่ตั้งขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย ให้รายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นจนถึงผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ หัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรงต่อกระทรวงกลาโหมหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แล้วแต่กรณีเพื่อทราบ
ข้าราชการกลาโหมจะเข้าร่วมประชุมอันเป็นการประชุมของพรรคการเมืองเป็นการส่วนตัวก็ได้ แต่ทั้งนี้ต้องมิใช่ในเวลาราชการ
ข้าราชการกลาโหมจะต้องปฏิบัติราชการในหน้าที่ หรือเกี่ยวกับประชาชนด้วยการวางตัวเป็นกลาง โดยไม่มุ่งหวังประโยชน์ของพรรคการเมืองใดโดยเฉพาะ แต่ทั้งนี้ต้องปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล และไม่กระทำการให้เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย กฎข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง แบบธรรมเนียมของทหาร
พูดง่ายๆ คือ ให้สิทธิ์ฝักใฝ่ทางการเมืองได้ ยกเว้นในเวลาราชการ
การที่มวลมหาประชาชน ๕ ล้านคน ออกมาต่อต้านระบอบทักษิณนั้น ประชาชนได้ก้าวข้ามการเมืองของพรรคการเมืองไปแล้วครับ
การเมืองที่ประชาชนกำลังทำอยู่นี้คือ กระบวนการและวิธีการที่นำไปสู่การตัดสินใจของมวลมหาประชาชนว่า ไม่อาจยอมรับระบอบทักษิณที่เต็มไปด้วยการคอร์รัปชัน และการใช้อำนาจอย่างไร้ขอบเขตได้
มิใช่การเมืองในความหมายการอยู่รอดของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย
ที่ผมกังวลในวันนี้คือ กองทัพนำการต่อสู้ทางการเมืองของประชาชนไปปะปนกับการเล่นการเมืองของนักการเมือง แล้วนั่งท่องคาถา เป็นกลางๆๆๆๆ
เป็นความขลาดเขลาของกองทัพ ที่ปิดประตูใส่ "กำนันเทพ" มันแทงใจคน ๕ ล้านคน ที่กำลังออกมาต่อสู้เพื่อพาประเทศให้หลุดพ้นจากระบอบทักษิณที่เห็นเงินเป็นใหญ่ สามารถฟาดหัวได้แม้กระทั้งทหาร
และแล้ววันนี้ยังไม่จบครับ ๑๔, ๑๕ ธันวาคมก็ไม่จบ ส่วน ๑๖ วันนั้นรวยหวยออก!
แม้ช่วงค่ำๆ วานนี้ "กำนันเทพ" ประกาศบนเวทีว่า พลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ตอบรับให้เข้าพบในวันเสาร์นี้แล้วก็ตาม แต่เหล็กมันเริ่มเย็นแล้วครับ
ผมไม่แน่ใจว่า ทหารในวันนี้มองมวลมหาประชาชนที่ออกมาเดินบนท้องถนนอย่างไร เป็นสิทธิที่กองทัพจะมองว่านั่นคือมวลชนของพรรคประชาธิปัตย์ แล้วทหารต้องรักษาความเป็นกลางทางการเมืองไว้ แต่การปิดประตูขังตัวเองอยู่ในที่ตั้ง โดยไม่สนใจว่าประเทศจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ มันได้ความหรือ?
ความเป็นกลางคืออะไร?
ผมไม่เชื่อว่าจะมีความเป็นกลางระหว่างความดีกับความชั่ว หรือความเป็นกลางระหว่างสุจริตกับทุจริต
วันนี้ไม่มีใครเรียกร้องให้ทหารออกมาปฏิวัตินะครับ แต่มีคนเรียกร้องให้ทหารออกมาแสดงจุดยืนว่า ต้องการยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับการเมืองที่คดโกงปล้นชาติหรือไม่?
ถ้าคิดว่าจะต้องยืนอยู่ตรงกลาง ก็อย่าไปสนใจครับ จำนำข้าวขาดทุนย่อยยับไม่ต่ำกว่าครึ่งล้านล้านบาท ในนั้นโกงกันไปเท่าไหร่
หากเอากันให้ชัด ความเป็นกลางระหว่างความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ กับการล้มล้างสถาบันอันเป็นที่รักนี้ กองทัพจะประกาศจุดยืนด้วยการยืนอยู่ตรงกลางหรือไม่?
สถาบันพระมหากษัตริย์ถูกท้าทายอย่างหนักจากเครือข่ายระบอบทักษิณ หากแม่ทัพนายกองคนไหนไม่เคยเห็นหรือไม่เคยรู้ ได้โปรดเปิดหูเปิดตาของพวกท่าน
เอาแค่เข้ายูทูบ ดูละคร เจ้าสาวหมาป่า 40 ปี 14 ตุลา 13 ตุลาคม 2556 ของคนเสื้อแดงผู้รักทักษิณยิ่งกว่าผู้บังเกิดเกล้า ถ้าพวกท่านทนได้ ก็ไม่จำเป็นต้องพูดถึงเรื่องนี้กันอีก
ผมให้ความเป็นธรรมกับรัฐบาล เพราะไม่มีข้อมูลว่าคนในรัฐบาลรู้เห็นหรือไม่ แต่จะปฏิเสธอย่างไรกับการนิ่งเฉย โดยเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รัฐตำรวจภายใต้ระบอบทักษิณ
การนิ่งเฉยต่อกรณีนี้เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจที่สุด สำหรับผู้ที่ผ่านการดื่มน้ำพระพิพัฒน์สัตยา
ผมมิได้ประสงค์ยกเรื่องพระมหากษัตริย์ขึ้นมาเพื่อหวังให้ทหารตัดสินใจ เพื่อประโยชน์กับฝ่ายการเมือง แต่เป็นการตั้งคำถามไปยังสิ่งที่พวกท่านเรียกว่า "วิสัยทัศน์ ๒๕๖๐"
เป็นเอกสารประมาณ ๔๐ หน้าครับ พูดถึงพันธกิจ และวิสัยทัศน์ของกองทัพ
ผมคัดลอกมาคร่าวๆ พอได้ใจความคือ กองทัพเป็นกลไกด้านความมั่นคงของรัฐที่สำคัญและมีศักยภาพในอันที่จะพิทักษ์ รักษาเอกราช และความมั่นคงของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ประชาชน และผลประโยชน์ของชาติ รวมทั้งการพัฒนาประเทศให้มีความมั่นคงยั่งยืน และเป็นกองทัพที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี เป็นที่ยอมรับ เชื่อมั่น ศรัทธา ตลอดจนสามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนได้เสมอ
สนับสนุนและพิทักษ์รักษาการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยเป็นแกนนำในการส่งเสริมการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย
สนับสนุนการจัดกิจกรรมเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมทั้งเผยแพร่พระราชกรณียกิจอย่างกว้างขวาง เพื่อให้ประชาชนได้สำนึกพระมหากรุณาธิคุณ
ไม่ใช่ผมคนเดียวหรอกครับที่จะตั้งคำถามไปยังแม่ทัพนายกอง เพราะเชื่อว่ามวลมหาประชาชน ๕ ล้านคนก็อัดอั้นกับ "ทหารเฉย"!
หรือยังไม่ถึงปี ๒๕๖๐ เลยยังไม่ทำอะไร
ไม่งั้นก็เอาไว้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ตอนเกษียณอายุราชการไปแล้ว!
ผมไม่อยากพูดเหมือนที่ พลเอกปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ "บิ๊กแป๊ะ" ตั้งคำถามไปยังน้องๆ ในกองทัพว่า ทหารยุคนี้รักเมียน้อยมากกว่ารักชาติหรือเปล่า เพราะมันหยามกันมากไป
แค่อยากเห็นทหารทำหน้าที่ของตัวเอง
อยากจะปกป้องประเทศกันมั้ยครับ
ข่าว "คมชัดลึก" ฉบับวันที่ ๑๒ ธันวาคม ระบุข้อมูลจากเว็บไซต์ ฟารา ดอท กอฟ ของหน่วยงานรับจดทะเบียนตัวแทนต่างประเทศ (Foreign Agents Registration Act - FARA) ว่า "กระทรวงการต่างประเทศของไทยได้จ้างบริษัทล็อบบี้ยิสต์ชื่อดัง "ดาเวนพอร์ท แม็คเคสสัน คอร์ปอเรชั่น" เป็นตัวแทนรัฐบาลในการไปล็อบบี้สมาชิกสภาคองเกรส และกระทรวงกลาโหมสหรัฐ เพื่อให้มีการดำเนินการ ๒ ประการด้วยกัน คือ
๑.ขอให้มีการจัดตั้งสำนักงานตัวแทนการค้าต่างประเทศเพิ่มขึ้นในสหรัฐ โดยใช้เจ้าหน้าที่เป็นชาวอเมริกันมาทำหน้าที่เป็นตัวแทนรัฐบาลไทย
๒.ขอให้เข้ามาตั้งฐานทัพเรือสหรัฐในประเทศไทย เพื่อภารกิจปกป้องน่านฟ้า และประเทศไทยก็จะขอความช่วยเหลือทางทหาร ในการจัดตั้งเขตความคุ้มครองในทะเลจีนตะวันออกเฉียงใต้"
ปฏิเสธกันไปเถอะครับว่าไม่จริง เรื่องแบบนี้กินกันในที่ลับทั้งนั้น ไม่ต่างไปจากกรณี "เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน" ลากไส้ปฏิบัติการใต้โต๊ะของรัฐบาสหรัฐ
ถ้ากองทัพไทยไม่ไยดีที่ฝ่ายการเมืองร้องขอสหรัฐมาตั้งฐานทัพเรือในดินแดนไทยให้จีนเขม่นเล่น ก็จนปัญญาที่จะอ้อนวอนให้ทหารผู้รับเงินเดือนจากภาษีประชาชนให้ทำหน้าที่ของตนเองครับ
ร่ายมาเสียยืดยาว แค่อยากคุยเรื่องการวางตัวเป็นกลางของทหาร ในสถานการณ์ที่มวลมหาประชาชนกำลังต่อสู้อยู่กับลัทธิคอร์รัปชัน
เอาเป็นว่าตอนนี้ได้ข้อสรุปที่ไม่ต้องไปพิสูจน์อะไรอีกแล้ว ความเป็นกลางที่กลางได้ทุกสภาพดินฟ้าอากาศ คงมีแค่นิ้วกลางเท่านั้นแหละครับ!.
ผักกาดหอม
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น