รัฐบาล ชู ‘ปฏิลวง’ ทำ ‘ปฏิรูป’ ติดหล่ม
แม้จะโดนรุกไล่จากคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ภายใต้การนำของ “กำนันสุเทพ” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อย่างหนัก แต่ดูเหมือน “รัฐบาลรักษาการ” ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังคงพยายามใช้กลไกในมือเพื่อเล่นเกมต่อรองกับฝั่งตรงข้ามอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีสิ่งใดแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลต้องการจะแก้ไขวิกฤตการณ์ของชาติในขณะนี้ให้เบาบางลงไปได้เลยแม้แต่น้อย กลับกันยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของจุดหมายปลายทางที่จะไปถึง
นั่นคือ การดำรงอยู่บนคานอำนาจ “บริหาร” และ “นิติบัญญัติ” ต่อไป
นับตั้งแต่การประกาศยุบสภาเมื่อวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา แม้สังคมจะมองว่า รัฐบาลพยายามประนีประนอมต่อผู้ชุมนุม กปปส. ด้วยการถอยร่นลงจากอำนาจ โดยหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ปะทะและเผชิญหน้าทุกรูปแบบ
ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว การยุบสภาที่เกิดขึ้นกลับเป็นเพียงการถอยเพื่อตั้งหลักใหม่ และอาศัยกระบวนการเลือกตั้งที่สังคมไทยยังยอมรับว่าเป็นทางออกของปัญหา เพื่อคืนสู่อำนาจใหม่อีกครั้งอย่างชอบธรรม
ไม่ใช่การยินยอมเพื่อประเทศชาติดังที่ส่งสัญญาณออกมา
เพราะ “พรรคเพื่อไทย” เองรู้ดีว่า ในสนามเลือกตั้งนาทีนี้ยังเป็นต่อ “พรรคประชาธิปัตย์” อยู่พอสมควร เนื่องด้วยฐานเสียงสำคัญอย่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือยังไม่เบี่ยงเบนปันใจไปให้พรรคการเมืองอื่นหรือฝั่งตรงข้าม
การยุบสภาครั้งนี้จึงไม่ต่างอะไรกับการกลับไปฟอกตัวเพื่อเถลิงอำนาจใหม่อีกครั้ง
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังพยายามกระทำการทุกรูปแบบเพื่อให้ฝั่งตรงข้ามหยุดหรือหมดความชอบธรรมที่จะเคลื่อนไหวต่อ โดยไม่ได้แสดงเจตจำนงใดๆ ว่า ต้องการแก้ไขรากเหง้าของปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง
โดยเฉพาะข้อเรียกร้องของ กปปส. ที่ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ลาออกจากการเป็นรัฐบาลรักษาการ แต่รัฐบาลกลับใช้ข้ออ้างทางกฎหมายปฏิเสธว่า ไม่สามารถดำเนินการให้ได้ ทั้งที่สิ่งที่เกิดขึ้นล้วนเป็นปัญหาเชิงเทคนิคทั้งสิ้น
การยุบสภาจึงเป็นฉากแรกที่สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลยังไม่เต็มใจจะปลดล็อกปัญหาจริงๆ
กระทั่งมาถึงกระบวนการเจรจาเพื่อหาทางออกที่หลายๆ ภาคส่วนพยายามนำเสนอเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันยุติปัญหา ที่สุดท้ายยังถูกหยิบยกมาใช้เป็นอาวุธทำลายฝั่งตรงข้ามทางอ้อมอยู่ดี
อย่างกรณีที่ประชุมหัวหน้าส่วนราชการ ที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ที่นำโดยนายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) และนายชูเกียรติ รัตนชัยชาญ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา นั่งถกถึงสถานการณ์การเมืองก่อนจะออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ทุกฝ่ายเจรจาหาทางออกก่อนจะเลือกตั้ง จนหลายคนเริ่มเห็นแสงปลายอุโมงค์ เพราะข้าราชการประจำกล้าที่จะออกมาเสนอแนะท่ามกลางวิกฤติความขัดแย้ง
แต่สุดท้ายแล้วทุกอย่างกลับต้องเลวร้ายเหมือนเดิม เมื่อช่วงเช้าของอีกวัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ออกมาแถลงขอเป็นเจ้าภาพเปิดเวทีให้ทุกฝ่ายหาทางออก ซึ่งสอดรับกับผลการหารือของหัวหน้าส่วนราชการก่อนหน้านั้น ที่สำคัญยังมอบหมายให้นายธงทองเป็นผู้รับผิดชอบอีกด้วย
ราวกับทุกอย่างถูกเซตไว้หมดแล้ว
จึงนับเป็นการแสดงให้เห็นอีกครั้งหนึ่งว่า รัฐบาลกำลังจะอาศัยเวทีดังกล่าวเพื่อให้ กปปส.ที่ออกมาเรียกร้องยุติการเคลื่อนไหว และเพื่อให้สังคมเห็นว่ารัฐบาลพร้อมตอบสนองเรื่องการปฏิรูปที่ทั้ง กปปส.และที่สังคมโดยรวมอยากจะเห็น
ต่อให้มีการระบุสาเหตุที่มอบหมายให้ข้าราชการประจำดำเนินการเรื่องนี้ เพราะต้องการให้ปราศจากการครอบงำของฝ่ายการเมืองนั้น อาจจะทำให้เวทีมีความศักดิ์สิทธิ์ดูน่าเชื่อถือได้
แต่สถานการณ์จริง ทุกคนต่างทราบดีว่าไม่มีทางเกิดขึ้นได้จริง โดยเฉพาะกับเมืองไทย เพราะเวทีนี้ถูกกำหนดขึ้นมาจาก “ฝ่ายการเมือง” ตั้งแต่แรกแล้ว
เมื่อคู่กรณีเป็นผู้คุมกลไกเสียเอง การตรวจสอบ การถ่วงดุล รวมถึงการตัดสินใจ จึงหนีไม่พ้นที่จะถูกครอบงำได้แบบสบายๆ
ฉะนั้น ต่อให้ผลการประชุมออกมาดีอย่างไร ข้อเสนอเป็นที่ยอมรับขนาดไหน แต่หากฝ่ายกุมอำนาจที่กำหนดเกมนี้ขึ้นมาเสียผลประโยชน์ ปลายทางที่คาดหวังไว้ย่อมไปไม่ถึงเป็นแน่
เพราะธรรมชาติของมนุษย์ย่อมไม่มีใครอยากเป็นฝ่ายเสียเปรียบ โดยเฉพาะรัฐบาลที่ไม่ต้องการจะสูญเสียอำนาจ
นอกจากวัตถุประสงค์ที่ถูกซ่อนในการเปิดเวทีครั้งนี้แล้ว รูปแบบและวิธีการที่ถูกนำเสนอขึ้นมาก็ดูเหมือนจะเป็นอุปสรรคให้การหาทางออกไม่ประสบผลสำเร็จตั้งแต่แรก
เริ่มตั้งแต่คู่กรณีอย่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่เลือกที่จะมาเจรจาหรือร่วมเวทีด้วยตัวเอง ทั้งที่น่าจะตอบโจทย์ได้มากที่สุด เพราะเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจในฐานะผู้นำรัฐบาล
อีกทั้งรัฐบาลรับรู้ข้อเรียกร้องของ กปปส.เป็นอย่างดีว่า ต้องการกติกาที่เป็นธรรมก่อนการเลือกตั้งจะเกิดขึ้น ดังนั้นจึงเป็นการหาทางออกที่ไม่ตรงจุด
นอกจากนี้ การปฏิรูปในครั้งนี้ยังไม่มีข้อกำหนดหรือกรอบที่ชัดเจนว่า จะต้องได้ข้อสรุปก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 หรือไม่ ทั้งที่ถือเป็นจุดสำคัญที่สุดของเรื่องนี้เลยก็ว่าได้
และหากจะมากำหนดให้ดำเนินการปฏิรูปหลังจากการเลือกตั้งเสร็จสิ้นแล้ว โอกาสที่ข้อเสนอจะประสบความสำเร็จยิ่งมีริบหรี่ และส่อแววจะแท้งสูงมาก เพราะหากปล่อยให้รู้ผลแพ้-ชนะกันก่อนจะตกลงกัน
ถึงนาทีนั้นก็คงไม่มีใครฟังใครอีกแล้ว
เมื่อไม่มีรูปธรรม ไม่มีสิ่งใดมาการันตีเป็นสัญญาประชาคมเพื่อให้ทุกฝ่ายกลับเข้าสู่ที่ตั้ง จึงย่อมส่งผลต่อความไว้วางใจของผู้ที่จะเข้าร่วมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะคู่กรณีที่มีความหวาดระแวงติดลบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อาจจะวิตกและกลัวว่าจะกลายเป็นเหยื่อในการสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลได้ง่ายๆ
ต้องอย่าลืมว่า เวทีดังกล่าวไม่ได้เพิ่งมีการพูดถึง และรัฐบาลก็มีแผลเกี่ยวกับเรื่องนี้บ่อยครั้ง เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยเปิดเวทีปฏิรูปหาทางออกประเทศมาแล้วครั้งหนึ่ง โดยการเชิญบุคคลสำคัญมาร่วมหลายชีวิต แต่สุดท้ายต้องล้มเหลวลงอย่างไม่เป็นท่า เมื่อกาลเวลาพิสูจน์ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือโรงละครโรงใหญ่เท่านั้น
ยิ่งการที่นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ออกมายอมรับว่า อาจต้องใช้เสียงข้างมากของเวทีในการตัดสินข้อเสนอต่างๆ นั่นย่อมสะท้อนให้เห็นว่า เวทีดังกล่าวยังไม่พร้อมสำหรับการปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริง
เพราะพร้อมจะใช้เสียงข้างมากชักจูงตามระบบเดิมๆ
ดังนั้น ข้อเสนอที่ให้ทุกฝ่ายเข้าร่วมเวทีปฏิรูปหนนี้ จึงเป็นอีกครั้งในช่วงเกิดมรสุมทางการเมืองไทย ที่รัฐบาลพยายามคลี่คลายสถานการณ์ของตัวเองก่อนที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศด้วยกลวิธีและวาทกรรมต่างๆ
สุดท้ายเรื่องนี้คนที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปประเทศจริงๆ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่กลับเป็นตัวของรัฐบาลเอง.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น