สู้ต่อไปไม่ต่อรอง กปปส.ย้ำต้องปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง/พบผบ.สส.เสาร์นี้
“เทือก” ยอมรับประเมินจิตใจ “ปู” ต่ำเกินไป ไม่คิดจะหน้าด้านขนาดนี้ เปลี่ยนแผนปักหลักชุมนุม ลั่นไม่ถอย ไม่มีต่อรอง จนกว่าจะบรรลุเป้าหมายปฏิรูปก่อนมีการเลือกตั้ง เผย “ผบ.สส.” เตรียมให้ “กปปส.” เข้าพบแล้ววันเสาร์นี้ ขณะที่ “ยิ่งลักษณ์” อย่างหนา! โผล่แถลงเปิดเวทีปาหี่ อ้างดึงทุกฝ่ายร่วมหาทางออก 15 ธันวา.ที่ศูนย์ฯ สิริกิติ์ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ชี้ช่องนายกฯ รักษาการสามารถลาออกได้
เมื่อวันพฤหัสบดี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) พร้อมคณะได้เข้าพบภาคเอกชน 7 องค์กร ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, สมาคมธนาคารไทย, สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, สภาธุรกิจตลาดทุนไทย และสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย เพื่อชี้แจงแนวทางการเคลื่อนไหวและเป้าประสงค์ของ กปปส. ที่โรงแรมเดอะสุโกศล ถนนศรีอยุธยา
นายสุเทพชี้แจงว่า ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และปฏิรูปประเทศ โดยต้องการทำก่อนการเลือกตั้งทั่วไป เพราะไม่อาจทนอยู่ภายใต้การทุจริตการเลือกตั้งที่ไม่ได้ผู้แทนแท้จริงของประชาชน และต้องการปฏิรูปการเลือกตั้ง รวมทั้งให้มีรัฐบาลชั่วคราวจากคนกลางโดยไม่มีพรรคการเมืองเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ยืนยันว่าเราไม่ต้องการแช่แข็งประเทศไทย
นายสุเทพกล่าวว่า การที่ประชาชนลุกฮือจำนวนมาก หากยังไม่ยอมรับ ก็ไม่มีเหตุผลจะชี้แจงต่อไป ขณะนี้มีหลายองค์กรที่เสนอเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยประชาชน แต่ปฏิเสธเพราะไม่ต้องการต่อรอง มีเพียงแค่จะปฏิรูปประเทศหรือยอมอยู่ภายใต้ระบอบทักษิณ ข้อเรียกร้อง กปปส.คือให้นายกฯ ลาออกจากการรักษาการ และให้รองประธานวุฒิสภานำรายชื่อนายกรัฐมนตรีคนกลางขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย
ทั้งนี้ นายสุเทพระบุด้วยว่า สภาประชาชนจะประกอบด้วยสมาชิก 400 คน ซึ่งในจำนวนดังกล่าว 300 คนจะมาจากการเลือกตั้งจากบุคคลในกลุ่มวิชาชีพสาขาต่างๆ ส่วนอีก 100 คนมาจากผู้ทรงคุณวุฒิที่ กปปส.จะร่วมกันสรรหา คุณสมบัติของสมาชิกสภาประชาชน จะต้องไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง เพื่อไม่ให้มีผลประโยชน์ทับซ้อน เมื่อสิ้นสุดการทำงานแล้ว จะต้องไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งในตำแหน่งการเมืองใดๆ เป็นเวลา 5 ปี
ทั้งนี้ นายสุเทพระบุด้วยว่า สภาประชาชนจะประกอบด้วยสมาชิก 400 คน ซึ่งในจำนวนดังกล่าว 300 คนจะมาจากการเลือกตั้งจากบุคคลในกลุ่มวิชาชีพสาขาต่างๆ ส่วนอีก 100 คนมาจากผู้ทรงคุณวุฒิที่ กปปส.จะร่วมกันสรรหา คุณสมบัติของสมาชิกสภาประชาชน จะต้องไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง เพื่อไม่ให้มีผลประโยชน์ทับซ้อน เมื่อสิ้นสุดการทำงานแล้ว จะต้องไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งในตำแหน่งการเมืองใดๆ เป็นเวลา 5 ปี
ตัวแทนภาคเอกชนตั้งคำถามว่า หากการปฏิรูปแล้วเสร็จไม่ทันก่อนการเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 จะทำอย่างไร นายสุเทพบอกว่า การเลือกตั้งอาจเลื่อนออกไปได้ และแนวทางของ กปปส.คือต้องไม่มีการเลือกตั้งแบบเดิม
นางปิยะมาลย์ เตชะไพบูลย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย แสดงความเห็นว่า อยากให้มีนโยบายด้านสังคม ที่จะทำให้ประเทศกลับมาเป็นแลนด์ออฟสไมล์ จะทำอย่างไรให้กลับมาพูดคุยกันได้ ขณะที่ตัวแทนสภาธุรกิจตลาดทุนไทยกล่าวว่า ยังไม่แน่ใจว่าจะมีการเปิดรับแนวคิดจากกลุ่มอื่นด้วยหรือไม่ เพื่อเปิดโอกาสให้ฝ่ายที่เห็นต่างเข้ามาร่วมเสนอความคิดเห็นอย่างไร
นางปิยะมาลย์ เตชะไพบูลย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย แสดงความเห็นว่า อยากให้มีนโยบายด้านสังคม ที่จะทำให้ประเทศกลับมาเป็นแลนด์ออฟสไมล์ จะทำอย่างไรให้กลับมาพูดคุยกันได้ ขณะที่ตัวแทนสภาธุรกิจตลาดทุนไทยกล่าวว่า ยังไม่แน่ใจว่าจะมีการเปิดรับแนวคิดจากกลุ่มอื่นด้วยหรือไม่ เพื่อเปิดโอกาสให้ฝ่ายที่เห็นต่างเข้ามาร่วมเสนอความคิดเห็นอย่างไร
นายสุเทพตอบว่า พร้อมเปิดรับทุกฝ่ายเพื่อนำไปสู่การปฏิรูป แต่ไม่ใช่แนวทางที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีประกาศ เนื่องจากมีพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลัง ส่วนที่จะทำให้เกิดความสำเร็จและความต้องการที่เข้าพบภาคเอกชนนั้น อยากให้ภาคเอกชนเข้าใจสถานการณ์จริง ได้ฟังจากปากพวกตน ได้ซักถามตรงไปตรงมา เมื่อเข้าใจก็ขอความร่วมมือว่าหากเห็นว่าสิ่งที่ดำเนินการถูกต้องก็อยากได้เสียงสนับสนุน เพราะคำพูดของภาคเอกชนมีความหมายมาก แต่หากไม่เห็นด้วย ก็ขอให้เงียบไว้ อย่าเตะตัดขาหรือบั่นทอนกำลังใจ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการที่ “กปปส.” ประกาศขอเข้าพบผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) และ ผบ.เหล่าทัพ ก่อนเวลา 20.00 น. ของวันที่ 12 ธันวาคมนั้น มีรายงานข่าวแจ้งว่า ผบ.สส. ได้มีการหารือกับ ผบ.เหล่าทัพอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อขอให้ทุกคนเสนอแนวทางว่ากองทัพจะดำเนินการ และการวางตัวอย่างไรให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ส่วนกรณีที่แกนนำ กปปส.จะขอเข้าพบ ผบ.สส. และ ผบ.เหล่าทัพนั้น ทาง ผบ.เหล่าทัพยืนยันว่าทางกองทัพจะต้องคำนึงถึงบทบาทหน้าที่ในภารกิจด้านความมั่นคงตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ และความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง โดยกองทัพพร้อมรับฟังความคิดเห็นรอบด้าน เพื่อนำมากำหนดบทบาท และวางท่าทีให้เหมาะสม เพื่อให้ปัญหาความขัดแย้งยุติลงด้วยการพูดคุย โดยข้อสรุปจะต้องเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
ทหารยันเป็นกลาง
“ยืนยันว่าทหารต้องเป็นกลางทางการเมือง แต่หากจำเป็นต้องเปิดให้ กปปส.เข้าพบ ผบ.เหล่าทัพ ทาง ผบ.สส.จะต้องแจ้งให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ในฐานะผู้บังคับบัญชาได้รับทราบก่อน ซึ่งเบื้องต้นทาง ผบ.เหล่าทัพมองว่าไม่เหมาะสม หากให้นายสุเทพมาพูดคุยกับ ผบ.เหล่าทัพเป็นการส่วนตัว เพราะจะทำให้ถูกมองว่ากองทัพไม่มีความเป็นกลาง อย่างไรก็ตาม มีทางออกอาจเสนอให้นายสุเทพ ตัวแทนรัฐบาล พบกับทั้ง ผบ.เหล่าทัพหรือตัวแทน รวมถึงตัวแทนส่วนราชการต่างๆ เพื่อเข้าร่วมเสนอแนวทาง โดยกองทัพจะทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานให้ ซึ่งทุกอย่างน่าจะมีความชัดเจนในวันที่ 13 ธันวาคมนี้” แหล่งข่าวระบุ
วันเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้แถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ว่า ได้ทราบว่ามีหลายกลุ่มหลายองค์กรพยายามเปิดพื้นที่ต่อสาธารณชน เพื่อให้มีเวทีในการพูดคุยด้วยแนวทางสันติวิธี เพื่อให้การปฏิรูปประเทศไทยในวันข้างหน้า ซึ่งเมื่อได้มีการตราพระราชกฤษฎีกายุบสภาและกำหนดวันเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.57 แล้วควรจะได้ร่วมกันในการหารือกับทุกฝ่าย เพื่อเป็นพื้นฐานของสันติวิธีที่จะดำเนินการควบคู่ขนานกันไป ในระหว่างรอการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.ที่จะมาถึง
น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า รัฐบาลยินดีที่จะช่วยในการอำนวยความสะดวกให้เกิดเวทีดังกล่าวขึ้น และได้ขอให้นายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับผิดชอบไปดำเนินการเบื้องต้น และจะให้ปลัดสำนักนายกฯ เชิญชวนภาคส่วนต่างๆ ที่เป็นตัวแทนของภาคการเมือง ภาคเอกชน ภาคธุรกิจ ภาคราชการ สถาบันการศึกษา ภาคสังคม ภาคประชาชน ทุกกลุ่มของการเมือง องค์กรต่างๆ รวมถึงนักกฎหมาย นักวิชาการ ให้มีความหลากหลาย รวมถึงสื่อมวลชนด้วย เพื่อร่วมกันหาทางออก
ทั้งนี้ จะขอเชิญให้มีการประชุมหารือร่วมกันในวันที่ 15 ธ.ค. เวลา 09.00 น. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการจัดเวทีนี้ให้ ซึ่งรัฐบาลหวังว่าหลังจากการประชุมร่วมหารือกัน อยากเชิญชวนในลักษณะที่เปิดใจกว้างเช่นนี้ เพื่อที่มีข้อเสนอที่ชัดเจนเพื่อให้ทุกฝ่ายในสังคมไทยได้เล็งเห็นแนวทางในการแก้ปัญหาประเทศ และได้มีความเห็นชอบร่วมกันที่สอดคล้อง ซึ่งจะเป็นทางออกหนึ่ง
เธอกล่าวว่า เวทีดังกล่าวตนจะไม่เข้าร่วม โดยจะให้เป็นเรื่องของข้าราชการประจำเป็นผู้ดำเนินการและเป็นคนกลาง เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้พูดคุยกันอย่างกว้างขวาง ส่วนการคาดหวังต่างๆ นั้นคงต้องรอดู เพียงแต่เราจะเปิดเวทีดังกล่าวควบคู่ไปกับการเลือกตั้งครั้งใหม่ ส่วนเรื่องของระยะเวลานั้น ยังไม่มีการกำหนด สำหรับรูปแบบได้มอบหมายให้นายธงทอง ไปคิดและดำเนินการ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าถ้าเราเห็นภาพรวมพร้อมกันเร็วก็คงจะเสร็จเร็ว
น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวด้วยว่า เวทีนี้จะเป็นเวทีที่เปิดกว้าง ซึ่งในเย็นวันเดียวกันนี้ (12 ธ.ค.) นายธงทองจะทำการหารือถึงความชัดเจนและรูปแบบต่างๆ และในวันที่ 13 ธ.ค. จะชี้แจงความชัดเจนให้ทราบถึงรายละเอียดของเวทีดังกล่าว ซึ่งหากทาง กปปส.พิจารณาแล้วจะเข้าร่วมในเวทีดังกล่าวก็ไม่มีปัญหา
อย่างไรก็ตาม นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส. ได้แถลงปฏิเสธคำเชิญชวนของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพราะเห็นว่านายกฯ ไม่เคยฟังเสียงและไม่เข้าใจมวลมหาประชาชน เพราะสิ่งที่เราต้องการคือปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง ส่วนกรณีที่ ผบ.เหล่าทัพไม่ยอมให้เข้าพบ เนื่องจากเกรงว่าจะเป็นภาพของทหารรายงานตัวต่อกปปส.นั้น ขอชี้แจงว่าทาง กปปส.ได้แสดงความจริงใจไปแล้วไม่ใช่เรื่องการรายงานตัว แต่เป็นเรื่องที่กปปส.ขอเข้าพบเพื่อชี้แจงและตอบข้อซักถามกรณีสภาประชาชนเท่านั้น
ประเมินใจ “ปู” ต่ำไป
ประเมินใจ “ปู” ต่ำไป
เวลา 19.20 น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ขึ้นปราศรัยบนเวทีที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยว่า วันที่ 9 ธ.ค.ที่ผ่านมา มีมวลมหาประชาชนเข้าร่วมจำนวนมาก ตนก็นึกว่าจะชนะแล้ว แต่สุดท้ายก็ยังขอให้พี่น้องสู้ต่ออีก 3 วัน มาถึงวันนี้ต้องสารภาพตรงๆ ว่า ประเมินจิตใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ผิดจริงๆ ไม่นึกว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะดื้อได้ถึงขนาดนี้
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ได้กราบเรียนว่าวันนี้ก่อนเวลา 20.00 น. จะได้มีโอกาสพบกับ ผบ.สส., ผบ.ทบ., ผบ.ทร., ผบ.ทอ. และ ผบ.ตร. แต่มีความขรุขระในเรื่องประสานงาน วันนี้ได้มอบหมายให้นายสกลธี ภัททิยกุล แกนนำ กปปส. ถือหนังสือไปเรียนต่อ ผบ.สส.ด้วยตัวเอง และอย่างเป็นทางการ แต่ปรากฏว่า ผบ.สส.อนุญาตให้พบวันเสาร์ที่ 14 ธ.ค. เวลา 15.00 น. ต้องถือโอกาสกราบขอขอบคุณที่เปิดโอกาสให้ กปปส.เป็นตัวแทนมวลมหาประชาชนไปชี้แจงเจตนารมณ์ของมวลมหาประชาชน และอธิบายเหตุจำเป็นที่มวลมหาประชาชนลุกขึ้นต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลง
นายสุเทพกล่าวว่า วันนี้ กปปส.ได้พบกับผู้นำ 7 องค์กรภาคเอกชน และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ซึ่งน่ายินดีที่บรรดาผู้นำเห็นด้วยกับแนวทางที่พี่น้องต่อสู้ของมวลมหาประชาชน ทั้งนี้ก็ยังได้ชี้ถึงแนวทางในการตั้งสภาประชาชนเพื่อปฏิรูปประเทศที่มีผู้นำตั้งคำถามว่าสังคมรับหรือไม่ ซึ่งก็ได้บอกไปว่าสังคมก็ต้องยอมรับ เพราะเสียงของประชาชนที่ออกมา 5-6 ล้านคนทั่วประเทศลุกขึ้นมา เพราะทนไม่ได้กับระบอบทักษิณ
“เราประเมินรัฐบาลสูงเกินไป เพราะรัฐบาลมีใจเข้าต่ำเกินกว่าที่เราประเมิน ต้องเรียนว่าวันนี้ถอยไม่ได้ ต้องเดินหน้าอย่างเดียว จะอีกกี่วันให้รู้ไป เพราะคนเหล่านั้นต้องการเห็นเราเสื่อมกำลัง และท้อถอยกลับบ้าน ซึ่งไม่มีวันที่จะท้อถอย เราต้องสู้จนกว่าจะบรรลุวัตถุประสงค์ อย่างไรก็ตาม อะไรที่ผิดพลาดไป เพราะผมคำนวณและคะเนจิตใจคนผิดก็ต้องกราบอภัย เพราะทราบดีว่าพี่น้องรอวันชนะชัยมาหลายครั้งหลายหน อะไรที่เป็นข้อบกพร่องก็ต้องน้อมรับและขออภัยมา ณ โอกาสนี้” นายสุเทพกล่าว
เขากล่าวว่า สถานการณ์นี้มีทางเลือกอยู่สองทาง คือรัฐบาลนี้รู้สำนึกในสิ่งที่ตนเองกระทำความผิดต่อประเทศชาติและประชาชน ยอมคืนอำนาจโดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ลาออกจากรักษาการนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลทั้งคณะลาออกทั้งหมด และไม่ต้องตั้งใครเป็นผู้รักษาการอีก ไม่ต้องตกใจว่าประเทศไทยจะว่างเว้นรัฐบาล เพราะเป็นช่วงเวลาอันสั้น ยังมีวุฒิสภา แต่ นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา เป็นคนของระบอบทักษิณ ต้องลาออกไปด้วย ก่อนที่รองประธานวุฒิสภาทูลเกล้าฯ ถวายบุคคลที่เหมาะสมเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ เป็นวิธีที่ราบรื่นที่สุด
“ที่รัฐบาลชวนไปเลือกตั้งกันนั้น ผู้ชุมนุมไม่ยอมรับการเลือกตั้งทั่วไปในครั้งนี้โดยเด็ดขาด ไม่มีการต่อรอง ถ้าเลือกตั้งโดยกฎหมายเดิม ก็จะมีการโกงเลือกตั้ง ซื้อคะแนนเสียงเหมือนเดิม ได้ ส.ส.และรัฐบาลชุดเดิมเข้ามาทำหน้าที่สุมหัวฉ้อโกง คอร์รัปชัน กินบ้านกินเมืองเหมือนเดิม ประชาชนยืนยันว่าไม่ยอมรัฐบาลอีกแล้ว ต้องปฏิรูปประเทศก่อนเลือกตั้ง ไม่เช่นนั้นจะดำเนินการตั้งสภาประชาชนด้วยตัวเอง โดยที่ประชาชนทนกับระบอบทักษิณไม่ไหวอีกแล้ว หากคนในสังคมมองไม่เห็นความสำคัญ ไม่เห็นคุณค่าที่ผู้ชุมนุมลุกฮือแสดงปฏิกิริยาต่อต้านระบอบทักษิณและทวงคืนอำนาจ อย่างนี้คุยกันไม่ได้อีกต่อไป” นายสุเทพระบุ
นายสุเทพยังได้ชี้แจงถึงรูปแบบของสภาประชาชนว่า ต้องไม่มีคนของพรรคการเมืองเด็ดขาด เพราะนักการเมืองคงไม่กล้าเขียนกฎหมายถึงขนาดว่าหากถูกจับได้ว่าซื้อเสียงเลือกตั้ง ไม่เพียงแต่ตัดสิทธิการเมือง 5 ปี แต่ต้องติดคุกด้วย เพราะเท่ากับทุบหม้อข้าวตัวเอง ทั้งนี้ เมื่อสมาชิกสภาประชาชนต้องเว้นการเมือง 5 ปี โดยมีสมาชิกทั้งหมด 400 คน แบ่ง 300 คน จากสาขาอาชีพต่างๆ และ 100 คน เป็นบุคคลที่ทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ โดย กปปส.เป็นผู้สรรหา ยกตัวอย่าง นพ.ประเวศ วะสี แต่ประเด็นสำคัญ คือ รัฐบาลยังดื้อไม่ยอมลาออก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 20.00 น. กองบัญชาการกองทัพไทย ได้มีเอกสารข่าวแจกสื่อมวลชนเรื่อง กองทัพไทย จัดเวทีเสวนาสาธารณะเพื่อปรึกษาหารือ รับฟังความคิดเห็น และหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้
โดยเนื้อหาระบุว่า ตามที่ กปปส. ผู้แทนมวลมหาประชาชนขอเข้าพบผู้นำเหล่าทัพ และคณะกลุ่มบุคคล ในภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อชี้แจงจุดยืนและเป้าหมาย รวมทั้งการตอบคำถามเกี่ยวกับการปฏิรูป การเปลี่ยนแปลงประเทศไทยนั้น กองทัพไทยได้พิจารณาแล้วเห็นว่าการที่คณะผู้แทนมวลมหาประชาชนจะเดินทางไปพบปะและชี้แจงให้หน่วยงานต่างๆ ในหลายสถานที่และในเวลาต่างๆ กัน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยน หารือ ข้อคิดเห็น เพื่อนำมาสู่ความสงบสุขและผลประโยชน์ของประเทศชาติ กองทัพไทยจึงจัดให้มีเวทีเสวนาสาธารณะในวันเสาร์ที่ 14 ธันวาคม 2556 ณ ห้องประชุม ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อสันติภาพ กองบัญชาการกองทัพไทย ถนนแจ้งวัฒนะ เวลา 14.15 น. ลงทะเบียน 15.00 น. เริ่มเสวนา 17.00 น. จบการเสวนา
โดยผู้แทนของมวลมหาประชาชนจะได้ชี้แจง จากนั้นผู้แทนกลุ่มต่างๆ จะได้ซักถาม สำหรับกลุ่มผู้เข้าร่วมเสวนา ได้แก่ ผู้แทนหน่วย องค์กร นักวิชาการ ภาคเอกชน และกลุ่มผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ ซึ่งกองทัพไทยจะได้เชิญกลุ่มบุคคลดังกล่าวเข้าร่วมเสวนาต่อไป
ทั้งนี้ กองทัพไทยยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การพิทักษ์ รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ การรักษาความมั่นคงของรัฐ การรักษาผลประโยชน์ของชาติ การปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การช่วยเหลือประชาชน และการพัฒนาประเทศ โดยปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ กฎ ระเบียบ แบบแผน และข้อบังคับของกระทรวงกลาโหม
ด้านสถานการณ์การชุมนุมบริเวณทำเนียบรัฐบาล บรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) เป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนต่างทยอยเดินทางเข้าร่วมชุมนุมอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การ์ดผู้ชุมนุมได้มีการเตรียมอุปกรณ์เพื่อรื้อลวดหนามที่บริเวณรั้วทำเนียบรัฐบาล โดยได้เริ่มปฏิบัติใช้บันไดไม้พาดที่รั้ว ก่อนนำครีมขึ้นไปลวดหนาม เริ่มตั้งแต่ประตู 1 ประตู 2 ฝั่งเลียบคลอง และประตู 3 ฝั่งถนนพิษณุโลก
ทำเนียบฯ หวิดปะทะอีก
หลังกลุ่มการ์ด คปท.ได้ทำภารกิจตัดรั้วลวดหนามเสร็จแล้ว แกนนำบนเวทีได้มีการประกาศให้ผู้ชุมมนุมกระจายตัวไปปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลทุกประตู เพื่อกดดันให้ตำรวจออกจากพื้นที่ทำเนียบฯ โดยให้เวลาเคลื่อนย้าย 1 ชั่วโมง ไม่เช่นนั้นจะเริ่มทำการตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดสัญญาณโทรศัพท์ภายในทำเนียบฯ เป็นมาตรการต่อไป หลังครบกำหนด 1 ชั่วโมง พบว่าตำรวจยังไม่มีการเคลื่อนย้ายออกมาจากทำเนียบฯ ทางแกนนำจึงสั่งการให้กลุ่มการ์ดดำเนินการตามมาตรการตัดไฟทันที
กลุ่มผู้ชุมนุม คปท.ได้เริ่มตัดไฟบางจุดภายในทำเนียบรัฐบาล ขณะที่สถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อได้เกิดเสียงดังคล้ายประทัดยักษ์บริเวณตึก 26 ทำเนียบรัฐบาลขึ้นอีก 2 ครั้ง ขณะที่พบว่าบริเวณรอบทำเนียบรัฐบาล พบว่าผู้ชุมนุมบางส่วนได้มีการขว้างปาสิ่งของหรือยิงหนังสติ๊กเข้าไปภายในทำเนียบรัฐบาล ขณะที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการตอบโต้ด้วยการยิงหนังสติ๊กเป็นลูกแก้วออกมาเช่นกัน
ที่ราชตฤณมัยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือสนามม้านางเลิ้ง พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ประธานเตรียมทหารรุ่นที่ 1 (ตท.1) ร่วมกับตัวแทน ตท.1-9 อ่านแถลงการณ์ว่า การกระทำของฝ่ายบริหารสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรง พวกข้าพเจ้านักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 1 ถึงรุ่นที่ 9 เห็นพ้องต้องกันว่า หากปล่อยให้คณะบุคคลเดิมๆ บริหารประเทศต่อไป ก็มีแต่จะเกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง เวียนว่ายไม่รู้จบสิ้นต่อชาติบ้านเมือง และเห็นด้วยกับหลักการปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของ กปปส.
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) แถลงว่า พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบ โดยยอมรับว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำกลุ่ม กปปส.ได้มีการโทรศัพท์มาพูดคุย เพื่อขอเข้าพบจริง แต่จากการหารือร่วมกับผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการเหล่าทัพต่างๆ เห็นพ้องกันว่ายังไม่สมควรพบกับนายสุเทพ โดยเฉพาะ ผบ.ตร. ที่มีฐานะเป็นเจ้าพนักงาน ขณะที่นายสุเทพตกเป็นผู้ต้องหาในคดีกบฏ
พล.ต.ต.ปิยะกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ช่วงกลางดึกที่ผ่านมา พบว่ากลุ่มผู้ชุมนุมเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) มีการตัดไฟที่ทำเนียบรัฐบาล ต่อเนื่องจนช่วงเช้าวันนี้ ขณะตำรวจจะเข้าไปห้ามปราม ได้ถูกยิงสวนด้วยหัวนอตและหนังสติ๊ก ทำให้ได้รับบาดเจ็บ หัวแตก ขณะเดียวกันยังมีความพยายามเข้าไปตัดรั้วลวดหนาม ซึ่งเจ้าหน้าที่พยายามเข้าเจรจาแล้ว แสดงให้เห็นว่ามีความพยายามคุกคาม ยั่วยุ เจ้าหน้าที่อยู่ตลอดเวลา
ส่วนการตั้งโต๊ะรับแจ้งความที่กระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ได้มีผู้เข้าแจ้งความเบื้องต้น 10 ราย ส่วนใหญ่เป็นทรัพย์สินส่วนตัว ส่วนทรัพย์สินทางราชการ ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ขณะที่ศูนย์ราชการ เบื้องต้นมีผู้เข้าแจ้งความ 12 ราย ส่วนใหญ่เป็นทรัพย์สินส่วนตัวเช่นกัน โดยส่วนราชการอื่นๆ ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ
นายนพดล ปัทมะ กรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงข้อเรียกร้องของ กปปส.ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ลาออกจากนายกฯ รักษาการว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 181 กำหนดว่าคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่ง ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ ดังนั้นถ้านายกฯ ลาออก ถือว่าละเว้นปฏิบัติหน้าที่ มีความผิดตามกฎหมายอาญา
ชี้ช่องยิ่งลักษณ์ลาออกได้
นายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานรัฐสภา ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ได้แสดงความเห็นไว้ใน www.meechaithailand.com ว่า มาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญเขียนไว้สำหรับกรณีที่เกิดเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ไม่มีบทบัญญัติเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญว่าจะให้ทำอย่างไร ก็ให้ทำไปตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เช่น ในกรณีมีการยุบสภา รัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติรองรับไว้ว่า จะต้องทำอย่างไรกันต่อไป กล่าวคือ กำหนดให้คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งให้อยู่รักษาการต่อไป ก็ต้องรักษาการต่อไป จะไปใช้มาตรา 7 ก็ไม่ได้ เพราะเป็นกรณีที่มีบทบัญญัติไว้แล้วในรัฐธรรมนูญ แต่ถ้านายกรัฐมนตรีเกิดตายไป หรือง่อยเปลี้ยเสียขา หรือเบื่อขี้หน้าเต็มทีไม่อยากอยู่รักษาการต่อไป ลาออกเสียดื้อๆ ก็มีกฎหมายรองรับว่า รองนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งก็ขึ้นรักษาการต่อไป อย่างนี้ก็นำมาตรา 7 มาใช้บังคับไม่ได้อีก
“แต่ถ้านายกรัฐมนตรีก็ตาย หรือง่อยเปลี้ยเสียขา หรือเบื่อขี้หน้าขึ้นมาพร้อมๆ กับรัฐมนตรีคนอื่นๆ จนไม่มีใครเหลืออยู่ สภาผู้แทนฯ ก็ไม่มีแล้ว เพราะยุบไปแล้ว อย่างนี้ก็จะเห็นได้ว่าไม่มีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตราใดบอกไว้ว่าจะต้องทำอย่างไร แต่ตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข บ้านเมืองจะต้องมีคณะรัฐมนตรีเพื่อบริหารประเทศอย่างต่อเนื่อง ก็ต้องหาทางตั้งคณะรัฐมนตรีขึ้นมาบริหารประเทศให้จงได้ เหลือองค์กรอำนาจอะไร ก็ต้องใช้องค์กรอำนาจนั้นเท่าที่มีอยู่เพื่อให้บ้านเมืองเดินต่อไปได้
ที่มีคนบอกว่าในระหว่างรักษาการนั้นลาออกไม่ได้น่ะ น่าจะเข้าใจผิดอะไรบางอย่าง การลาออกเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ถ้าไม่อยากอยู่ในตำแหน่งอะไร ก็ไม่มีใครบังคับให้ต้องอยู่ต่อไปได้ ขนาดคนเป็นข้าราชการตำแหน่งเล็กๆ น้อยๆ วันดีคืนดีไม่อยากเป็นข้าราชการต่อไปจะลาออกเสียเมื่อไรก็ได้ อย่างมากที่ทางราชการจะทำได้ ก็คือการยับยั้ง ซึ่งก็ทำได้เพียงชั่วคราวไม่เกินสามเดือน หลังจากนั้นก็ต้องยอมให้เขาออกไป แต่ตำแหน่งรัฐมนตรีไม่มีกฎหมายอะไรบังคับไว้ว่าใครจะยับยั้งได้ บทบัญญัติที่ให้รักษาการกันอยู่ต่อไปน่ะ ใช้เฉพาะกรณีพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะเท่านั้น ไม่ได้ใช้กับกรณีที่ต่างคนต่างทยอยลาออกหรือล้มหายตายจากไป อย่าว่าแต่เรื่องลาออกเลย ถ้าในระหว่างรักษาการ เกิดมีรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งทำทุจริตคิดมิชอบเสียจนรับต่อไปไม่ได้ หรือเกิดเบื่อขี้หน้าขึ้นมานายกฯ ก็ยังมีอำนาจกราบบังคมทูลเพื่อเอาออกจากตำแหน่งเสียได้ มิใช่หรือ
ก็ทีรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ในมาตรา 126 ชัดๆ ว่า "คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ" ยังมีรัฐมนตรีออกมาแถลงอย่างโจ่งแจ้งว่าไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ แล้วพอมาตรา 181 บัญญัติว่า "คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่ง ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป" ถึงกับจะยอมผูกมัดจนแปลไปว่าลาออกก็ไม่ได้ทีเดียวหรือ”นายมีชัยระบุ.
เขากล่าวว่า สถานการณ์นี้มีทางเลือกอยู่สองทาง คือรัฐบาลนี้รู้สำนึกในสิ่งที่ตนเองกระทำความผิดต่อประเทศชาติและประชาชน ยอมคืนอำนาจโดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ลาออกจากรักษาการนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลทั้งคณะลาออกทั้งหมด และไม่ต้องตั้งใครเป็นผู้รักษาการอีก ไม่ต้องตกใจว่าประเทศไทยจะว่างเว้นรัฐบาล เพราะเป็นช่วงเวลาอันสั้น ยังมีวุฒิสภา แต่ นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา เป็นคนของระบอบทักษิณ ต้องลาออกไปด้วย ก่อนที่รองประธานวุฒิสภาทูลเกล้าฯ ถวายบุคคลที่เหมาะสมเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ เป็นวิธีที่ราบรื่นที่สุด
“ที่รัฐบาลชวนไปเลือกตั้งกันนั้น ผู้ชุมนุมไม่ยอมรับการเลือกตั้งทั่วไปในครั้งนี้โดยเด็ดขาด ไม่มีการต่อรอง ถ้าเลือกตั้งโดยกฎหมายเดิม ก็จะมีการโกงเลือกตั้ง ซื้อคะแนนเสียงเหมือนเดิม ได้ ส.ส.และรัฐบาลชุดเดิมเข้ามาทำหน้าที่สุมหัวฉ้อโกง คอร์รัปชัน กินบ้านกินเมืองเหมือนเดิม ประชาชนยืนยันว่าไม่ยอมรัฐบาลอีกแล้ว ต้องปฏิรูปประเทศก่อนเลือกตั้ง ไม่เช่นนั้นจะดำเนินการตั้งสภาประชาชนด้วยตัวเอง โดยที่ประชาชนทนกับระบอบทักษิณไม่ไหวอีกแล้ว หากคนในสังคมมองไม่เห็นความสำคัญ ไม่เห็นคุณค่าที่ผู้ชุมนุมลุกฮือแสดงปฏิกิริยาต่อต้านระบอบทักษิณและทวงคืนอำนาจ อย่างนี้คุยกันไม่ได้อีกต่อไป” นายสุเทพระบุ
นายสุเทพยังได้ชี้แจงถึงรูปแบบของสภาประชาชนว่า ต้องไม่มีคนของพรรคการเมืองเด็ดขาด เพราะนักการเมืองคงไม่กล้าเขียนกฎหมายถึงขนาดว่าหากถูกจับได้ว่าซื้อเสียงเลือกตั้ง ไม่เพียงแต่ตัดสิทธิการเมือง 5 ปี แต่ต้องติดคุกด้วย เพราะเท่ากับทุบหม้อข้าวตัวเอง ทั้งนี้ เมื่อสมาชิกสภาประชาชนต้องเว้นการเมือง 5 ปี โดยมีสมาชิกทั้งหมด 400 คน แบ่ง 300 คน จากสาขาอาชีพต่างๆ และ 100 คน เป็นบุคคลที่ทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ โดย กปปส.เป็นผู้สรรหา ยกตัวอย่าง นพ.ประเวศ วะสี แต่ประเด็นสำคัญ คือ รัฐบาลยังดื้อไม่ยอมลาออก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 20.00 น. กองบัญชาการกองทัพไทย ได้มีเอกสารข่าวแจกสื่อมวลชนเรื่อง กองทัพไทย จัดเวทีเสวนาสาธารณะเพื่อปรึกษาหารือ รับฟังความคิดเห็น และหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้
โดยเนื้อหาระบุว่า ตามที่ กปปส. ผู้แทนมวลมหาประชาชนขอเข้าพบผู้นำเหล่าทัพ และคณะกลุ่มบุคคล ในภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อชี้แจงจุดยืนและเป้าหมาย รวมทั้งการตอบคำถามเกี่ยวกับการปฏิรูป การเปลี่ยนแปลงประเทศไทยนั้น กองทัพไทยได้พิจารณาแล้วเห็นว่าการที่คณะผู้แทนมวลมหาประชาชนจะเดินทางไปพบปะและชี้แจงให้หน่วยงานต่างๆ ในหลายสถานที่และในเวลาต่างๆ กัน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยน หารือ ข้อคิดเห็น เพื่อนำมาสู่ความสงบสุขและผลประโยชน์ของประเทศชาติ กองทัพไทยจึงจัดให้มีเวทีเสวนาสาธารณะในวันเสาร์ที่ 14 ธันวาคม 2556 ณ ห้องประชุม ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อสันติภาพ กองบัญชาการกองทัพไทย ถนนแจ้งวัฒนะ เวลา 14.15 น. ลงทะเบียน 15.00 น. เริ่มเสวนา 17.00 น. จบการเสวนา
โดยผู้แทนของมวลมหาประชาชนจะได้ชี้แจง จากนั้นผู้แทนกลุ่มต่างๆ จะได้ซักถาม สำหรับกลุ่มผู้เข้าร่วมเสวนา ได้แก่ ผู้แทนหน่วย องค์กร นักวิชาการ ภาคเอกชน และกลุ่มผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ ซึ่งกองทัพไทยจะได้เชิญกลุ่มบุคคลดังกล่าวเข้าร่วมเสวนาต่อไป
ทั้งนี้ กองทัพไทยยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การพิทักษ์ รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ การรักษาความมั่นคงของรัฐ การรักษาผลประโยชน์ของชาติ การปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การช่วยเหลือประชาชน และการพัฒนาประเทศ โดยปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ กฎ ระเบียบ แบบแผน และข้อบังคับของกระทรวงกลาโหม
ด้านสถานการณ์การชุมนุมบริเวณทำเนียบรัฐบาล บรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) เป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนต่างทยอยเดินทางเข้าร่วมชุมนุมอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การ์ดผู้ชุมนุมได้มีการเตรียมอุปกรณ์เพื่อรื้อลวดหนามที่บริเวณรั้วทำเนียบรัฐบาล โดยได้เริ่มปฏิบัติใช้บันไดไม้พาดที่รั้ว ก่อนนำครีมขึ้นไปลวดหนาม เริ่มตั้งแต่ประตู 1 ประตู 2 ฝั่งเลียบคลอง และประตู 3 ฝั่งถนนพิษณุโลก
ทำเนียบฯ หวิดปะทะอีก
หลังกลุ่มการ์ด คปท.ได้ทำภารกิจตัดรั้วลวดหนามเสร็จแล้ว แกนนำบนเวทีได้มีการประกาศให้ผู้ชุมมนุมกระจายตัวไปปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลทุกประตู เพื่อกดดันให้ตำรวจออกจากพื้นที่ทำเนียบฯ โดยให้เวลาเคลื่อนย้าย 1 ชั่วโมง ไม่เช่นนั้นจะเริ่มทำการตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดสัญญาณโทรศัพท์ภายในทำเนียบฯ เป็นมาตรการต่อไป หลังครบกำหนด 1 ชั่วโมง พบว่าตำรวจยังไม่มีการเคลื่อนย้ายออกมาจากทำเนียบฯ ทางแกนนำจึงสั่งการให้กลุ่มการ์ดดำเนินการตามมาตรการตัดไฟทันที
กลุ่มผู้ชุมนุม คปท.ได้เริ่มตัดไฟบางจุดภายในทำเนียบรัฐบาล ขณะที่สถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อได้เกิดเสียงดังคล้ายประทัดยักษ์บริเวณตึก 26 ทำเนียบรัฐบาลขึ้นอีก 2 ครั้ง ขณะที่พบว่าบริเวณรอบทำเนียบรัฐบาล พบว่าผู้ชุมนุมบางส่วนได้มีการขว้างปาสิ่งของหรือยิงหนังสติ๊กเข้าไปภายในทำเนียบรัฐบาล ขณะที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการตอบโต้ด้วยการยิงหนังสติ๊กเป็นลูกแก้วออกมาเช่นกัน
ที่ราชตฤณมัยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือสนามม้านางเลิ้ง พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ประธานเตรียมทหารรุ่นที่ 1 (ตท.1) ร่วมกับตัวแทน ตท.1-9 อ่านแถลงการณ์ว่า การกระทำของฝ่ายบริหารสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรง พวกข้าพเจ้านักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 1 ถึงรุ่นที่ 9 เห็นพ้องต้องกันว่า หากปล่อยให้คณะบุคคลเดิมๆ บริหารประเทศต่อไป ก็มีแต่จะเกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง เวียนว่ายไม่รู้จบสิ้นต่อชาติบ้านเมือง และเห็นด้วยกับหลักการปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของ กปปส.
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) แถลงว่า พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบ โดยยอมรับว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำกลุ่ม กปปส.ได้มีการโทรศัพท์มาพูดคุย เพื่อขอเข้าพบจริง แต่จากการหารือร่วมกับผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการเหล่าทัพต่างๆ เห็นพ้องกันว่ายังไม่สมควรพบกับนายสุเทพ โดยเฉพาะ ผบ.ตร. ที่มีฐานะเป็นเจ้าพนักงาน ขณะที่นายสุเทพตกเป็นผู้ต้องหาในคดีกบฏ
พล.ต.ต.ปิยะกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ช่วงกลางดึกที่ผ่านมา พบว่ากลุ่มผู้ชุมนุมเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) มีการตัดไฟที่ทำเนียบรัฐบาล ต่อเนื่องจนช่วงเช้าวันนี้ ขณะตำรวจจะเข้าไปห้ามปราม ได้ถูกยิงสวนด้วยหัวนอตและหนังสติ๊ก ทำให้ได้รับบาดเจ็บ หัวแตก ขณะเดียวกันยังมีความพยายามเข้าไปตัดรั้วลวดหนาม ซึ่งเจ้าหน้าที่พยายามเข้าเจรจาแล้ว แสดงให้เห็นว่ามีความพยายามคุกคาม ยั่วยุ เจ้าหน้าที่อยู่ตลอดเวลา
ส่วนการตั้งโต๊ะรับแจ้งความที่กระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ได้มีผู้เข้าแจ้งความเบื้องต้น 10 ราย ส่วนใหญ่เป็นทรัพย์สินส่วนตัว ส่วนทรัพย์สินทางราชการ ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ขณะที่ศูนย์ราชการ เบื้องต้นมีผู้เข้าแจ้งความ 12 ราย ส่วนใหญ่เป็นทรัพย์สินส่วนตัวเช่นกัน โดยส่วนราชการอื่นๆ ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ
นายนพดล ปัทมะ กรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงข้อเรียกร้องของ กปปส.ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ลาออกจากนายกฯ รักษาการว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 181 กำหนดว่าคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่ง ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ ดังนั้นถ้านายกฯ ลาออก ถือว่าละเว้นปฏิบัติหน้าที่ มีความผิดตามกฎหมายอาญา
ชี้ช่องยิ่งลักษณ์ลาออกได้
นายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานรัฐสภา ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ได้แสดงความเห็นไว้ใน www.meechaithailand.com ว่า มาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญเขียนไว้สำหรับกรณีที่เกิดเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ไม่มีบทบัญญัติเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญว่าจะให้ทำอย่างไร ก็ให้ทำไปตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เช่น ในกรณีมีการยุบสภา รัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติรองรับไว้ว่า จะต้องทำอย่างไรกันต่อไป กล่าวคือ กำหนดให้คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งให้อยู่รักษาการต่อไป ก็ต้องรักษาการต่อไป จะไปใช้มาตรา 7 ก็ไม่ได้ เพราะเป็นกรณีที่มีบทบัญญัติไว้แล้วในรัฐธรรมนูญ แต่ถ้านายกรัฐมนตรีเกิดตายไป หรือง่อยเปลี้ยเสียขา หรือเบื่อขี้หน้าเต็มทีไม่อยากอยู่รักษาการต่อไป ลาออกเสียดื้อๆ ก็มีกฎหมายรองรับว่า รองนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งก็ขึ้นรักษาการต่อไป อย่างนี้ก็นำมาตรา 7 มาใช้บังคับไม่ได้อีก
“แต่ถ้านายกรัฐมนตรีก็ตาย หรือง่อยเปลี้ยเสียขา หรือเบื่อขี้หน้าขึ้นมาพร้อมๆ กับรัฐมนตรีคนอื่นๆ จนไม่มีใครเหลืออยู่ สภาผู้แทนฯ ก็ไม่มีแล้ว เพราะยุบไปแล้ว อย่างนี้ก็จะเห็นได้ว่าไม่มีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตราใดบอกไว้ว่าจะต้องทำอย่างไร แต่ตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข บ้านเมืองจะต้องมีคณะรัฐมนตรีเพื่อบริหารประเทศอย่างต่อเนื่อง ก็ต้องหาทางตั้งคณะรัฐมนตรีขึ้นมาบริหารประเทศให้จงได้ เหลือองค์กรอำนาจอะไร ก็ต้องใช้องค์กรอำนาจนั้นเท่าที่มีอยู่เพื่อให้บ้านเมืองเดินต่อไปได้
ที่มีคนบอกว่าในระหว่างรักษาการนั้นลาออกไม่ได้น่ะ น่าจะเข้าใจผิดอะไรบางอย่าง การลาออกเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ถ้าไม่อยากอยู่ในตำแหน่งอะไร ก็ไม่มีใครบังคับให้ต้องอยู่ต่อไปได้ ขนาดคนเป็นข้าราชการตำแหน่งเล็กๆ น้อยๆ วันดีคืนดีไม่อยากเป็นข้าราชการต่อไปจะลาออกเสียเมื่อไรก็ได้ อย่างมากที่ทางราชการจะทำได้ ก็คือการยับยั้ง ซึ่งก็ทำได้เพียงชั่วคราวไม่เกินสามเดือน หลังจากนั้นก็ต้องยอมให้เขาออกไป แต่ตำแหน่งรัฐมนตรีไม่มีกฎหมายอะไรบังคับไว้ว่าใครจะยับยั้งได้ บทบัญญัติที่ให้รักษาการกันอยู่ต่อไปน่ะ ใช้เฉพาะกรณีพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะเท่านั้น ไม่ได้ใช้กับกรณีที่ต่างคนต่างทยอยลาออกหรือล้มหายตายจากไป อย่าว่าแต่เรื่องลาออกเลย ถ้าในระหว่างรักษาการ เกิดมีรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งทำทุจริตคิดมิชอบเสียจนรับต่อไปไม่ได้ หรือเกิดเบื่อขี้หน้าขึ้นมานายกฯ ก็ยังมีอำนาจกราบบังคมทูลเพื่อเอาออกจากตำแหน่งเสียได้ มิใช่หรือ
ก็ทีรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ในมาตรา 126 ชัดๆ ว่า "คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ" ยังมีรัฐมนตรีออกมาแถลงอย่างโจ่งแจ้งว่าไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ แล้วพอมาตรา 181 บัญญัติว่า "คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่ง ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป" ถึงกับจะยอมผูกมัดจนแปลไปว่าลาออกก็ไม่ได้ทีเดียวหรือ”นายมีชัยระบุ.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น