เลิกเคอร์ฟิว20จังหวัด
คสช.เดินหน้าตามแผนโรดแม็พแก้ปัญหาชาติ หึ่ง! "ประยุทธ์" เบรกเซ็นตั้งคณะทำงานที่ปรึกษา ฉุน "หม่อมอุ๋ย-อนุพงษ์" ชงชื่อ "บรรพต-บิ๊กปตท.-เสธ.ไอซ์" คนสายทักษิณร่วมทีม แย้มผุด 150 อรหันต์นั่งสภาปฏิรูป มีอำนาจล้น เลือกกรรมการยกร่าง รธน.เต็มที่ "วรเจตน์" อ้างป่วยส่งเมียเข้ารายงานตัว ศาลยกคำร้อง "ฉลาด" ฟ้อง "บิ๊กตู่" กับพวกเป็นกบฏ
เมื่อวันอังคาร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประชุมร่วมกับ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) ในฐานะรองหัวหน้า คสช. กำกับดูแลงานฝ่ายความมั่นคงและต่างประเทศ, พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ในฐานะรองหัวหน้า คสช. กำกับดูแลฝ่ายสังคมจิตวิทยา, พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ในฐานะรองหัวหน้า คสช. กำกับฝ่ายเศรษฐกิจ และคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง หลังจากที่แต่ละฝ่ายได้ร่วมหารือกับหน่วยงานและข้าราชการของแต่ละกระทรวง
มีรายงานว่า ในที่ประชุมมีการนำรายละเอียดที่แต่ละฝ่ายได้รับมอบหมายไปดำเนินการ มารายงานและวางแนวทางการแก้ไขและทำตามนโยบายที่วางไว้เพื่อช่วยเหลือประชาชน เช่น การสร้างความเข้าใจกับต่างประเทศ ภาคธุรกิจ การช่วยเหลือชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน รวมไปถึงการดำเนินการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ โดยการประชุมคณะ คสช.จะมีทุกวันอังคาร เพื่อวางกรอบและแผนการทำงานต่อไป
จากนั้น พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก ฝ่ายยุทธการ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ผอ.ศปป.) เป็นประธานการประชุมเพื่อขับเคลื่อนการปฏิบัติงานของ ศปป. เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง เสริมสร้างความสามัคคี ปรองดองสมานฉันท์ และคืนความสุขให้กับคนไทยทั้งชาติ โดยมีส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้า 20 หน่วยงานเข้าร่วม
พล.ท.กัมปนาทแถลงหลังการหารือว่า ทุกภาคส่วน กระทรวง ทบวง กรม ภาคประชาชนที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยมีการซักซ้อมเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันในการเดินหน้าในการขับเคลื่อนการปรองดองสมานฉันท์และการปฏิรูป
"ผมได้นำเจตนารมณ์ของหัวหน้า คสช.มาชี้แจงให้ทุกภาคส่วนได้เข้าใจในรายละเอียด ซึ่งในช่วง 2 เดือน เป็นระยะเร่งด่วนในการสร้างบรรยากาศสภาพแวดล้อมให้เกื้อกูลในการที่จะเปลี่ยนไปสู่ช่วงระยะที่ 2 ซึ่งหัวหน้า คสช.ได้วางโรดแม็พของ คสช.ไว้แล้วว่า จะเดินอย่างไร ซึ่งเป็นหน้าที่ของ ศปป.ในการอำนวยความสะดวกด้วยการจัดเวทีให้ทุกกลุ่มทุกฝ่ายร่วมมือกันสร้างความรัก ความสามัคคี สร้างสภาวะแวดล้อมเกื้อกูลต่อกันในการปรองดองสมานฉันท์" พล.ท.กัมปนาทกล่าว
ผอ.ศปป.กล่าวว่า คสช.ไม่ใช่ผู้ขัดแย้ง เราจะไม่เอาตัวลงไปขัดแย้ง จะไม่พูดถึงเรื่องความขัดแย้ง เป็นเพียงแค่ผู้สังเกตการณ์ที่จะให้ทุกกลุ่มทุกฝ่ายหันมาพูดคุยกัน จากนั้นจะทำหน้าที่เป็นผู้นำผลการดำเนินงานทั้งหมดเสนอต่อสภาปฏิรูป
"แนวทางหรือกลยุทธ์ในการสร้างความปรองดอง ไม่ว่าจะภาคเหนือหรืออีสาน มีความแตกต่างกัน ในบางพื้นที่ใช้ดนตรี บางพื้นที่ใช้กีฬาหรือบางพื้นที่ใช้ บ้าน วัด โรงเรียน วัฒนธรรม ขนมธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องแต่ละพื้นที่เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่ายมาร่วมกิจกรรมกัน ขณะนี้ถือว่าสิ่งที่ได้ทำมาทั้งหมดก้าวหน้าไประดับหนึ่ง ทุกคนก็น่าจะดีใจ เพราะเป็นการคืนความสุขให้พี่น้องประชาชน จากคนที่ไม่เคยมาฟังดนตรี ก็มานั่งคุยนั่งฟังดนตรีด้วยกัน ถือว่าประสบความสำเร็จเพื่อนำไปสู่ขั้นที่ 2" ผอ.ศปป.กล่าว
หึ่ง 'ตู่' เบรกชื่อทีมที่ปรึกษา
พ.อ.บรรพต พูลเพียร โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กล่าวว่า บรรยากาศการปรองดองสมานฉันท์เป็นการเสริมความเชื่อมั่น สร้างภาพลักษณ์ให้กับการท่องเที่ยว รวมถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือเพิ่มความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภค แต่ละกระทรวงยังไม่ได้รายงานปัญหาในการดำเนินการเข้ามา แต่ได้ชี้แจงในที่ประชุมแนวความคิดของแต่ละกระทรวงในระยะแรกที่ได้เตรียมเอาไว้ และคิดว่าเป็นไปได้เพื่อนำมาเสนอและบูรณาการกับทางจังหวัดเป็นหลักเพื่อขับเคลื่อนไปด้วยกัน
"ผอ.ศปป.ขอให้ทุกคนมีความจริงใจดำเนินการและจะทำอย่างไรให้ทุกอย่างมีต่อเนื่องอย่างยั่งยืนต่อไป ส่วนการประชุมครั้งต่อไป จะนัดหมายเมื่อมีการคืบหน้าของการดำเนินการ นอกจากนี้จะมีการจัดชุดประเมินผลลงไปตรวจสอบทัศนคติและท่าทีของทุกจังหวัดที่ได้มีการรายงานเข้ามา ว่าพื้นที่ได้มีความคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งไปได้แล้วบ้าง แต่ทุกจังหวัดก็จะยังดำเนินการโครงการนี้ต่อไป" โฆษก กอ.รมน.กล่าว
มีรายงานความคืบหน้าการแต่งตั้งคณะทำงานของทีมที่ปรึกษาในแต่ละด้านของ คสช.ว่า ขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์ยังไม่ลงนามตั้งคณะทำงานของทีมที่ปรึกษาในแต่ละด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ ด้านกฎหมาย ด้านความมั่นคง ด้านต่างประเทศ เพราะพล.อ.ประยุทธ์ไม่เห็นด้วยกับรายชื่อบางรายชื่อ โดยเฉพาะรายชื่อคณะทำงานด้านเศรษฐกิจที่มี ม.ร.ว ปรีดิยาธร เทวกุล เป็นประธาน เสนอชื่อนายบรรพต หงส์ทอง อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ และนายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ผู้บริหาร ปตท. ร่วมอยู่
"พล.อ.ประยุทธ์ได้ขีดเส้นใต้ถามถึง 2 คนนี้เลยว่า คนเสนอให้แต่งตั้งไม่รู้เลยหรือว่าเป็นใคร รวมทั้งในฝ่ายความมั่นคง ที่มี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีต ผบ.ทบ.เป็นประธาน ได้เสนอชื่อ พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต หรือเสธ.ไอซ์ เพื่อนเตรียมทหารรุ่น 10 ที่ปรึกษาในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ พล.อ.ประยุทธ์ก็ขีดเส้นใต้ถามว่าเสนอมาได้อย่างไร และให้กลับไปทบทวนใหม่ ซึ่งปัญหาดังกล่าวส่งผลให้การแต่งตั้งคณะทำงานด้านต่างๆ เช่น ด้านกฎหมาย ด้านต่างประเทศ ก็ชะงักไปหมดด้วย" แหล่งข่าวจาก คสช.ระบุ
มีรายงานด้วยว่า ในส่วนการร่างธรรมนูญชั่วคราว แม้คณะทำงาน คสช.ร่างเสร็จแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาคณะพิเศษไปดูแลและปรับปรุงใหม่ ซึ่งประเด็นที่น่าสนใจ นอกจากในร่างจะกำหนดให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แต่ปมที่น่าสนใจคือสภาปฏิรูปประเทศ ที่ประกอบด้วยสมาชิก 150 คน มาจากการเลือกตั้งกันเองจากตัวแทนสาขาอาชีพต่างๆ
"ที่น่าสนใจคือ สภาปฏิรูปเป็นองค์กรแต่งตั้งคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ มีทั้งหมด 35 คน มาจากสภาปฏิรูป 20 คน จากคณะรัฐมนตรี 5 คน จาก สนช. 5 คน จาก คสช. 5 คน ยกร่างเสร็จแล้วเสนอให้สภาปฏิรูปเห็นชอบทั้งฉบับ และไม่มีการกำหนดให้ลงประชามติเหมือนรัฐธรรมนูญปี 2549 หากไม่เห็นชอบก็ให้ คสช.หยิบฉบับใดฉบับหนึ่งมาบังคับใช้ รวมทั้งหน้าที่ในการปฏิรูปประเทศของสภาปฏิรูปเมื่อศึกษาเสร็จต้องทำการปฏิรูป เรื่องใดบ้างก็ส่งมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการ ซึ่งการกำหนดเช่นทีมที่ปรึกษาทางกฎหมายของ คสช. มีความกังวลว่าจะทำให้การปฏิรูปประเทศเพื่อแก้วิกฤติจะไม่ประสบความสำเร็จ เช่น เรื่องที่เกี่ยวกับโครงการประชานิยม เรื่องภาษีทรัพย์สิน ภาษีมรดก ซึ่งไม่สามารถทำได้เลยในภาวะปกติ ก็อาจไม่มีการแก้ไขเลยในยุค คสช." แหล่งข่าวจาก คสช.กล่าว
พล.อ.ไตรรงค์ ซึ่งมีกระแสข่าว พล.อ.อนุพงษ์เสนอชื่ออยู่ในฝ่ายความมั่นคง คสช. ปฏิเสธไม่เคยได้รับการติดต่อจาก พล.อ.อนุพงษ์ให้มาร่วมคณะทำงานตามที่เป็นข่าว และก็ไม่ได้คุยกับ พล.อ.อนุพงษ์เลย น่าจะเป็นข่าวลือมากกว่า หลังจากเข้ารายการตัวกับ คสช.แล้วก็ออกมาใช้ชีวิตตามปกติ ไม่ได้ไปยุ่งอะไรกับใคร
'วรเจตน์' ป่วยส่งเมียพบทหาร
นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มกรีน โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า เห็น คสช.ชูธงเรื่องความสมานฉันท์ปรองดองเป็นงานหลักๆ และเห็นการขยับตัวเอาการเอางานของเหล่าทัพในเรื่องนี้ ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดง และเอาใจช่วย สนับสนุนและอยากให้ถึงปลายทางของการปรองดองและการสมานฉันท์อย่างยั่งยืนจริงๆ ในสังคมไทย
นายสุริยะใสกล่าวว่า หลายจังหวัดเริ่มต้นด้วยการจัดกิจกรรมด้วยการเอาแกนนำคู่ขัดแย้งแต่ละขั้วมาทำกิจกรรมร่วมกัน ผ่อนคลายความตึงเครียดและลดการเผชิญหน้า ซึ่งเป็นขั้นต้นของแผนปรองดอง ก่อนใส่เนื้อหาที่เข้มข้นทั้งการปรองดองและการปฏิรูปในขั้นตอนที่ 2 ต่อไป
"วิธีการดังกล่าวอาจถูกมองว่าจัดฉาก หรือเป็นจริงได้ยาก เพราะขัดแย้งกันมากว่า 10 ปี มาทำกิจกรรมร่วมกัน 10 วันแล้วจะปรองดองนั้น คงไม่มีใครเชื่อ คสช.ก็คงไม่เชื่อ เพียงแต่ถ้านี่เป็นเพียงกุศโลบายขั้นต้น ซึ่งต้องใช้เวลา ก็พอฟังได้ แต่จะไปไม่ถึงทิศหรือฝั่งที่จะไป ถ้าหาก คสช.ละเลยที่จะตีแผ่ความจริงว่า 10 ปีของความขัดแย้งแตกแยกเกิดจากอะไร หาสาเหตุให้เจอ ตีแผ่และชวนสังคมมาสรุปบทเรียนร่วมกัน ก่อนนำไปสู่การกำหนดสังคมที่พึงปรารถนาหรือสังคมที่ผ่านการปฏิรูปครั้งใหญ่ จากทุกคนในชาติร่วมกัน แยกถูกออกจากผิด ยังเป็นหลักการสำคัญของการปรองดองและเป็นหัวใจของสังคมสมานฉันท์" นายสุริยะใสกล่าว
เขากล่าวว่า หลักการนี้จะต้องไม่ถูกละเลงด้วยวิธีคิดลืมๆ กันไป มันผ่านไปแล้ว เลิกจดเลิกจำซะที อย่ามองโลกในแง่ร้ายเกินไป เพราะนั่นเป็นหนทางของ "สังคมสีเทา" มิใช่ "สังคมสีขาว" ที่เราใฝ่ฝัน การให้อภัยจะไร้ความหมาย ถ้าคนผิดยังไม่สำนึกและยอมรับผิด การสมานฉันท์ปรองดองในวันนี้ ทิศนั้นใช่แล้ว แต่ ทางยังไม่ใช่เสียทีเดียว ระวังหลงทางครับ
ด้านความเคลื่อนไหวการเข้ารายงานตัวของบุคคลตามคำสั่ง คสช. ที่หอประชุมกองทัพบก เทเวศร์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีบุคคลเดินทางเข้ารายงานตัว อาทิ นางกรรณิการ์ เทียนเงิน ได้เดินทางมารายงานตัวต่อ คสช.เป็นคนแรก ตามด้วย นายเสน่ห์ จงจิตต์, นายณัฐวุฒิ ด้วงนิล, น.ส.กรกนก ห่อมกระโทก, น.ส.ดวงใจ พวงแก้ว, นายจรัล อัมพรกลิ่นแก้ว หรือเจเจ สาธร, นายไพฑูรย์ สิงหา, นายสรานุภล กองทอง โดยเฉพาะนายสรานุภล ก่อนเข้ารายงานตัวได้ชูสัญลักษณ์ชู 3 นิ้วให้สื่อมวลชนถ่ายภาพด้วย
ขณะที่นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในกลุ่มนิติราษฎร์ ซึ่งมีรายชื่อให้เข้ารายตัวกับ คสช.ด้วยนั้นปรากฏว่านายวรเจตน์ได้ส่งนางพัชรินทร์ ภาคีรัตน์ ภรรยา เป็นตัวแทน ชี้แจงว่านายวรเจตน์ป่วย ไม่สามารถเข้ารายงานตัวด้วยตนเองได้
นายพายัพ ชินวัตร น้องชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวยี่ห้อโฟล์ค สีน้ำตาล เข้ามารายงานตัวเช่นกัน
พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก ในฐานะทีมงาน คสช. กล่าวถึงการติดตามบุคคลที่มีรายชื่อให้เข้ารายงาน แต่หลบไปอยู่ต่างประเทศว่า ตอนนี้เราให้ความสำคัญกับพื้นที่ภายใน เพียงแต่สื่อพยายามพูดถึงผู้ที่เข้าข่ายทำความผิดและอยู่ในต่างประเทศ หากจะมีเรื่องผู้ร้ายข้ามแดนจริงก็ต้องไปดูในข้อตกลงอีก และเรายังมั่นใจว่าข้อเท็จจริงที่เราทำมีน้ำหนักพอ โดยวันนี้จะเชิญผู้ที่อยู่ในประเทศมาควบคุมในพื้นที่พิเศษก่อน ซึ่งเมื่อมีการทำความเข้าใจแล้วหลังจากนั้นก็เป็นเรื่องของตำรวจที่จะตั้งข้อกล่าวหา หากเชื่อว่ามีความผิด
ถามถึงกรณีหนังสือพิมพ์ภาษานอร์เวย์ นำเสนอคำให้สัมภาษณ์ของ ทอร์ ออดแลนด์ หัวหน้าฝ่ายสื่อสารของเทเลนอร์ เอเชีย ยอมรับเมื่อวันที่ 28 พ.ค. เทเลนอร์ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของดีแทค ได้รับคำสั่งจาก คสช.ให้ปิดกั้นการเข้าถึงเฟซบุ๊กในประเทศไทยเป็นเวลา 1 ชั่วโมงจริงหรือไม่ พ.อ.วินธัยกล่าวว่า เรื่องนี้ขอปฏิเสธ เป็นเพียงข้อมูลผ่านสื่อ และได้มีการชี้แจงไปแล้ว
ศาลไม่รับ 'ฉลาด' ฟ้อง คสช.
ที่กองบังคับการปราบปราม พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รอง ผบก.ป. พร้อมเจ้าหน้าที่ทหาร ควบคุมตัวนายเยี่ยมยอด ศรีมันตะ ประธานสมาพันธ์ประชาชนรักประชาธิปไตย 20 จังหวัดภาคอีสาน และนายชัยนรินทร์ กุหลาบอ่ำ นักจัดรายการสถานีดาวเทียมช่องเอเชียอัพเดท ซึ่งเคลื่อนไหวต่อต้านการยึดอำนาจของ คสช. ส่งไปยังศาลทหารกรุงเทพ เพื่อขออำนาจฝากขังเป็นเวลา 12 วัน หลังจากกักตัวไว้ที่ห้องขัง บก.ป.จนครบกำหนด 7 วัน ตาม พ.ร.บ.กฎอัยการศึก
มีรายงานว่า ขณะนี้ยังคงมีผู้ที่เคลื่อนไหวต่อต้าน คสช.ถูกกักตัวไว้ที่ บก.ป.รวม 31 ราย โดยทางทหารได้ทยอยสอบปากคำแต่ละราย ก่อนจะพิจารณาว่าจะดำเนินคดีหรือปล่อยตัว โดยการพิจารณาจะขึ้นอยู่กับทางทหารที่จะใช้ดุลพินิจ ก่อนทำหนังสือมายังพนักงานสอบสวนต่อไป
ช่วงค่ำ คสช.ออกคำสั่งที่ 60/2557 ยกเลิกการออกนอกเคหสถานในพื้นที่ 20 จัหวัด ประกอบด้วย จ.กาญจนบุรี จ.ราชบุรี อ.เขาย้อย อ.หนองหญ้าปล้อง อ.ท่ายาง อ.บ้านลาด อ.บ้านแหลม อ.แก่งกระจาน อ.เมือง เพชรบุรี ระยอง จันทบุรี อ.คลองใหญ่ อ.เขาสมิง อ.บ่อไร่ อ.แหลมงอบ อ.เกาะกูด และ อ.เมือง ตราด นครพนม สกลนคร ร้อยเอ็ด เลย สุรินทร์ ตาก สุโขทัย แม่ฮ่องสอน อุตรดิตถ์ แพร่ น่าน อ.สะเดา อ.เมือง สงขลา ตรัง และสตูล
นอกจากนี้ ยังได้ประกาศขยายระยะเวลาคืนอาวุธสงครามออกไปจนถึงวันที่ 25 มิถุนายน 2557 หากฝ่าฝืนมีโทษระวางจำคุก 2-20 ปี
วันเดียวกัน นายสิงห์ทอง บัวชุม อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ออกมาอ้างว่า ช่วงบ่ายวันที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีนายทหารหลายสิบนายพร้อมอาวุธครบมือ บุกไปมาเชิญตัวตนถึงบ้านพัก ทำการตรวจค้นอย่างละเอียด ลิ้นชัก ตู้เสื้อผ้า ทุกห้องถูกรื้อค้นหมด ทั้งที่ไม่เคยประกาศให้ไปรายงานตัว จากนั้นได้พาขึ้นรถพาไปกองพันทหารช่างที่ 1 รักษาพระองค์ เพื่อสอบถามเรื่องต่างๆ และได้พามาส่งถึงบ้านพักในช่วงค่ำวันเดียวกัน
นายสิงห์ทองกล่าวว่า จากนั้นช่วงเช้าวันที่ 10 มิ.ย. มีตำรวจ ทหารนอกเครื่องแบบมาเชิญไปยังค่ายทหารอีกครั้ง จนได้ไปพบกับ พ.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผบ.ร.11 รอ. ได้ระบุเลยว่า หากได้พูดคุยกับสื่อมวลชน ขอให้ไปบอกเลยว่า พ.อ.ทรงวิทย์ขอโทษการกระทำของทหารที่บุกจู่โจมไปถึงบ้านพักวันที่ 9 มิ.ย. ซึ่งภาพและข่าวที่ออกไปดูรุนแรงเกินเหตุ เลยอยากขอโทษตนและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ
ที่ศาลอาญา เรืออากาศตรีฉลาด วรฉัตร เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์, พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.สส., พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผบ.ทร., พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ., พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร., พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รอง ผบ.ทบ. , พล.อ.จิระ โกมุทพงศ์ เจ้ากรมพระธรรมนูญ, นายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกระทรวงกลาโหม กับพวก รวม 27 คน เป็นจำเลยที่ 1-27 ในความผิดฐานกบฏ เป็นผู้สนับสนุนกระทำความผิด และดูหมิ่นอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, 113, 83 และ 86
โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 20 พ.ค.57 ถึงวันฟ้องต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 1-6 ร่วมกันประกาศกฎอัยการศึก และประกาศปฏิวัติโดยมิชอบตั้งตนเป็นรัฏฐาธิปัตย์มีอำนาจสูงสุด โดยไม่ผ่านการเลือกตั้ง ซึ่งอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ส่วนจำเลยที่ 7-27 ให้การสนับสนุนจำเลยที่ 1-6 ในการกระทำผิดที่ร้ายแรง ด้วยการรับรองการประกาศกฎอัยการศึกและการปฏิวัติยึดอำนาจของปวงชนชาวไทย
ศาลรับคำฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.1591/2557 ก่อนจะพิจารณาว่าคดีมีมูลหรือไม่ต่อไป
กระทั่งเวลา 15.00 น. ศาลได้มีคำสั่งในคดีระบุ ศาลอาญาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าเมื่อระหว่างวันที่ 27 พ.ค.57 จนถึงวันฟ้องต่อเนื่องกัน ตามคำฟ้องแสดงให้เห็นว่า การเริ่มต้นแห่งการกระทำความผิด ได้เกิดขึ้นก่อนที่ คสช.จะเข้ามาควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศ คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม แม้มีการกระทำความต่อเนื่องกันมา หลังจากนั้นก็ไม่ทำให้คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ดังนั้น ศาลอาญาจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ แต่เมื่อความผิดตามฟ้องเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ถือได้ว่าเป็นความผิดต่อรัฐโดยตรง รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิด แม้โจทก์จะอ้างว่าได้รับความเสียหายในการใช้ชีวิตอย่างปกติสุข ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพ แต่โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ดังนั้นโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องในคดีนี้ ตาม ป.วิอาญา มาตรา 28 ให้ยกฟ้อง.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น