วันพุธที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ชี้หลังเลือกตั้งเมิน‘ปฏิรูป’ ฉะ2กพ.ต่อลมหายใจแม้ว เมื่อ 18 ธ.ค.56

ชี้หลังเลือกตั้งเมิน‘ปฏิรูป’ ฉะ2กพ.ต่อลมหายใจแม้ว


วงเสวนาจุฬาฯ ฟันธง ถ้ามีการเลือกตั้งไปแล้วนักการเมืองจะไม่ยอมให้มีการปฏิรูป "สุริยะใส"  ชี้การเลือกตั้ง 2 ก.พ.คือการต่อลมหายใจของระบอบทักษิณกลับมาเป็นภัยคุกคามการปฏิรูป "ธงทอง" เล่นปาหี่ปิดห้องเสวนาหนุนเลือกตั้งผุดองค์กรปฏิรูปซื้อเวลา "ทนง" แนะ 2 ฝ่ายกำหนดกติการ่วมกันก่อนแม้ต้องเลื่อนเลือกตั้ง 1-2 เดือน 
    ที่อาคารมหิตลาธิเบศร คณะเศรษฐศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 17 ธันวาคม มีการจัดงานเสวนาวิชาการหัวข้อ "ทำไมต้องปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง" โดยมีนายสุริยะใส กตะศิลา หนึ่งในแกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.), ศ.นพ.นรินทร์ หิรัญสุทธิกุล อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พล.ต.ท.สมเกียรติ พ่วงทรัพย์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล, นายกิตติ ธนากิจอำนวย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ และ ผศ.ดร.วีระศักดิ์ เครือเทพ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เป็นวิทยากร 
    โดย ศ.นพ.นรินทร์กล่าวว่า ประเทศไทยจะต้องมีการปฏิรูปในด้านต่างๆ เช่น ด้านการเมือง ที่ผ่านมารัฐบาลอ้างว่ามาจากการเลือกตั้ง มีเสียงข้างมากในสภา แต่ต้องมองว่าการเลือกตั้งแต่ละครั้งที่ผ่านมามีความบริสุทธิ์ยุติธรรมมากน้อยเพียงใด รวมถึงความไม่ชอบธรรมของการออกกฎหมายต่างๆ เช่น การพยายามผ่านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และองค์อิสระที่ถูกคุกคามโดยนักการเมือง 
    พล.ต.ท.สมเกียรติกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจในปัจจุบันไม่เคยมีการเอาใจใส่ในเรื่องคดีความที่เกี่ยวกับการหมิ่นสถาบันเลย โดยเฉพาะในยุคที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯ ที่เป็นผู้ก่อให้เกิดความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาจนถึงทุกวันนี้ เริ่มต้นจากคำว่า 'โจรกระจอก' มาจนถึงเหตุการณ์ มัสยิดกรือเซะ และเหตุการณ์ตากใบ ดังนั้นประเทศไทยต้องตั้งต้นใหม่หลังจากที่ระบอบทักษิณได้ครอบงำประเทศไทยมาเป็นเวลานาน ขอฝากถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่าหากยังดื้อด้านที่จะให้มีการเลือกตั้งก่อนการปฏิรูปประเทศ อาจไม่มีแผ่นดินอยู่เช่นเดียวกับจอมพล ป. พิบูลสงคราม
    ด้านนายกิตติกล่าวว่า โดยส่วนตัวเป็นคนเลือกข้าง หลังจากที่ประเทศไทยกำลังจะถูกผูกขาดด้วยคนคนเดียว การผูกขาดทางการเมือง ผูกขาดทางสังคม มีการคอร์รัปชันโดยใช้เงินของประชาชนมาผูกขาดอำนาจ ยึดอำนาจจากประชาชน โดยสร้างให้เกิดเป็นรัฐแห่งความกลัว เอาไว้ข่มขู่ประชาชน  ระบอบประชานิยมคือการมอมเมาประชาชนอย่างไร้สติ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีการเลือกตั้งก่อนการปฏิรูป เพราะถ้าหากมีการเลือกตั้งไปแล้ว นักการเมืองที่ได้รับเลือกไปแล้วจะไม่ยอมให้มีการปฏิรูปอย่างแน่นอน
    ขณะที่ ผศ.ดร.วีระศักดิ์กล่าวว่า การจะเกิดการปฏิรูปขึ้นได้ ต้องมีการทำข้อตกลงร่วมกันที่เรียกว่าสัญญาประชาคม แล้วถึงจะมีการบังคับใช้รัฐธรรมนูญตามมา ถึงแม้ตัวรัฐธรรมนูญจะเป็นตัวกฎหมายแม่บทก็ตาม การที่มีคนออกมาค้านว่าการปฏิรูปไม่สามารถทำได้เพราะขัดรัฐธรรมนูญนั้น เป็นการตีความกฎหมายข้างเดียวเพื่อมุ่งผลประโยชน์ตัวเอง ถ้าเรายังเดินหน้าให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. จะเป็นการสืบทอดอำนาจต่อกันเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นคนจากพรรคใดก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็ตาม เชื่อว่าถ้าวันที่ 2 ก.พ. มีการเลือกตั้งขึ้นจริงก็จะไม่มีสัญญาประชาคมและไม่เกิดปฏิรูปการเมืองที่แท้จริงแน่นอน
    ส่วนนายสุริยะใสกล่าวว่า ข้อเสนอที่ กปปส.เสนอทั้งหมดนั้น หลีกเลี่ยงที่จะให้เกิดความรุนแรง ทั้งการเสนอรัฐธรรมนูญมาตรา 3 และ 7 อย่างในมาตรา 3 จะเห็นว่ามีอยู่ในรัฐธรรมนูญทั้ง 18 ฉบับตั้งแต่เริ่มมีรัฐธรรมนูญ แต่มาตรา 3 นี้ ก็ถูกทำให้เป็นนามธรรมไม่มีการหยิบนำมาใช้ได้จริง แต่การเคลื่อนไหวของ กปปส.ซึ่งเป็นการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่กว่าการต่อสู้ทางการเมืองทุกครั้ง มีคนออกมาหลายล้านคนในครั้งนี้จะมีผลให้มาตรา 3 เกิดเป็นรูปธรรมขึ้น และมีผลในทางปฏิบัติโดยทางออกของรัฐธรรมนูญมาตรา 3 จะอยู่ที่รัฐธรรมนูญมาตรา 7
    “ตอนนี้สถานการณ์บ้านเมืองอยู่ในภาวะพิเศษ ดูได้จากการที่รัฐบาลยุบสภา แต่ก็ยังมีมวลชนออกมามากขึ้น สังเกตได้จากยังไม่เลิก พ.ร.บ.ความมั่นคง แล้วจะให้เราเลือกตั้งทั้งที่ประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงได้อย่างไร”
    เขายังกล่าวว่า ในตอนแรกย่อมมีคนแคลงใจว่า กปปส.จะเป็นม็อบของนายสุเทพ แต่ตอนนี้คนออกมาไม่ได้สู้เพื่อสุเทพ แต่สู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูป และก็จะมีนักวิชาการที่อ้างว่าเป็นนักวิชาการหัวก้าวหน้าแต่ไม่ได้ก้าวหน้าจริง เพราะนักวิชาการก้าวหน้าย่อมไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง แต่ชอบอ้างตัวว่าเป็นนักวิชาการอิสระ ทำให้ตนสงสัยว่าเป็นอิสระจากใครเพราะพูดมาทีไรตนเห็นมีคนได้ประโยชน์ทุกที มีการเสนอว่าอย่าเอากองทัพหรือสถาบันมายุ่งเกี่ยว แต่กลับไม่เคยเสนอห้ามทักษิณมายุ่งการ
    "หากมีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.ขึ้นมาอีก ก็คือการต่อลมหายใจของระบอบทักษิณ เพราะเชื่อว่าระบอบทักษิณก็ต้องกลับมาเป็นภัยคุกคามต่อการปฏิรูปทางการเมืองและการเลือกตั้ง เชื่อว่าหากเกิดการเลือกตั้งขึ้นก่อนการปฏิรูป ก็จะมีคนอย่าง ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง ชูนโยบายเลือกพรรคเพื่อไทยเพื่อจะพาทักษิณกลับบ้านเหมือนเดิม" นายสุริยะใสกล่าว
     ขณะเดียวกัน ที่โรงแรมเดอะสุโกศล มีการเสวนาหัวข้อ "ประเทศไทยของเราจะไปทางไหน” แต่ไม่เปิดให้สื่อมวลชนเข้ารับฟัง หลังจากนั้น นายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ประชุมได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ซึ่งก็เป็นไปด้วยความเกื้อกูลเสริมสร้างกันด้วยความหวังให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งทางภาควิชาการได้มีความเห็นร่วมกันเสนอ ซึ่งได้ข้อพิจารณาว่าการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นนั้น จะเป็นการเลือกตั้งลักษณะพิเศษ เพราะจะเป็นการเลือกตั้งที่จะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศไทย เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาทั้งการเมือง เศรษฐกิจ คอร์รัปชัน และการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน 
    โดยมี 3 แนวทาง คือ 1.เพื่อให้การเลือกตั้งสามารถนำไปสู่การปฏิรูปได้อย่างแท้จริง โดยมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่จะเข้ามาเสริมงานของ กกต.ให้กระบวนการการเลือกตั้ง ตั้งแต่การหาเสียง มีค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งทั้งหมด เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม 2.ประชาชนอยากเห็นพรรคการเมืองที่จะลงสนามการเลือกตั้งได้แสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่า หลังจากการเลือกตั้งจะต้องมีรัฐบาลเพื่อการปฏิรูป ในส่วนนี้ต้องช่วยกันเรียกร้องให้พรรคการเมืองช่วยกันคิด และช่วยนำเสนอว่ารัฐบาลเพื่อการปฏิรูปจะมีเงื่อนไขใดบ้าง และจะทำอะไรหรือไม่ทำอะไร และ 3.จะต้องมีองค์กรเพื่อการปฏิรูปด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่สังคมไทยจะต้องช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรให้องค์กรดังกล่าวเป็นที่วางใจของประชาชน ว่าไม่มีผลประโยชน์ทางการเมืองกลุ่มใดโดยเฉพาะ และที่สำคัญจะต้องไม่ทำหน้าที่ขัดแย้งกับกลไกในระบอบประชาธิปไตยด้วย
     ผู้สื่อข่าวถามว่า จะทำอย่างไรให้ 3 ข้อนำไปให้ประชาชนได้แสดงความเห็นอย่างจริงจัง นายธงทอง กล่าวว่า ต้องช่วยกันสื่อสารออกไปสู่สาธารณชน ประเทศไทยไม่สามารถผูกขาดได้ด้วยคนจำนวนใดจำนวนหนึ่ง 
    ส่วนที่ กปปส.ระบุว่าเวทีนี้เหมือนมีการตั้งธงไว้ ลองไปสัมภาษณ์ อ.เจษฎ์ โทณะวณิก ซึ่งก็ไม่ได้เห็นด้วยทุกอย่าง ซึ่งเราก็ได้เชิญ กปปส.ทุกครั้ง 
     นายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักกฎหมายอิสระ กล่าวว่า ข้อเสนอของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. เป็นข้อเสนอที่ทุกคนเห็นตรงกัน แต่สิ่งที่เห็นต่างคือวิธีการโดยเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายได้อย่างไร ตนจึงเสนอสูตรที่เป็นกลาง คือให้พรรคการเมืองมีการลงสัตยาบันกันเลยว่าให้เว้นการประชานิยมไป 1-2 ปี และเลือกตั้งได้รัฐบาลมาแล้วให้ดำเนินการปฏิรูปประเทศภายใน 1-2 ปี ให้มีสภาประชาชน มีสภาปฏิรูป มี ส.ส.ร. จากนั้นให้ยุบสภา ก็จะเป็นการตอบโจทย์ว่าไม่ใช่เข้ามาเพื่อครองอำนาจ หรือเพื่อใช้นโยบายประชานิยม
     นายเจษฎ์ โทณะวณิก รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิยาลัยสยาม กล่าวว่า ภายหลังรัฐบาลประกาศยุบสภา โดยใช้อำนาจตามมาตรา 108 ที่ทาง กกต.กำหนดวันเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.2557 แต่เมื่อสถานการณ์ในขณะนี้ ที่ทุกฝ่ายต้องยอมรับว่ายังมีกลุ่มคนที่คัดค้านการเลือกตั้งอยู่ ก็มีอีก 1 ทางเลือก ที่จะขยายกรอบเวลาการเลือกตั้งโดยใช้มาตรา 187 ตามรัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติแบบกว้างๆ ว่า พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการตราพระราชกฤษฎีกาโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย และไม่ได้ขัดกับมาตรา 108 หรือเราจะเอาการเลือกตั้งที่สุดท้ายแล้ว ความขัดแย้งเดิมๆ ก็จะวนเวียนกลับมาอีก
      "อย่างในภาพยนตร์ หากมีโจรเล็ดลอดอยู่ในสังคม ก็ต้องมีการกำจัดโจรคนนั้นออกไปเสียก่อน ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองเราจะมีปัญหาซ้ำซาก แม้วันนี้ในประเทศไทยเรายังไม่มีโจร แต่ยังมีปัญหาให้รอแก้ไข ถ้ายังไม่แก้ไขสักวันหนึ่งประเทศไทยจะเต็มไปด้วยโจร แล้วประเทศจะเกิดวิกฤติรุนแรง" นายเจษฎ์ระบุ
    นายทนง พิทยะ อดีต รมว.การคลัง เปิดเผยถึงทางออกของประเทศไทยจากปัญหาการเมืองในขณะนี้ว่า ต้องมีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมกัน เพื่อกำหนดกติกาหรือหลักเกณฑ์ในการปฏิรูปการเมืองที่ทั้ง 2 ฝ่าย คือฝ่ายรัฐบาลและ กปปส.ยอมรับได้ แม้ว่าอาจจะต้องมีการเลื่อนการเลือกออกไปตั้งอย่างน้อย 1-2 เดือน ซึ่งกติกาดังกล่าวต้องมีแนวทางในการแก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง และเพื่อแกปัญหา ส.ส.ที่ไม่พึงปรารถนาเข้ามาบริหารประเทศ แต่ไม่เห็นด้วยหากจะเลื่อนการเลือกตั้งไปยาวนานถึง 12-18 เดือนตามที่ กปปส.เสนอ เพราะจะทำให้เกิดสุญญากาศในการบริหารประเทศ และนักลงทุนจะขาดความเชื่อมั่น
    "นักลงทุนส่วนใหญ่กำลังจับตามองการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันในไทย โดยเฉพาะการแก้ไขกฎระเบียบต่างๆ ที่เป็นอุปสรรค ดังนั้นรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศจะต้องแก้ไขสิ่งเหล่านี้ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับมา" นายทนงกล่าว.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น