วันอังคาร ที่ 17 ธันวาคม 2556
ทหารเป็นองค์กรขนาดใหญ่ แม้จะมีค่านิยมที่คล้ายคลึงกันในเรื่อง การรัก ชาติ, ศาสน์, กษัตริย์ แต่เนื่องจากมีสมาชิกองค์กรมากกว่า ๔ แสนคน ดังนั้นบุคลากรในองค์กรจึงมีแนวความคิดทางการเมืองที่แตกต่างกันออกไปตามสภาพแวดล้อมที่ตนสังกัดอยู่ เช่น ทหารเรือ, ทหารอากาศจะรู้เรื่องการเมืองเท่าที่จำเป็น ส่วนทหารบกรู้มากกว่า เพราะต้องลงไปสัมผัสและเกี่ยวข้องกับบุคคลในแวดวงของการเมืองตามพื้นที่ต่างๆ อยู่เป็นประจำ นอกจากนั้น ในระดับนายทหาร จะจบการศึกษาในระดับปริญญาโททางด้านสัมคมศึกษาเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งต้องผ่านการเรียนรู้และพูดคุยปัญหาทางการเมืองในชั้นเรียนมาแล้วในระดับหนึ่ง ดังนั้น “การเมืองจึงเป็นเรื่องที่ไม่ไกลตัวทหารสักเท่าไร” อย่างไรก็ตามไม่ว่าทหารจะมีแนวคิดทางการเมืองแตกต่างกันอย่างไร แต่ทหารทุกคนจะต้องมีความผูกพันกับแนวคิดสำคัญที่ได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่เริ่มเข้ารับราชการเป็นทหารว่า“การเมือง ต้องมีความสำคัญน้อยกว่าความมั่นคงของชาติ” ความมั่นคงแห่งชาติไทย คงไม่มีอะไรมากมาย เท่ากับของสหรัฐฯ แต่ก็ยังมีหลากหลายมิติ ซึ่งสรุปได้เป็นองค์ประกอบสำคัญอยู่ที่ (๑) รัฐต้องบังคับใช้กฎหมายต่อประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน, (๒) รัฐต้องไม่ทุจริต, (๓) ทุกองค์กรที่สังกัดรัฐต้องทำตามหน้าที่ของตนให้ครบถ้วน และ(๔) องค์ประกอบสำคัญที่สุดคือการให้ความเคารพต่อพระมหากษัตริย์ซึ่งทรงเป็นจอมทัพไทย จากอุดมคติดังกล่าวจึงทำให้ทหารแตกต่างกว่าตำรวจและข้าราชการมหาดไทยที่ต้องทำงานรับใช้รัฐบาลตามหน้าที่ แต่ทหารเป็นเครื่องมือของชาติ มีหน้าที่หลักไว้ใช้ สำหรับการป้องกันประเทศ จึงไม่ใช่เครื่องมือของรัฐบาลโดยตรง ดังนั้นทหารจึงต้องสนับสนุนรัฐบาลเท่าที่ตนเองมีหน้าที่ และหน้าที่นั้น จะต้องถูกตามกฎหมายด้วย ทหารถึงจะลงไปทำให้รัฐบาล ซึ่งก็มีหน่วยงานอีกหลายแห่งที่ไม่ใช่เครื่องมือของรัฐบาลในลักษณะที่คล้ายคลึงกับทหาร เช่น ศาล, องค์กรอิสระต่างๆ ซึ่งหน่วยงานเหล่านี้มักจะมีทิศทางการทำงานเข้ามาปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนมากกว่าผลประโยชน์ของรัฐบาล สรุป. ทหารดียังมีมากกว่าทหารขี้ข้ามากมายนัก และลักษณะที่ทหารดีต้องมี ประกอบไปด้วย ๑. ต้องเห็นอิทธิพลทางการเมืองสำคัญน้อยกว่าเรื่องของประเทศชาติ ถ้าการเมืองผิด ต้องตักเตือน ถ้าผิดมาก ต้องออกมายุติบทบาททางของกลุ่มการเมืองดังกล่าว เช่น กรณีรัฐบาลทุจริตอย่างชัดเจน ทหารต้องออกมาให้ห่างรัฐบาล ไม่เช่นนั้นก็เท่ากับทหารสนับสนุนการทุจริตด้วย ๒. ประชาชนที่ต่อสู้ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรกับรัฐบาล แต่อยู่ในแนวทางสันติ ทหารดีต้องออกมาปกป้อง โดยเอากฎหมายมาจับดูว่าใครถูก ก็สนับสนุน ใครผิด ก็ไม่ช่วยแค่นั้น(เช่น กรณีเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อปี ๕๒-๕๓ เมื่อศาลได้ระบุว่าเป็นการชุมนุมโดยผิดกฎหมาย ทหารจึงออกมาทำหน้าที่ช่วยเหลือรัฐบาล ซึ่งไม่ใช่การปกป้องรัฐบาล แต่เป็นการเข้ามาทำหน้าที่รักษาความสงบของชาติ) ๓. พิทักษ์ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างจริงจัง ไม่คบหาสมาคมกับคนพวกที่เคลื่อนไหวกระทบต่อสถาบันฯ เมื่อมาดูสถานการณ์ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่า เกิดเหตุการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติมากมาย ทั้งเรื่องการทุจริตของรัฐบาล, การล่วงละเมิดสถาบันฯ, การไม่เคารพกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งถือว่า รัฐบาล มีความผิดครบถ้วนแล้วทุกประการ ดังนั้นทหารที่ดีจึงต้องออกมาให้ห่างจากรัฐบาล และพร้อมที่จะเข้าไปช่วยเหลือประชาชน แต่การออกมาของทหารนั้นต้องมีขั้นตอนอยู่บ้าง เพราะทหารเป็นองค์กรที่ใช้อาวุธเป็นเครื่องมือในการปฏิบัติงาน จึงจำเป็นต้องรอเวลาที่เหมาะสม ซึ่งเวลาที่เหมาะสมนั้น อาจจะมาถึงในไม่ช้าครับดังนั้นประชาชนต้องรอดูต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง รอดูแต่ทหารที่ดีครับว่าจะมีท่าทีอย่างไร ส่วนทหารที่เป็นขี้ข้ารัฐบาลนั้นก็เห็นได้ชัดเจนอยู่แล้ว ว่าใครบ้างที่เสนอหน้าออกมา ไม่ต้องรอดู ออกไปด่ากันได้เลยครับ วันนี้ เงื่อนไขที่ทหารดี จะต้องออกมาสนับสนุน ประชาชนนั้นก็ เกือบครบถ้วนแล้ว เพียงรอดูฤกษ์ยาม และรอเวลาให้เงื่อนไข ครบถ้วน อีกนิดเดียว ทหารก็จะออกมา ส่วนเงื่อนไขนั้นมีเพียง2-3เรื่องเท่านั้น เรื่องหนึ่ง คือ เรื่องที่พรรค ปชป.ไม่ยอมลงรับสมัครเลือกตั้ง ซึ่ง ถ้าเป็นความจริง ก็เท่ากับ พรรค ปชป.ออกมายืนยันถึงความผิดของรัฐบาล อีกครั้งหนึ่ง แค่นี้ ทหารก็จะก้าวมายืนข้างประชาชน ด้วยเท้าข้างหนึ่งทันที ประเด็นที่สองที่จะทำให้ทหารก้าวออกมา 2 เแต่กลับยังยืนไม่เต็มที่นั้น บอกไม่ได้ครับ ผิดมารยาท แต่จะเกิดขึ้นในปลายเดือนนี้ เป็นข่าวดีรับปีใหม่ เลยครับ พวกเราก็มีหน้าที่สนับสนุน ให้ กปปส.ยังแข็งแกร่งอยู่ด้วยกำลังมวลชน ให้มากที่สุดเท่าที่พวกเราจะออกมา ชุมนุมกันได้ แค่นั้น คุณ ยิ่งลักษณ์ ก็จะลาออกไปเอง แต่ถ้าเราชุมนุมไม่เข็มแข็ง เพราะ เซ็ง ท้อ ละก็ ผีก็อาจมีโอกาศฟื้นลุกขึ้นจากหลุมได้ เพราะเงื่อนไขสุดท้าย ที่ทหารจะเลือกข้างนั้นอยู่ที่พวกเราเองครับ ถ้าพวกเราเข็มแข็งจริงๆแล้ว อย่าว่าแต่ทหารจะออกมายืนเต็ม 2เท้าเลยครับ ตำรวจก็จะตามมาด้วย สุดท้ายผมเคยพูดไว้หลายครั้งตามที่ต่างๆ โดยเฉพาะในงานระลึก พล.อ.ร่มเกล้าฯ ที่อนุสรณ์สถาน 14ตุลา ในปีนี้ว่า "ทหารนั้น จะมีศักดิ์ศรี เป็นที่ยอมรับของใครต่อใครได้ นั้น ต้องมีพื้นฐานมาจากการยอมรับนับถือ ของประชาชน เท่านั้น ถ้าประชาชนไม่ยอมรับ ทหารคนนั้นก็จะหมด เกียรติยศ ไร้ศักดิ์ศรีไปเอง ไม่มีใครเคารพนับถือ หรือเกรงใจอีกต่อไป มีสภาพแค่ขี้ข้าคนหนึ่งเท่านั้นเอง" ผมเชื่อว่ามีคนตัดเรื่องที่ผมเขียนเอาไปให้ผู้ใหญ่ทางทหารอ่านเป็นประจำ อ่านแล้วก็ลองเอาไปคิดดูกันเอง เพราะถ้าขาดศักดิ์ศรีแล้ว ทหารคนไหนก็ตามมีเงินมากแค่ไหน ก็ตายทั้งเป็นครับ เพราะทหารทุกคนถูกสอนมาให้อยู่อย่างมีศักดิ์ศรีมาตั้งแต่เข้ารับราชการ ถ้ามาเสียเอาตอนแก่นี่ จะอยู่อย่างทรมานไปจนสื้นชีวิตเลย มาถึงขนาดนี้แล้ว ประชาชนไม่ถอยแล้วครับ ไม่สนใจเรื่องปีใหม่ปีเก่าอะไรแล้ว พวกเขาจะออกมาสู้จนหมดประเทศในที่สุด อย่าลืมว่า ประชาชนก็มีศักดิ์ศรีของตัวเองเหมือนกัน |
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น