ไปให้พ้นระบบลากตั้ง
มีสัญญาณที่น่าสนใจจากฟากฝั่งของราชการ ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤติทางการเมืองของประเทศนี้ แม้จะมีการประกาศการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 ก.พ. 2557 เพื่อหาทางออกทางการเมืองของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ซึ่งขณะนี้มีข้อกังขาว่า จะสามารถแก้ไขสถานการณ์วิกฤติทางการเมืองของประเทศได้ถูกทาง หรือจะนำไปสู่การปฏิรูปยกเครื่องการเมืองของประเทศได้แท้จริงหรือไม่
โดยล่าสุด มีสัญญาณที่น่าสนใจของข้าราชการ ที่ก่อนหน้านี้กลุ่ม กปปส.ได้มีการเรียกร้องให้บรรดาข้าราชการปฏิเสธการทำงานรับใช้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยมีการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า เกี่ยวกับการปฏิบัติราชการของทุกกระทรวง ทบวง กรม ในสถานการณ์ปัจจุบัน นำโดยหน่วยงานสำคัญๆ อย่างนายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, นายอําพน กิตติอําพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี และนายชูเกียรติ รัตนชัยชาญ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นแกนหลักในการประชุมนัดนี้
ทั้งนี้ ในสาระสำคัญ โดยที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันเกี่ยวกับสถานการณ์ของบ้านเมือง ด้วยความกังวลห่วงใย ดังต่อไปนี้ 1.ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นระบอบการปกครองที่เหมาะสมที่สุดสำหรับประเทศไทย
2.ท่ามกลางความขัดแย้ง ข้าราชการทุกคนซึ่งล้วนเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตั้งใจมั่นที่จะทำหน้าที่ในความรับผิดชอบจนเต็มกำลัง เช่นเดียวกับที่ได้ยึดถือปฏิบัติเสมอมา โดยน้อมนำพระบรมราโชวาทในการเป็นข้าราชการที่ดีมาเป็นแนวทาง ยึดมั่นในผลประโยชน์ของแผ่นดิน และความถูกต้องเป็นธรรม ด้วยความสุจริตเที่ยงตรง
3.อย่างไรก็ดี การแก้ปัญหาความขัดแย้งเวลานี้ ไม่อาจสำเร็จได้ด้วยการเลือกตั้งแต่เพียงลำพัง ที่ประชุมเห็นว่า ควรมีการหารือร่วมกันระหว่างทุกฝ่ายในความขัดแย้ง บนพื้นฐานของสันติวิธีก่อนการเลือกตั้ง เพื่อแสวงหาสัญญาประชาคมว่า ในอนาคตจะมีแนวทางการปฏิรูปประเทศไทยที่เป็นรูปธรรมอย่างไร เพื่อการแก้ปัญหาในระยะยาวอย่างยั่งยืน
นัยที่น่าสนใจแห่งบรรดาข้าราชการของแผ่นดิน ซึ่งเป็นขั้วอำนาจชี้ชัดการต่อสู้ที่สำคัญครั้งนี้ระหว่างกลุ่มประชาชนกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ฉายภาพที่ชัดเจนของทางออกทางการเมืองขณะนี้ได้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม นั้นคือ การแสวงหาสัญญาประชาคม และการร่วมหารือกันของทุกฝ่ายในความขัดแย้งก่อนการเลือกตั้ง
สัญญาประชาคมที่ทุกฝ่ายต้องเข้ามาร่วมพูดคุยกัน เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปประเทศอย่างเป็นรูปธรรมบนสันติวิถี เพื่อหลีกเลี่ยงความสุ่มเสี่ยงของความขัดแย้งที่จะเกิดความรุนแรง และนำพาประเทศลงหุบเหว อันเกิดจากวิกฤติทางการเมืองที่ไร้แสงสว่างในการหาทางออก ในการช่วงชิงชัยชนะของขั้วอำนาจ โดยเฉพาะสงครามแย่งชิงมวลชน และอันตรายของการเผชิญหน้าที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้
ปรากฏการณ์การตื่นรู้และตื่นตัวของประชาชนที่ลุกขึ้นมา ด้วยการตระหนักถึงสิทธิในการลุกขึ้นสู้กับรัฐบาลที่ปกครองโดยมิชอบ ถือเป็นพัฒนาการด้านประชาธิปไตยที่สำคัญก้าวหนึ่งในสังคมของพลเมืองไทย และก้าวที่สำคัญนี้ควรต่อยอดไปสู่บรรยากาศการปฏิรูป หรือการสร้างสัญญาประชาคม สรรหาฉันทมติในการหาทางออกร่วมกัน เพื่อที่จะเดินไปสู่รูปธรรมที่ชัดเจนของการแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ไม่ปกติของบ้านเมืองขณะนี้ และวางรากฐานที่สำคัญต่อไปในอนาคตของประเทศ
อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครปฏิเสธเจตจำนงการเลือกตั้งในการเดินหน้าปฏิรูปการเมือง เพราะนั้นคือ เสรีภาพขั้นพื้นฐานที่พลเมืองไทยจักต้องมีภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่การเลือกตั้งต้องไปให้พ้นการถูกจองจำอยู่ภายใต้ระบบการลากตั้ง ที่ท้ายสุดแล้วคงหนีไม่พ้นวงจรอุบาทว์ได้นักการเมืองฉ้อฉล โกงกินบ้านเมืองมาปกครองบ้านเมือง ด้วยกลไกการเลือกตั้งแบบเดิมๆ
ที่ผ่านมา ชาวบ้านถูกยัดเยียด ส.ส.ที่ได้มาจากการคัดสรรมาแล้วของกลุ่มทุน หรือนักธุรกิจการเมือง ภายใต้ระบบพรรคการเมืองต่างๆ ให้ชาวบ้านเลือก และกลายเป็นประชาธิปไตย 4 วินาทีในคูหาเลือกตั้ง ตัวแทนแท้จริงของชาวบ้านที่เป็นนักการเมืองของประชาชน หามีอยู่ไม่
ภายใต้การเมืองที่ถูกกุมบังเหียนโดยทักษิณ ชินวัตร มาเกือบสิบปี การลุกขึ้นสู้ของประชาชนเต็มท้องถนนในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ประเทศไทยยังไม่หมดหวัง บนเส้นทางของการก้าวเดินไปสู่การปฏิรูปการเมืองอย่างแท้จริง และวันนี้พลังประชาชนหาได้สูญเปล่าไม่.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น