วันพฤหัสบดี ที่ 12 ธันวาคม 2556
พลังของพลเมืองไทยที่ร่วมกันแสดงออกถึงเจตนารมณ์ “ขจัดระบอบทักษิณให้สิ้นแผ่นดินไทย” ช่างมีพลานุภาพ ยิ่งใหญ่ ตระการตา และมีคุณภาพอย่างแท้จริง 1) ฝ่ายรัฐบาล สื่อขี้ข้า และบรรดานักวิชาการแอ๊บแดง ต่างออกมาปรามาส แสดงความเห็นเพื่อพยายามบั่นทอนกระแสของมวลมหาประชาชน โดยบอกว่า ประชาชนไม่เอาด้วยแล้ว กระแสตกแล้ว มีคนเหลือไม่มากแล้ว ฯลฯ ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมที่สามเสน หรือวันที่เดินไปปักหลักอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หรือวันที่ 24 พ.ย. หรือล่าสุด วันที่ 9 ธันวาคม ล้วนถูกข่มขู่ ขัดขวางมาก่อนทั้งสิ้น แต่เอาเข้าจริง ทุกครั้ง เมื่อถึงเวลานัดหมาย ประชาชนก็พร้อมใจกันเดินออกมาสู่ท้องถนน ตามจุดนัดพบ และแสดงเจตจำนงเสรีของตนอย่างไม่สะทกสะท้านต่ออำนาจรัฐที่พยายามขัดขวาง ข่มขู่ ทุกวิถีทาง ล่าสุด วันที่ 9 ธันวาคม 2556 พลเมืองไทยก้าวเดินออกมาบนท้องถนนจำนวนมากเป็นประวัติศาสตร์ เดินขบวนไปบนท้องถนนสายต่างๆ ทั่วกรุงเทพมหานคร รวมถึงฝั่งธนบุรี ถนนราชดำเนินตลอดสาย ถนนหลานหลวง ลูกหลวง ฯลฯ และมีการไปรวมตัวกันตามจุดต่างๆ เนื่องจากไม่สามารถเข้าไปถึงทำเนียบรัฐบาล กลายเป็นประวัติศาสตร์โลกว่ามีประชาชนออกมารวมตัวกันแสดงเจตจำนงต่อต้านผู้มีอำนาจรัฐมากที่สุด จำนวนหลายล้านคน ยังไม่รวมต่างจังหวัดที่มีการไปรวมตัวที่ศาลากลางจังหวัด คนที่ไม่ละอายเลย ก็คือฝ่ายรัฐบาล สื่อมวลชน และนักวิชาการแอ๊บแดงทั้งหลาย ที่ประเมินผิดซ้ำซาก จงใจหลอกตัวเอง หรือจงใจหลอกสังคม ทรยศต่อความจริงแบบหน้าด้านที่สุด มวลมหาประชาชนตบเท้าออกมาตบหน้าครั้งแล้วครั้งเล่า แต่คนพวกนี้ไม่แสดงอาการละอาย ไม่รับผิดชอบใดๆ เลย ยังนั่งห้องแอร์ ประดิษฐ์ถ้อยคำสบประมาท ดูถูก ดูหมิ่น และจ้องจับผิด หาหนทางทำลายความน่าเชื่อถือและพลังของประชาชนอย่างน่ารังเกียจที่สุด 2) นักวิชาการบางคนตั้งป้อมเชลียร์ผู้มีอำนาจในระบอบทักษิณแบบลืมอาย หลายคน ถึงขนาดลงทุนไปเป็นพยานให้กับทักษิณในการอุทธรณ์คดีร่ำรวยผิดปกติ นั่นก็คือ นักวิชาการบางคนในกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “นิติราษฎร์” นักกฎหมายกลุ่มนี้ นอกจากจะไม่ว่าอะไรที่ สส.พรรคเพื่อไทยประกาศไม่รับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ กระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจโดยมิชอบแล้ว ยังออกมาร่วมด้วยช่วยโจมตีศาลรัฐธรรมนูญอีกต่างหาก ข่มขืนสภาตอนตีสี่ มันก็ไม่ว่าอะไร นักวิชาการพวกนี้ ไม่เคยท้วงติงอะไรกับพฤติกรรมป่าเถื่อน ใช้ความรุนแรงของแกนนำเสื้อแดงและพวก นักโทษทักษิณที่บงการพรรคการเมือง บงการรัฐบาล แทรกแซงการแต่งตั้งข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งสารพัด คนเหล่านี้ ไม่เคยว่ากระไรเลยการทุจริตรั่วไหลโครงการจำนำข้าว โครงการน้ำ และสารพัดความเลวร้ายของรัฐบาลระบอบทักษิณ ฯลฯ ล่าสุด คนพวกนี้ยังรวมกันมาในชื่อ “สมัชชาปกป้องประชาธิปไตย” นำเสนอความเห็นเพื่อปกป้องรัฐบาลยิ่งลักษณ์อย่างชัดเจน และโจมตีการเคลื่อนไหวของประชาชน เข้าตีนทักษิณเต็มๆ 3) สภาพบ้านเมืองภายใต้ระบอบทักษิณในเวลานี้ ถึงขั้นที่อาจารย์ธีรยุทธ บุญมี ผู้อำนวยการสถาบันสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย ออกมากล่าวสนับสนุนความจำเป็นต้องปฏิรูป “ประเทศไทยเลยเวลาที่จะปฏิรูปมาเนิ่นนานแล้ว เพราะ ตั้งแต่ 14 ตุลาคม 2516 ประชาธิปไตยเลือกตั้งมีการใช้เงินและผลประโยชน์ซื้อเสียงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนมาถึงขั้นการใช้นโยบายประชานิยม แจกเงินโดยตรงแก่ประชาชน การคอร์รัปชั่นพัฒนาไปทุกรูปแบบ เป็นคอร์รัปชั่นด้วยนโยบาย เช่น การจำนำข้าว การเปิดเสรีรัฐวิสาหกิจ นักการเมืองกินเพิ่มขึ้นเป็น 30-40% การส่งส่วยของตำรวจจากผู้น้อยไปสู่ผู้ใหญ่มีทุกระดับ การใช้เงิน การรับใช้ทางการเมือง หรือเรื่องสกปรกแลกตำแหน่งมีทุกวงการ หลังสุดถึงขั้นว่าเมื่อส่วนกลางจัดงบประมาณให้หน่วยงานต่างจังหวัด หน่วยงานจะต้องส่งคืนกลับ 10-20% ให้ผู้บังคับบัญชาที่อนุมัติ ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายเสื่อมทรามลงไปเรื่อยๆ คนทุกกลุ่มเลิกสนใจคุณธรรมหน้าที่ต่อบ้านเมือง มีการสมคบร่วมกันแย่งทึ้งประเทศชาติ เพราะเป็นหนทางเดียวที่จะได้เปรียบไม่เสียเปรียบคนอื่นในทุกวงการ อย่างที่โบราณว่าไว้ว่า “ฝูงแร้งสมจร ฝูงแร้งด้วยกัน” (สมจร หมายถึง การร่วมประเวณีเยี่ยงสุนัข ในที่นี้คือการสุมหัวโกงกินประเทศชาติไม่เลือกสถานที่ เวลา กาลเทศะ) ทั้งนี้เพราะพฤติกรรมที่ผ่านมาบ่งชี้ว่าเราอยู่ใต้ระบบสมจรของทักษิณ ใต้รัฐบาลสมจรหุ่นของทักษิณ และสภาก็คือขี้ข้าทักษิณมาสมจรกัน การใช้อำนาจของนักการเมืองมีลักษณะเหิมเกริม ไร้ความละอายมากขึ้นเรื่อยๆ ข้าราชการสมคบสยบยอมนักการเมืองเปิดเผยชัดเจนเกือบทั้งหมด นโยบายจำนำข้าวเป็นดัชนีที่ชัดเจนว่าเศรษฐกิจประเทศล้มเหลวและเกิดปัญหาร้ายแรงในที่สุด ทั้ง 6 ปัจจัยนี้จะทำให้ประเทศและสังคมไทยแตกวิ่นเป็นกลุ่มแสวงหาผลประโยชน์กลุ่มเล็กและใหญ่กระจายไปทั่ว และจะแตกวิ่นในลักษณะภูมิภาค ท้องถิ่น ชนชั้น กลุ่มอาชีพ ฯลฯ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ประเทศชาติมีชะตากรรมที่เลวร้ายที่สุดตั้งแต่เคยเป็นมา ทั้ง 6 ปัจจัยเป็นเหตุผลให้ควรเร่งแก้วิกฤติการเมืองไทยอย่างจริงจัง ไม่ทำแบบขอไปที” 4) นักวิชาการในกลุ่มข้างต้น ท่องคัมภีร์ว่าจะต้องเลือกตั้งทันที ทั้งๆ ที่ควรจะเล็งเห็นอยู่แล้วว่า หากไปเลือกตั้ง นักการเมืองสามานย์ก็จะใช้นโยบายประชานิยมผลาญเงินแผ่นดินเป็นเครื่องมือเข้ามามีอำนาจอีก ส่วนใครที่ละอายต่อความชั่วก็คงจะเสนอนโยบายที่ผลาญเงินแผ่นดินไม่ถึงใจประชาชนเท่ากับนักการเมืองเลวๆ กลายเป็นว่า ใครหน้าด้าน ใครกล้าผลาญเงินแผ่นดิน ก็จะชนะ ได้อำนาจรัฐ จะเอากันอย่างนี้หรือ? ไม่คิดจะช่วยกันคัดท้ายประเทศไทยออกจากเส้นทางหายนะของการเมืองตามวิถีระบอบทักษิณเยี่ยงนี้หรือ? ประชาชนเสียอีกที่รู้เช่นเห็นชาติ มองเห็นความเสียหายที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์-ระบอบทักษิณกระทำย่ำยีต่อประเทศไทย เสียสละออกมาชุมนุม ตากแดด ตากฝน ทนหนาว อดตาหลับขับตานอน เดินขบวนหลายสิบกิโลเมตร ผจญตะปูเรือใบ แก๊สน้ำตา อำนาจบาตรใหญ่ของตำรวจ ฯลฯ ใช้สันติวิธี ปราศจากอาวุธ เพื่อหวังจะเห็นการปฏิรูปบ้านเมือง หยุดความเลวร้ายของระบอบทักษิณ หยุดวงจรผลาญเงินแผ่นดินผ่านนโยบายประชานิยมที่รั่วไหลเข้ากระเป๋านักการเมืองมหาศาล ปฏิรูปตำรวจ ฯลฯ กระทั่งรัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องชะลอกฎหมายนิรโทษกรรม ประกาศยุบสภา หวังปรับกลวิธีเดินเกมการเมืองเพื่อรักษาระบอบทักษิณต่อไป แต่นักวิชาการจำพวกนี้อวดอ้างว่าตนรู้แจ้งเห็นจริงในความรู้ กลับออกมาแสดงท่าทีซึ่งหวังจะช่วยพยุงรัฐบาลยิ่งลักษณ์เสียอีก ถูกอกถูกใจผู้มีอำนาจ ไม่สนใจไยดีการต่อสู้โดยปราศจากอาวุธของประชาชน พวกท่าน ไม่ละอายแก่ใจตนเองเลยหรือ? อวดตัวว่าทรงภูมิ ความรู้ล้นเหลือ แต่ไม่รู้จักแยกแยะดี-ชั่ว สามัญสำนึกสิ้นสูญ เสียชาติเกิดจริงๆ สารส้ม/แนวหน้า |
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น