วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

'หนึ่งพี่-หนึ่งน้อง' ครรลองคุก เปลว สีเงิน เมื่อ 11 ก.พ.58



'หนึ่งพี่-หนึ่งน้อง' ครรลองคุก

   เมื่อถึงจุดหนึ่ง ผมว่า "ผู้บริหาร" ระดับ "ประธานกรรมการ" ต้องพิจารณาการทำงานของตัวเอง และแสดงความรับผิดชอบด้วยเหมือนกัน อย่างกรณีไฟไหม้ อาคารสำนักงานใหญ่ "ธนาคารไทยพาณิชย์" ย่านรัชดาฯ วันก่อน เป็นต้น
    ไฟไหม้เป็นเหตุการณ์ "เฉพาะเหตุ" ก็จริง แต่ที่ไหม้อาคาร SCB ตึก A เมื่อคืนวันเสาร์ที่ ๗ ก.พ.๕๘ นั้น
    ปรากฏว่า สร้างประเด็น สร้างข้อสงสัย และสร้างคำถาม ให้สังคมเชื่อมโยงไปหลายเหตุ หลายกรณี 
    แต่ละกรณี ล้วนแล้วแต่เป็นอันตรายต่อภาพลักษณ์สถาบันการเงินทั้งสิ้น ซึ่งต้องมีสิ่งที่เรียกว่า "ธรรมาภิบาล" ในการบริหารอันดับต้นๆ ให้เป็นที่เชื่อถือและไว้วางใจของประชาชน
    แต่ขณะนี้ ทั้งเรื่องที่ สจล. (สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง) ข้องใจการบริหาร ถึงขั้นแสดงความไม่วางใจ ปิดบัญชีที่มีกับไทยพาณิชย์ทั้งหมด 
    กรณีมีคนโกงเงินฝาก ๑,๖๐๐ ล้าน! 
    ทั้งยังเป็นชนวนให้เท้าความไปถึงคดีกุหลาบแก้วในอดีต ที่ SCB มีหุ้น ๑๐% โยงถึงทักษิณ ซึ่งอัยการสูงสุดสั่งฟ้องแล้ว กรณีขายหุ้นชินคอร์ปให้เทมาเส็กเมื่อปี ๒๕๔๙  กว่า ๗ หมื่นล้าน 
    ประกอบกับตัวประธานกรรมการบริหารกรณีนั้นในอดีต  กับเหตุการณ์ไฟไหม้ที่เกิดปัจจุบัน เป็น "คนเดียวกัน"
    คือ "ดร.วิชิต สุรพงษ์ชัย"
    ทั้งหลาย-ทั้งปวงนี้ จึงเกิดเป็น "ภาพลบ" ต่อองค์กรโดยตรง!
    ภาพ ดร.วิชิต เป็นภาพลบทางด้านความโปร่งใส เป็นภาพให้ความรู้สึกหวาดระแวง-ไม่ไว้วางใจ
    ภาพ ดร.วิชิตจึงทอดเงาไปทาบเป็น "ภาพลักษณ์" แบงก์ไทยพาณิชย์ ในสายตาและทัศนคติสังคมไปด้วย!
    ดังนั้น เมื่อไฟไหม้ สังคมเห็นหน้า "ดร.วิชิต สุรพงษ์ชัย" ในฐานะประธานกรรมการบริหาร "ไทยพาณิชย์" ออกมาแถลงแจงข่าว
    แทนที่จะเชื่อถือ.......
    ด้วย "ภาพลบ" จากบทบาทบริหารของ ดร.วิชิตในอดีต ที่สังคมมีคำถาม การแถลงข้อเท็จจริง จึงกลายเป็นให้ภาพคลางแคลง "ระแวงใจ" ต่อกรณีไฟไหม้ จนถึงขั้น บางคน-บางพวกต่อจิ๊กซอว์ไปต่างๆ นานา 
    ล้วนเป็นอันตรายต่อความเชื่อถือและภาพลักษณ์ "ไทยพาณิชย์" ด้านธรรมาภิบาลทั้งสิ้น!
    ครับ...ก็สะท้อนทัศนคติสังคมให้คิดเพื่อปรับปรุงแก้ไข เพราะสถาบันการเงิน "ภาพลักษณ์" สำคัญสุด
    ยิ่ง "ไทยพาณิชย์" เป็นแบงก์แห่งแรกของประเทศไทย  ก่อตั้งโดยพระบรมราชานุญาต ใน "พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว" ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๔๙ นั่นยิ่งต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก
    ในปัจจุบัน "ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" ถือหุ้น  ๒๑.๓๐% ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สุด 
    ฉะนั้น การปล่อยให้ไทยพาณิชย์ถูกบริหารอยู่ใต้ความคลุมเครือของบทบาทคนเป็นประธานบริหาร จึงพูดได้คำเดียวว่า "อันตราย" สุดๆ!
    พูดถึงกุหลาบแก้ว การเทขายหุ้นชินคอร์ป และเทมาเส็กในอดีต ก็มีตัวละครในอดีตโผล่ออกมาให้พูดถึงอีกรายพอดี
    ชาย (ชรา) คนหนึ่งในชุดสูทน่าเวทนา หัวโต ตัวลีบ  ช่วงสะโพกและขายิ่งลีบจนดูผิดสัดส่วน แทบเป็น "คนละคน" กับคนนั้น
    ยืนยิ้มแห้งแล้ง สวมสูทซึ่งส่อว่า อดีตคงพอดีตัว แต่ตอนนี้กลับหลวมโพรก จนไหล่และแขนเสื้อยาวลงมาคลุมมือทั้งสองข้างหายเข้าไปอยู่ข้างในเหมือนคนมือกุด
    "เขาคนนั้น" นั่นแหละครับ!
    มีคนเขาถ่ายจากล็อบบีโรงแรมเพนนินซูลา ฮ่องกง ส่งมาให้ดู นัยว่าบินมารอน้องสาวที่จะเหมาลำเรือบินมากินโจ๊ก
    อืมมมม...เห็นแล้วก็เวทนา หมดความอยากรวยไปโดยอัตโนมัติ ขอจนโดยสุจริตอยู่เมืองไทยสบายกว่า มื้อไหนไม่มีกิน ยังพอค้นหาหูฉลามจากถังขยะมาปิ้งจิ้มน้ำปลาแบ่งกะหมากินกันตายพอได้
    ต่างกับรวยแล้วต้องหกระเหเร่ร่อน ถึงนั่งกระดกไวน์แกล้มเกี้ยมฮื้อแหม่มขวดละหมื่น-ละแสนก็หามีความสุขไม่ ย้ำให้เห็นถึงสัจธรรมที่ว่า...รวยที่ไม่มีรากฐานมาจากคุณธรรม
    ลงท้าย ต้องตายแบบ "ระกำใจ" แทบทั้งนั้น!
    เออ...เมื่อวาน (๑๐ ก.พ.) ประธาน ป.ป.ช. "นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ" ออกมาชี้ขาดประเด็นยิ่งลักษณ์ไปนอกช่วงนี้ได้หรือไม่ สรุปลงตัวแล้ว โดยแถลงว่า    
    "วันนี้เลขาฯ ป.ป.ช.ได้ส่งหนังสือให้กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพื่อให้ไปรายงานตัวต่อ อสส.ในวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘  เวลา ๑๐.๐๐ น. เพื่อนำตัวส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว"
    แปลไทยเป็นไทยก็คือ วันพฤหัสบดีที่ ๑๙ ก.พ. ทางสำนักงานอัยการสูงสุด ได้ฤกษ์นำคดียิ่งลักษณ์ผิดกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ และ พรบ.ป.ป.ช.มาตรา ๑๒๓/๑ ในคดีรับจำนำข้าวขึ้นฟ้องศาลแล้ว
    ป.ป.ช.แจ้งให้ยิ่งลักษณ์ ในฐานะจำเลย ไปรายงานตัวต่ออัยการสูงสุด ตอน ๑๐.๐๐ น.เพื่อให้ทาง อสส.นำตัวไปฟ้องศาล!
    ถ้ายิ่งลักษณ์ไม่ไปรายงานตัววันที่ ๑๙ ก.พ.ล่ะ?
    นี่ ตรงนี้มีความเป็นไปได้สูงว่า เธออาจไม่ไปรายงานตัว แต่ก็ไม่เป็นปัญหา คดีในศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองนั้น วันส่งฟ้องไม่ต้องมีจำเลยไปก็ส่งฟ้องได้     
    จนกว่าตั้งองค์คณะผู้พิพากษาขึ้นพิจารณาพิพากษาคดี และประทับรับฟ้องแล้วนั่นแหละ วันนัดคู่ความขึ้นศาลในการพิจารณาครั้งแรก
    ยิ่งลักษณ์ต้องไปศาล!
    ถ้าไม่ไป ก็เป็นจำเลยหนีศาล ศาลจะจำหน่ายคดีชั่วคราว จนกว่าจะได้ตัวมาขึ้นศาล
    ถ้าเป็นเช่นนั้น ยิ่งลักษณ์ก็จะเหมือน "สัมภเวสีตัวเมีย" ประเภทเดียวกับพี่ชายที่เป็น "สัมภเวสีตัวผู้" หนีคดี-หนีศาล ลอยไป-ลอยมา 
    ถ้าหนีไปลอยอยู่นอกประเทศ ก็อยู่ได้นาน แต่ถ้าลอยอยู่ในประเทศ คงลอยไปไม่ถึง "ถนนลอยเคราะห์" ด้วยซ้ำมั้ง?
    แต่ตอนนี้เห็นว่าลอยอยู่ "สันกำแพง" เชียงใหม่ ภายใต้การถนอมกล่อมเกลี้ยงของทหารจากกองทัพภาค ๓ ยิ่งกว่าไข่ในตูดแม่ไก่
    ก็ดีนะ....ใครก็อย่าไปมองว่าถูกทหารคุม สถานการณ์อย่างนี้ ถ้าไม่คอยดูแลยิ่งลักษณ์ไว้ 
    เผลอๆ พวกมือที่ ๓ ทั้งมีเล็บและไม่มีเล็บ จะฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์ เอามดมาไต่-เอาไรมาตอม หรือตัวเธอหายไป มีใครนำไปหลบซ่อนไว้ที่ฉิมพลีไหน ในระยะนี้
    คสช.รับเต็มๆ เนื้อๆ แต่ผู้เดียว!
    พี่รัสเซล กับพี่เมอร์ฟี เป็นต้องรับลูก นปช.เพื่อไทย ทลายห้างลุงตู่หงายท้องแหงแก๋ ชนิดจะนุ่ง-จะแก้ก็ยังไม่ทัน
    ฉะนั้น ทำหน้าที่มดแดงเฝ้าไว้ จนถึงวันที่ ๑๙ กุมภา จนกว่าตะละแม่นางเนื้อนิ่มไปรายงานตัวที่สำนักงานอัยการสูงสุดนั่นแหละ
    เออ....มาทายกันซิว่า ๑๙ กุมภา ยิ่งลักษณ์จะไปรายงานตัวให้ อสส.ส่งฟ้องต่อศาลหรือไม่?    
    เอามื้อเย็นที่ "ศรทอง" ข้างไทยโพสต์คนละมื้อเป็นไง  แต่บอกก่อน จะกินร้านศรทองต้องจองข้ามเดือนนะ เพราะพวกนักกินลิ้นมาตรฐาน ฝรั่งยุโรป ญี่ปุ่น แขก รัสเซีย จีน ตกเย็นมาเข้าคิวรอโต๊ะ ยาวจากฟุตปาทล้นลงถนน
    พูดถึงยิ่งลักษณ์ ถ้าจะหาตัวเธอ หาได้ ๒ ที่ ใน ๒ สถานการณ์
    สถานการณ์กดดันในสภาฯ......โน่น เธอจะเป็นแม่บ้านแสนดี นวยนาดไปช็อปปิงตามห้าง และโพสต์ท่าให้ แชะ..แชะ..ชิงพื้นที่ข่าว
    สถานการณ์กดดันในคดี....โน่น...จะเห็นเธอถอยฉากไป "สันกำแพง" ไปทำหน้าที่บุตรหลานกตัญญู ไหว้บรรพบุรุษที่วัดโรงธรรมสามัคคี ให้สื่อแชะ..แชะ ชิงพื้นที่ข่าว!
    นี่ก็เหมือนกัน อดไปกินโจ๊กฮ่องกง เมื่อวาน เลยไปไหว้บรรพบุรุษแทน นั่งรถตู้ทะเบียน ๗๗ ใครอยากรวย-อยากเจ๊ง ก็แทงกันให้จั๋งหนับเลยนะ 
    เฮ้อ...คิดแล้วก็ปลง.....!
    อีกคน ชะเง้อคอยอยู่ฮ่องกง แต่อีกคน กำลังจะเข้าห้องกรง...โลกนี้ เหมือนโรงละคร ช่างดูยอกย้อน ยับเยิน ซะจริงๆ
    นับจากวันนี้ก็อีก ๘ วัน จะถึงพฤหัสฯ ที่ ๑๙ กุมภา "ตามนัด" นับว่าเป็น "๘ วันอันตราย" น่าเสียวไส้
    จะมีอะไรเกิดเพื่อ "แปร-เปลี่ยน" สถานการณ์หรือไม่  หรือแบบไหน อย่างไร...ก็น่าลุ้น น่าระวัง "นั่งไม่ติด" ทีเดียว....คุณเอ๋ย.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น