ปปช.บี้โกงข้าว ตรวจทรัพย์สิน อดีต5รัฐมนตรี
“ยิ่งลักษณ์” ยื้อคดีข้าวต่อ ยื่น ป.ป.ช.ไต่สวน 3 ประเด็น พ่วงเพิ่มพยาน 8 ปาก “ปานเทพ” นัดถก 12 มิ.ย.จะอนุมัติหรือไม่ ลั่นพร้อมให้ความเป็นธรรม แต่ไม่ใช่ประวิงเวลา ชี้หากไม่สอบเพิ่มอาจลงมติชี้มูล ระทึก! สัปดาห์หน้าวางแผนสอบทรัพย์สิน 5 รัฐมนตรี เอกชนเสียงแตกแนวทางสร้างอุตสาหกรรมข้าวให้ยั่งยืน
เมื่อเวลา 11.00 น. วันอังคารที่ 10 มิ.ย. นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เดินทางมายื่นหนังสือถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ ป.ป.ช.ไต่สวนพยานหลักฐานใน 3 ประเด็น และขอให้ไต่สวนพยานเพิ่มเติมอีก 8 ปาก ในคดีโครงการรับจำนำข้าวของอดีตรัฐบาล
นายนรวิชญ์กล่าวว่า ประเด็นที่ต้องการให้ ป.ป.ช.ไต่สวนเพิ่มเติมก่อนสรุปสำนวน คือ 1.เรื่องสต็อกข้าว 2.97 ล้านตันในโครงการที่ยังมีข้อโต้แย้งระหว่างคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวของ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง กับองค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อการเกษตรกร (อ.ต.ก.) เพื่อยืนยันว่าสต็อกข้าว 2.97 ล้านตันไม่ได้หาย 2.การคิดการเสื่อมสภาพข้าวในสต็อกที่ยังเห็นแตกต่างกันระหว่างคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ กับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และ 3.การคำนวณความเสียหายในโครงการที่มีความแตกต่างถึง 172,933 ล้านบาท
นายนรวิชญ์กล่าวว่า ส่วนพยานที่ขอให้ ป.ป.ช.ไต่สวนเพิ่มเติมอีก 8 ปากนั้น คือ 1.นายชนุตร์ปกรณ์ วงศ์สีนิล ผู้อำนวยการ อคส. 2.นายประกอบ รัตนภักดี หัวหน้ากองธุรกิจข้าว ในฐานะ ผอ.อตก. 3.นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการ สศค. 4.นายพชร อนันตศิลป์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพัฒนาการเงินนอกงบประมาณ กรมบัญชีกลาง และรองประธานคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ 5.นายสุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหารบริษัท ซี.พี. อินเตอร์เทรด จำกัด 6.นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี 7.นายถวิล พึ่งมา ประธานคณะทำงานพิจารณากำหนดกรอบคุณภาพและกลไกราคาตามสภาพข้าวสารในสต็อกรัฐบาล และ 8.นายพิชัย ชุณหวชิร นักบัญชีอิสระ
“น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังขอความเป็นธรรมต่อ ป.ป.ช.ด้วยว่า การกล่าวหาบุคคลใดทางคดีอาญาต้องคำนึงว่าผู้ถูกกล่าวหามีเจตนาพิเศษกระทำผิดทางอาญาหรือไม่ เพราะในโครงการจำนำข้าวเป็นการทำตามนโยบายที่แถลงไว้ เป็นการกระทำเชิงบริหาร ไม่ถือว่ามีเจตนาพิเศษในการทำผิดทางอาญา หากยุติโครงการตามข้อเสนอของ ป.ป.ช.จะทำผิดกฎหมายเสียเอง น.ส.ยิ่งลักษณ์ยืนยันว่า โครงการรับจำนำข้าวมีเจตนาดี มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนาไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ และไม่ได้มีส่วนร่วมหรือสมยอมทุจริต จึงขอความเป็นธรรมต่อ ป.ป.ช.ด้วย” นายนรวิชญ์กล่าว
ด้านนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. กล่าวหลังประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ว่า ที่ประชุมได้รับทราบรายงานผลการไต่สวนพยานคดีจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จำนวน 4 ปาก แต่ล่าสุดทีมทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ขอให้ ป.ป.ช.ไต่สวนพยานเพิ่มเติมอีก 8 ปาก ซึ่ง ป.ป.ช.จะนำไปพิจารณาในวันที่ 12 มิ.ย. ว่าจะอนุญาตหรือไม่ แต่หากเป็นรายชื่อพยานปากเดิมที่เคยมีมติไม่อนุญาตไปแล้ว ก็คงไม่อนุญาต แต่หากเป็นรายใหม่ จะพิจารณาว่าจำเป็นต้องสอบปากคำเพิ่มหรือไม่ หากไม่จำเป็น ขั้นตอนต่อไปองค์คณะไต่สวนจะพิจารณาว่าสำนวนคดีดังกล่าวสมบูรณ์เพียงพอลงมติได้หรือยัง ถ้าเพียงพอแล้วก็จะส่งเรื่องให้ที่ประชุม ป.ป.ช.ชุดใหญ่ลงมติต่อไป โดยยังไม่ได้กำหนดกรอบเวลาจะเป็นเมื่อใด แต่ ป.ป.ช.พร้อมให้ความเป็นธรรมเต็มที่ แม้ต้องใช้เวลานานหน่อยก็ต้องยอม
“ป.ป.ช.ต้องพิจารณาที่เหตุผลว่าเพียงพอหรือไม่ หากยื่นเพื่อประวิงเวลาก็คงไม่ใช่ ทั้งนี้ ป.ป.ช.ให้ความยุติธรรมต่อผู้ถูกกล่าวหาอย่างเต็มที่” นายปานเทพกล่าวถึงกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ของเพิ่มเติมพยาน
นายวรวิทย์ สุขบุญ รองเลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ในสัปดาห์หน้าคณะอนุกรรมการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินอดีต 5 รัฐมนตรีรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าว จะประชุมนัดแรกเพื่อวางกรอบแนวทางการทำงานตรวจสอบทรัพย์สิน
นายปานเทพยังกล่าวถึงนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ต้องการให้องค์กรอิสระปฏิรูปว่า ป.ป.ช.อาจเสนอให้แก้กฎหมายเพื่อความเข้มข้นในการทำงานให้มากยิ่งขึ้น อาทิ เรื่องการไต่สวน ซึ่งกำลังช่วยกันพิจารณากันอยู่ก่อนนำเสนอให้ คสช.พิจารณา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
ส่วน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงกรณีกองข้าวถล่มที่โกดังทิพย์อารีย์ อ.เมืองฯ จ.กำแพงเพชร ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยรื้อกองข้าวให้เรียบร้อยแล้ว คสช.ควรส่งทหารและคนที่มีความรู้เรื่องข้าวเข้าไปรื้อ เจาะกระสอบลูกล่างๆ ก็จะเจอของดี และควรรีบไปตรวจก่อนไฟไหม้โกดัง
วันเดียวกัน นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวหลังประชุมร่วมกับสมาคมโรงสีข้าวไทย, สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย, อคส., กรมการค้าภายใน และผู้บริหารตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (เอเฟต) เพื่อส่งเสริมการขายสินค้าในเอเฟตว่า ต้องปรับแนวทางปฏิบัติใหม่เพื่อให้เกิดแรงจูงใจ ส่วนจะกลับมาประมูลข้าวรัฐในเอเฟตหรือช่องทางอื่นๆ เมื่อไหร่ คงต้องให้ คสช.พิจารณาก่อน
นายมานัส กิจประเสริฐ นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวว่า หากต้องการให้เอเฟตเข้มแข็งและมีปริมาณการซื้อขายมากขึ้น รัฐควรระบายข้าวในสต็อกผ่านเอเฟตช่องทางเดียว เพราะโปร่งใสตรวจสอบได้ ส่วนการช่วยเหลือชาวนานั้น ตามที่ชาวนาเสนอให้ช่วยชดเชยปัจจัยการผลิตให้ไร่ละ 3,000 บาท คงเป็นไปไม่ได้ เพราะเป็นเม็ดเงินหลายแสนล้านบาท และหากทำจริงจะทำให้ราคาข้าวในตลาดต่ำ
“ทางที่ดีที่สุด คสช.ควรประกาศราคาข้าวต่ำสุด (ฟลอไพรซ์) เช่น ประกาศว่าถ้าราคาข้าวเปลือกต่ำกว่าตันละ 7,000 บาท จะตั้งโต๊ะรับซื้อทันที เป็นการช่วยยันราคาตลาดไว้ แต่เมื่อราคามีแนวโน้มสูงขึ้น ก็ประกาศขยับราคารับซื้อที่สูงขึ้น” นายมานัสกล่าว
นายบรรจง ตั้งจิตรวัฒนากุล อุปนายกสมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวว่า การดูแลราคาข้าวหลังจากนี้คงต้องขึ้นอยู่กับแนวทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีนโยบายดำเนินการอย่างไร แต่หากยังมีโครงการรับจำนำข้าวอีก คงต้องใช้งบประมาณสูง ส่วนจะใช้วิธีชดเชยค่าปัจจัยการผลิตหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับนโยบาย แต่อยากเสนอให้ คสช.จัดโซนนิ่งเพาะปลูกสินค้าเกษตร และออกมาตรการเพิ่มสต็อกปริมาณข้าวของผู้ส่งออกจากเดิม 500 ตัน ให้เพิ่มเป็น 10-15% ของยอดส่งออก และผลักดันการระบายข้าวผ่านตลาดเอเฟต
ขณะที่นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของโรงสีที่ให้เพิ่มสต็อกสำรองข้าว เพราะเป็นการเพิ่มภาระให้กับภาคส่งออก แต่หากจะช่วยเหลืออุตสาหกรรมข้าวทั้งระบบ ภาครัฐควรแปลงภาษี ณ ที่จ่าย 0.75% ที่เก็บจากรายได้ผู้ส่งออกข้าวมาเป็นภาษีส่งออก ซึ่งโรงสีที่ส่งออกข้าวก็ต้องจ่ายอัตรานี้ด้วย จากเดิมไม่ต้องจ่าย มาตั้งเป็นกองทุนข้าวจะดีกว่า.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น