วันอาทิตย์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เป็นเรื่องแล้วครับ... คสช.สั่งระงับโครงการน้ำ 3.5 แสนล้าน !วันอาทิตย์ ที่ 8 มิถุนายน 2557

วันอาทิตย์ ที่ 8 มิถุนายน 2557


เป็นเรื่องแล้วครับ...
คสช.สั่งระงับการดำเนินงานทั้งหมด
ของโครงการบริหารจัดการน้ำมูลค่า 3.5 แสนล้านบาทแล้ว
และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวบรวมแผนงาน/โครงการ/ งบประมาณ
ส่งไปยังสำนักงานฝ่ายเศรษบกิจของ คสช. ภายในวันจันทร์ที่ 9 มิ.ย.นี้
เพื่อพิจารณาทบทวน กำหนดแนวทางการดำเนินการที่เหมาะสมต่อไป
 
ดร.สุวัฒนา จิตตลดากร ประธานคณะอนุกรรมการวิศวกรรมแหล่งน้ำ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) บอกว่า วสท.ได้รับหนังสือจากคสช.เมื่อวันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน โดยในหนังสือเขียนถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ให้ระงับการดำเนินการโครงการ 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าขอบคุญ คสช.เพราะ วสท.ได้ยื่นหนังสือท้วงติงเรื่องนี้ไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาและ คสช.ก็รับฟัง จึงถือเป็นดี
...เพราะการเดินหน้าโครงการจะได้มีความรอบคอบมากขึ้น เนื่องจากทีผ่านมาการรวมเอาโครงการน้ำ 3.5 แสนล้าน มารวมกันไว้ทำให้การเดินหน้าของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ซึ่งมีโครงการน้ำอยู่แล้วทำไม่ได้เลยเพราะติดโครงการใหญ่
นอกจากนี้ ยังเห็นว่าเป็นเรื่องดี เพราะบางโครงการอย่าง โมดูลเอ5 เรื่องฟลัดเวย์ฝั่งตะวันตก ในทางวิศวกรรมเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม วสท.จะจัดสัมมนาเรื่องนี้ในวันที่ 11 มิถุนายนที่ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย
 
 นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน บอกว่าได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วแต่ยังไม่ชัดเจนว่าคำสั่งมีขอบเขตมากน้อนขนาดไหนเพียงแค่ชะลอ หรือระงับการดำเนินการ หรือถึงขั้นยกเลิกทั้งหมด โดยในส่วนของกรมชลประทานได้เตรียมโครงการที่จะดำเนินการในปี2557 ซึ่งเป็นโครงการขนาดกลางและขนาดเล็กประมาณ 1,100 โครงการ เพื่อเสนอต่อ คสช.เอาไว้แล้ว 
ส่วนโครงกาเร่งด่วนที่ต้องทำในช่วงหน้าฝนนี้คือการทำระบบระบายน้ำซึ่งที่ผ่านมาก็ดำเนินการไปแล้วแต่บางส่วนที่ของบกลางของรัฐบาลที่แล้วไม่ทันคือ โครงการน้ำในภาคตะวันออก ซึ่งในปี 2556 มีปัญหาอุทกภัย ก็จะรวบรวมเสนอไปให้พิจารณาในครั้งนี้เพื่อเตรียมรับมือฝนที่กำลังจะมาด้วย 
ขณะที่ เอกชน 4 กลุ่มบริษัทที่ชนะประมูลในรัฐบาลผ่านมา อธิบดีกรมชลประทาน บอกว่า อาจจะต้องมาดูข้อกกหมายเพราะผู้ชนะประมูลทั้งหมดยังไม่ได้เซ็นสัญญา จะกระทบหรือไม่ต้องพิจารณาจากข้อกฏหมายต่อไป
ผมค่อนข้างเชื่อว่า ฝ่ายเศรษฐกิจของ คสช. ได้พิจารณาข้อสรุปของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เรื่องโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน ซึ่งมีการระบุชัดเจนว่า เวทีรับฟังความคิดเห็นโครงการบริหารจัดการน้ำ ทั้ง 77 จังหวัด “ล้มเหลว” เนื่องจากในทุก ๆเวที ภาคประชาชนได้รับข้อมูลจากภาครัฐไม่เพียงพอ ส่งผลให้กระแสต่อต้านลุกลามและรุนแรงมากขึ้น
วันที่ 24 ธันวาคม 2556 วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ ระบุประเด็นความล้มเหลวของเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชน และข้อเสนอแนวทางที่ถูกต้องในการบริหารจัดการอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยา
เน้นย้ำว่า มีการดำเนินงานที่ผิดหลักและขั้นตอนที่เหมาะสมเป็นลำดับ กระทั่งศาลปกครองมีคำสั่งให้รัฐนำแผนแม่บทในการบริหารจัดการน้ำไปจัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นประชาชนอย่างทั่วถึง แต่ทุกเวทีกลับไม่มีรายละเอียดเพียงพอที่จะเป็นแผนแม่บท จึงไม่อาจชี้แจงทำความเข้าใจได้ เรียกได้ว่า ล้มเหลว ซึ่งสะท้อนจากการไม่ปฏิบัติตามหลักขั้นตอน
วสท.ยืนยันว่า ตามหลักการที่ถูกต้องต้องทำการศึกษาแผนแม่บท วิเคราะห์ทั้งระบบลุ่มน้ำ โดยเปรียบเทียบกรณีทางเลือกจากหลายกรณีศึกษา ก่อนตัดสินใจคัดเลือกโครงการ ทั้งนี้ แนวทางบริการจัดการอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยา ไม่จำเป็นต้องดำเนินงานให้เสร็จภายใน 5 ปี โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ระยะได้แก่
ระยะเร่งด่วน ดำเนินการให้เสร็จภายใน 2 ปี เริ่มด้วยการบริหารจัดการโดยไม่ใช้สิ่งก่อสร้าง ปรับระบบฐานข้อมูลให้ทุกหน่วยงานเข้าถึงได้ รัฐบาลต้องให้ความสำคัญ กับองค์กรและกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการน้ำ โดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ควบคุมการเกษตรให้เหมาะสม และปรับเกณฑ์บริหารอ่างเก็บน้ำทั้ง 4 อ่าง
ระยะกลาง ดำเนินการไม่เกิน 5 ปี ดำเนินการร่วมกันทั้งมาตรการที่ใช้สิ่งก่อสร้างและไม่ใช้สิ่งก่อสร้าง ให้ความสำคัญกับการใช้ประโยชน์ที่ดิน ให้เป็นไปตามผังเมืองที่สอดคล้องกับการจัดการความเสี่ยงในการลดผลกระทบจากอุทกภัย แก้ปัญหารุกล้ำแม่น้ำลำคลอง ตลอดจนการฟื้นฟูและป้องกันการบุกรุกป่าไม้ ส่วนที่ใช้สิ่งก่อสร้าง ประกอบด้วย ขุดลอกทางน้ำ กำหนดพื้นที่แก้มลิง จัดการพื้นที่ปิดล้อม และสร้างคลองลัดสำหรับเร่งระบายน้ำ
ระยะยาว ใช้เวลาดำเนินการ 5-10 ปี ขึ้นไป ควรดำเนินการเพียงโครงการเดียว คือ สร้างหรือปรับปรุงคลองผันน้ำข้ามลุ่มน้ำฝั่งตะวันออก
ทั้งนี้ การดำเนินการก่อสร้างทั้งระยะกลางและระยะยาว ต้องไม่ละเลยการดำเนินการตามหลักขั้นตอนที่ถูกต้องของการศึกษาความเหมาะสมของโครงการ การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม และต้องให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมที่แท้จริงจากภาคประชาชน
ประเด็นสำคัญ ขอให้รัฐบาลทบทวนการดำเนินโครงการทั้งหมด เริ่มจากยกเลิกผลของการประมูลโครงการตามโมดูลต่างๆ ดังกล่าว และนำผลการรับฟังความเห็นประชาชนที่กำลังดำเนินการอยู่ขณะนี้ เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการวิเคราะห์ เพื่อจัดทำแผนแม่บทของประเทศก่อนที่จะแตกเป็นโครงการย่อย รวมถึงศึกษาแผนแม่บท การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ แผนงานงานบริหารจัดการน้ำโดยไม่ใช้สิ่งก่อสร้าง แผนงานบริหารจัดการน้ำโดยใช้สิ่งก่อสร้าง จัดทำขอบเขตงาน ศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม ออกแบบรายละเอียดโครงการ และเปิดเวทีให้ประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้สนใจได้ร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง
4 เอกชน กระทบระงับโครงการน้ำ 3.5แสนล้าน
กลุ่มเอกชน 4บริษัทที่ชนะโครงการประมูลการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านในรัฐบาล"ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร " ประกอบด้วย
1.บริษัท โคเรีย วอเตอร์ รีซอสเซส คอร์ปอเรชั่น (เค-วอเตอร์) ได้โครงการไป 2 โมดูล คือ
Module A3 การปรับปรุงพื้นที่เกษตรชลประทานในพื้นที่โครงการชลประทานเหนือ จ.นครสวรรค์ เพื่อเก็บกักน้ำหลากชั่วคราว โดยใช้ งบประมาณไม่เกิน 1 หมื่นล้านบาท ก่อสร้างแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 5 ปี ยื่นเสนอราคา 9,999.99 บาท ต่อรองราคาเหลือ 9,799.99 ล้านบาท ลดลงไป 200 ล้านบาท
Module A5 การจัดทำทางผันน้ำ (Flood diversion channel) ขนาดประมาณ 1500 ลบ.ม./วินาที รวมทั้งการก่อสร้างถนนเพื่อรองรับการคมนาคม โดยใช้ งบประมาณไม่เกิน 1.53 แสนล้านบาท โดยดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 5 ปี ยื่นเสนอราคา 1.53 แสนล้านบาทเท่าราคากลาง ต่อรองราคาเหลือ 150,000 ล้านบาท ลดลงไป 3,000 ล้านบาท
2.ITD POWER CHINA JV ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ไอทีดี กับบริษัท พาวเวอร์ ไชน่า ของประเทศจีน ได้โครงการไป 5 โมดูล รวมเงิน 109,999.627 ล้านบาท ต่อรองราคาลดลงไป 3,152 ล้านบาท เหลือ 106,800 ล้านบาท
Module A1 การสร้างอ่างเก็บน้ำอย่างเหมาะสมและยั่งยืนในพื้นที่ลุ่มน้ำปิง, ยม, น่าน, สะแกกรัง และป่าสัก ให้ได้ความจุเก็บกัก 1.3 ล้าน ลบ.ม. โดยใช้ งบประมาณไม่เกิน 5 หมื่นล้านบาท ก่อสร้างแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 5 ปี โดยเสนอราคาที่ 49,999,894 บาท ต่อรองราคาเหลือ 48,500 ล้านบาท
Module A2 การจัดทำผังการใช้ที่ดิน / การใช้ประโยชน์ที่ดิน ในพื้นที่ลุ่มน้ำ รวมทั้งการจัดทำพื้นที่ปิดล้อมพื้นที่ชุมชนและเศรษฐกิจหลัก สำหรับพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา งบประมาณไม่เกิน 2.6 หมื่นล้านบาท ก่อสร้างแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 5 ปี ยื่นประมูลที่ราคา 2.6 หมื่นล้านบาท เท่ากับราคากลาง ต่อรองราคาเหลือ 25,000 ล้านบาท
Module A4 การปรับปรุงสภาพลำน้ำสายหลักและการป้องกันการกัดเซาะตลิ่งริมแม่น้ำ ในพื้นที่แม่น้ำยม, น่าน และเจ้าพระยา โดยใช้ งบประมาณไม่เกิน 1.7 หมื่นล้านบาท ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 5 ปี ยื่นเสนอราคาประมูล 1.7 หมื่นล้านบาทเท่าราคากลาง ต่อรองราคาลงมาอีก
Module B1 การสร้างอ่างเก็บน้ำอย่างเหมาะสมและยั่งยืน ในพื้นที่ลุ่มน้ำ 17 ลุ่มน้ำ โดยใช้งบประมาณไม่เกิน 1.2 หมื่นล้านบาท ก่อสร้างแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 5 ปี ยื่นเสนอราคา 11,999.733 ล้านบาท ต่อรองราคาลงมาอีก
Module B3 การปรับปรุงสภาพลำน้ำสายหลักและการป้องกันการกัดเซาะตลิ่งริมแม่น้ำ ในพื้นที่ลุ่มน้ำ 17 ลุ่มน้ำ งบประมาณไม่เกิน 5 พันล้านบาท ดำเนินการแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 5 ปี เสนอราคาที่ 5,000 ล้านบาทเท่ากับราคากลาง ต่อรองราคาลงมาอีก
3.กิจการร่วมค้า ซัมมิท เอสยูที ได้โครงการไป 1 โมดูล คือ
Module B2 การจัดทำผังการใช้ที่ดิน/การใช้ประโยชน์ที่ดิน ในพื้นที่ลุ่มน้ำ รวมทั้งการจัดทำพื้นที่ปิดล้อมพื้นที่ชุมชนและเศรษฐกิจหลักในพื้นที่ลุ่มน้ำ 17 ลุ่มน้ำ งบประมาณไม่เกิน 1.4 หมื่นล้านบาท ก่อสร้างแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 5 ปี ยื่นเสนอราคา 13,933.74 ล้านบาท ต่อรองราคาเหลือ 13,633.74 ล้านบาท ลดลงไป 300 ล้านบาท
4.กลุ่มบริษัทค้าร่วม ล็อกซเล่ย์ โดยกลุ่มเค-วอเตอร์ และกลุ่มอิตาเลียนไทยฯ ได้โครงการไป 2 โมดูล คือ
Module A6 และ B4 ระบบคลังข้อมูลเพื่อการพยากรณ์และเตือนภัย รวมทั้งการบริหารจัดการน้ำ โดยใช้ งบประมาณไม่เกิน 4 พันล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการทั้งสิ้น 5 ปี ยื่นเสนอราคาประมูลเป็นเงิน 3,997.520 ล้านบาท ต่อรองราคาเหลือ 3,797.520 ล้านบาท ลดลงไป 200 ล้านบาท
ผู้บริหารเค-วอเตอร์ บอกกับ nationtv พร้อมประมูลโครงการน้ำ ครั้งใหม่ 
ส่วนตัว เชื่อว่า คสช.คงไม่ถึงกับยุติโครงการน้ำทั้งหมด
คิดว่าน่าจะดึงกลับมาให้"คณะผู้เชี่ยวชาญ" พิจารณาว่าโครงการไหน โมดูลใด จำเป็นหรือไม่จำเป็น
ต้องยอมรับกันว่า หลายๆโครงการ ไม่ได้มีการวิเคราะห์ผลกระทบอย่างรอบด้าน 
บางโครงการก็ดู"เว่อร์" อยู่นอกเหนือเหตุผลด้วยประการทั้งปวง
ที่สำคัญต้องให้ข้อมูลแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างตรงไปตรงมา !
สุดท้าย ! จะต้องมีการ"เคาะ" ชื่อบริษัทที่จะได้ทำโครงการกันใหม่!
ในฐานะ ชาวบ้านอย่างเราๆ ท่านๆ ต้องติดตามชนิดห้ามกระพริบตาครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น