วันพุธที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ต้องล้างให้หมด เมื่อ 11 มิ.ย.57

ต้องล้างให้หมด


คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่  37/2557 ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะหัวหน้า คสช.ได้ลงนามในคำสั่งเมื่อวันที่ 29 พ.ค.57 ในเรื่อง ให้ผู้มีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดที่สำหรับใช้เฉพาะแต่การสงครามนำส่งมอบนั้น มีเนื้อหาระบุว่า เนื่องด้วยปรากฏว่าได้มีบุคคลจำนวนหนึ่งมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนหรือวัตถุระเบิดสำหรับใช้เฉพาะแต่การสงครามไว้ในครอบครองอันเป็นความผิดตามกฎหมาย คสช.จึงมีคำสั่งให้ผู้ที่มีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนหรือวัตถุระเบิดดังกล่าว นำมามอบให้นายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ภายในวันที่ 10  มิ.ย.57 ให้ผู้ที่ปฏิบัติตามคำสั่งนี้ไม่ต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490  สำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนให้มีความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปี ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
    ต่อมา คสช.ก็มีประกาศฉบับที่ 50/2557 ในวันที่ 30 พ.ค.57 ออกมาสำทับอีกครั้งหนึ่งระลอกหนึ่ง ว่าด้วยเรื่องให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิด ที่ใช้เฉพาะแต่การสงคราม ซึ่งเป็นการให้อำนาจศาลทหารพิจารณาคดีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ที่กระทำตั้งแต่วันที่ 22  พ.ค.57 เวลา 16.30 น.เป็นต้นไป 
    ตั้งแต่คำสั่ง คสช.ที่ 37/25537 เราจะเห็นได้ว่ามีผู้นำเอาอาวุธหลากหลายมาทิ้งตามสถานที่ต่างๆ อย่างมากมาย  ทั้งในเขตกรุงเทพมหานคร และในหลายจังหวัดครอบคลุมแทบทุกภูมิภาค ซึ่งอาวุธที่นำมาทิ้งไว้ก็มีเกือบทุกประเภท ทั้งปืนเอ็ม 16, ปืนไรเฟิล, ปืนคาร์บิน, ปืนกลทอมป์สัน, อาก้า, ระเบิดควัน, ระเบิดเพลิง, ระเบิดเอ็ม 67, ระเบิดเอ็ม 79 , อาร์พีจี และกระสุนนานาชนิดนับพันนัด ซึ่งตัวเลขรวมคร่าวๆ ตั้งแต่วันที่ 29 พ.ค.จนถึงปัจจุบัน มีการพบปืนแล้วกว่า 1,500 กระบอก และระเบิดกว่า 900 ลูก 
    เชื่อว่าเมื่อสิ้นสุดวันที่ 10 มิ.ย.แล้ว จะมียอดเพิ่มเติมมากกว่านี้อีกแน่นอน 
    นี่หรือประเทศไทยที่มีมอตโตว่าสยามเมืองยิ้ม แต่ความจริงกลับเกลื่อนไปด้วยอาวุธสงครามแทบทุกหัวระแหง ไม่ต่างจากดินแดนปาเลสไตน์หรือซีเรียที่มีสงครามไม่จบไม่สิ้นเลยทีเดียว 
    พล.อ.ประยุทธ์ได้ตอกย้ำในหลายครั้งหลายคราว่า การเข้ามายึดอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ 22 พ.ค.เป็นรัฏฐาธิปัตย์นั้น เพื่อสร้างความสงบและคืนความสุขให้คนไทยเหมือนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว คำถามที่น่าสนใจคือ คสช.จะคืนความสุขสมานฉันท์ปรองดองของคนในชาติเพียงถ่ายเดียวละหรือ แล้วความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของปวงชนชาวไทยกว่า 64 ล้านคนเล่า เพราะตราบใดที่บ้านเมืองไทยยังเต็มเกลื่อนไปด้วยอาวุธสงคราม ทั้งที่เปิดเผยจากการนำมาคืนและที่ยังซุกซ่อนอยู่ ซึ่งเชื่อว่ามีอีกเป็นจำนวนมากกว่าด้วยซ้ำ จะสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนตาดำๆ ที่วันๆ  มุ่งมั่นแต่ทำมาหากินประทังชีวิตเชื่อได้อย่างไรว่า วันดีคืนดีจะไม่ถูกลูกหลงหรือผลพวงของอาวุธสงครามเหล่านี้เข้าให้
    แม้ คสช.และเจ้าหน้าที่ตำรวจจะตอกย้ำอย่างแม่นมั่นว่า หลังวันที่ 10 มิ.ย. บุคคลใดยังมีอาวุธสงครามอยู่ในครอบครอง หากถูกจับกุมได้จะมีการลงโทษอย่างหนัก แต่หากไม่สามารถจับได้เล่า หรือแม้แต่แค่ทอดเวลาผ่านไปอีกสักเพลาหนึ่ง เรื่องนี้ก็คงเงียบหายไปกับสายลมเหมือนเรื่องอื่นๆ ในอดีตที่เป็นเพียงไฟไหม้ฟางเท่านั้น
    การชุมนุมแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในอดีตนั้น  ต้องยอมรับว่าผู้ที่มีอาวุธสงครามอยู่ในมือมีเพียงแค่เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจเท่านั้น แต่ในช่วงเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้ว่าการชุมนุมทางการเมืองมีอาวุธสงครามเข้ามาพัวพันเสมือนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างไรอย่างนั้น
    ซ้ำร้ายอาวุธสงครามที่แพร่ระบาดในการชุมนุมช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ดูจะมีความหลากหลายและรุนแรงด้วยซ้ำไป  บางครั้งมีประสิทธิภาพที่ใกล้เคียงกับอาวุธประจำกายของเจ้าหน้าที่ด้วยซ้ำไป ซึ่งดูได้จากสถิติผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการชุมนุมของกลุ่ม นปช.ที่ศูนย์เอราวัณได้สรุปตัวเลขไว้ว่าตั้งแต่ 15 มี.ค.-29 พ.ค.53 ว่ามีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตทั้งสิ้น 1,493 ราย โดยผู้เสียชีวิต 87 ราย แบ่งเป็นพลเรือนเสียชีวิต 76 ราย และเจ้าหน้าที่เสียชีวิต 11 ราย ในขณะที่การชุมนุมของ กปปส.ตั้งแต่ 30 พ.ย.56-15 พ.ค.57 นั้น ก็มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตทั่วประเทศทั้งสิ้น 855 ราย โดยพลเรือนเสียชีวิตทั้งหมด 28 ราย
    ทั้งหลายทั้งมวลที่เสียชีวิตและบาดเจ็บ จากการชุมนุมทางการเมืองที่เพียงเห็นต่างในด้านความคิดนั้น กลับต้องมีผู้สังเวยชีวิตถึง 115 ราย ส่วนที่บาดเจ็บและบางรายทุพพลภาพมีถึง 2,348 คน นี่หรือคือเมืองพุทธและเป็นดินแดนสยามเมืองยิ้ม! 
    การคืนความสุขให้กับคนไทยเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอแล้ว ควรต้องคืนความมั่นคงและความปลอดภัยในชีวิตให้กับปวงชนชาวไทยด้วย ที่สำคัญผลพวงของอาวุธสงครามนั้นสร้างความสูญเสียไม่ต่างจากยาเสพติด ซ้ำร้ายผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ยังได้รับเคราะห์มากกว่ากรณียาเสพติดด้วยซ้ำไป ฉะนั้น บทลงโทษแก่ผู้ครอบครองและผู้ใช้อาวุธสงครามจึงไม่ควรยิ่งหย่อนไปกว่ากรณียาเสพติด และอาจต้องมากกว่าด้วยซ้ำ งานนี้  คสช.หากจริงจังและจริงใจในการล้างบางอาวุธสงครามให้หมดสิ้นจากประเทศไทย คงต้องถึงเวลาปรับแก้ไขกฎหมายที่ใช้มาตั้งแต่ พ.ศ.2490 ซึ่ง คสช.เองก็มีอำนาจเต็มที่จะดำเนินการ ขึ้นอยู่กับว่าจะกล้าและคิดถึงความสุขของคนไทยตามปากที่กล่าวอ้างหรือไม่.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น