วันจันทร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2557

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์16-22 มี.ค.2557 โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 มีนาคม 2557 11:32 น.

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์16-22 มี.ค.2557

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์23 มีนาคม 2557 11:32 น.

1. ศาล รธน.มีมติ 6 ต่อ 3 ชี้เลือกตั้ง 2 ก.พ.โมฆะ ด้าน “สุเทพ” นัดเดินขบวนครั้งใหญ่ 29 มี.ค. ชู “ปฏิรูปประเทศ-ไล่ยิ่งลักษณ์”! 
สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์16-22 มี.ค.2557
นายพิมล ธรรมพิทักษ์พงษ์ รองเลขาธิการและหัวหน้าโฆษกศาลรัฐธรรมนูญ แถลงมติศาลรัฐธรรมนูญกรณีเลือกตั้ง 2 ก.พ. (21 มี.ค.)
       เมื่อวันที่ 21 มี.ค. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ประชุมวินิจฉัยกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเรื่องขอให้ศาลฯ วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 245(1) ว่า การจัดการเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา ตาม พ.ร.ฎ.ยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2556 เป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่
      
       หลังประชุม นายพิมล ธรรมพิทักษ์พงษ์ รองเลขาธิการและหัวหน้าโฆษกศาลรัฐธรรมนูญ แถลงว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 ว่า การที่ พ.ร.ฎ.ยุบสภา กำหนดให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.เป็นการทั่วไปในวันที่ 2 ก.พ.ไปแล้ว ปรากฏว่า ยังไม่มีการจัดการเลือกตั้ง 28 เขต จึงถือได้ว่ามิได้เป็นวันเลือกตั้งวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร เป็นผลให้ พ.ร.ฎ.ยุบสภา เฉพาะในส่วนที่กำหนดให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.เป็นการทั่วไปในวันที่ 2 ก.พ.ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 108 วรรคสอง และว่า หลังจากนี้ ต้องตรา พ.ร.ฎ.เลือกตั้งขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ กกต.ต้องไปพิจารณาดำเนินการ ส่วนเรื่องกรอบเวลาดำเนินการ อยู่ที่ กกต.เป็นผู้กำหนด ซึ่งมีแนวปฏิบัติในปี 2549 เป็นบรรทัดฐานอยู่แล้ว ส่วนใครจะต้องรับผิดชอบกับการเลือกตั้ง 2 ก.พ.ที่โมฆะนั้น ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุ
      
       สำหรับตุลาการฯ เสียงข้างน้อย 3 เสียง ที่เห็นว่าการเลือกตั้ง 2 ก.พ.ไม่มีประเด็นใดที่ขัดรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วยนายชัช ชลวร ,นายเฉลิมพล เอกอุรุ และนายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี
      
       นายพิมล กล่าวด้วยว่า เมื่อตุลาการฯ ได้วินิจฉัยว่า พ.ร.ฎ.ยุบสภา ที่กำหนดให้การเลือกตั้ง ส.ส.2 ก.พ. ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว จึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยคำร้องที่ กกต.ขอให้วินิจฉัยเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของ กกต.และคณะรัฐมนตรีในการรับสมัครเลือกตั้งใหม่ใน 28 เขตที่ยังไม่มีผู้สมัคร จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคำร้องดังกล่าว
      
       สำหรับท่าทีของฝ่ายต่างๆ หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้ง 2 ก.พ.เป็นโมฆะนั้น นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. บอกว่า กกต.น้อมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ต้องรอดูคำวินิจฉัยของศาลฯ ว่าให้ กกต.ดำเนินการอย่างไรต่อไป โดย กกต.จะประชุมนัดพิเศษวันที่ 24 มี.ค. พร้อมคาดว่า ทำเหมือนกับ พ.ร.ฎ.แก้ไขเพิ่มเติมกำหนดวันเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อปี 2549 จะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 เดือนจึงจะจัดการเลือกตั้งได้ และว่า หากสถานการณ์ไม่สงบ ก็ไม่ควรจัดการเลือกตั้ง เพราะจัดแล้วจะทำให้เสียเงินภาษีโดยเปล่าประโยชน์
      
       ขณะที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กถึงการดำเนินการตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญว่า มี 2 แนวทาง คือ 1.กกต.ประชุมกับรัฐบาล เพื่อทูลเกล้าฯ ขอ พ.ร.ฎ.เลือกตั้งใหม่ใน 60 วัน หรือ 2.กกต.เชิญหัวหน้าพรรคการเมืองมาปรึกษา เพื่อกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ที่เหมาะสม ซึ่งกรณีนี้อาจไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรอบ 60 วัน ส่วนใครต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าเสียหายจากการเลือกตั้ง 2 ก.พ. 3,800 ล้านบาทนั้น นายสมชัย บอกว่า รัฐบาลต้องเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะการเลือกตั้ง 2 ก.พ.ที่เสียไป มาจากการจัดการเลือกตั้งที่ถูกขัดขวางจนไม่สามารถจัดเลือกตั้งในวันเดียว ซึ่ง กกต.ได้บอกรัฐบาลก่อนวันที่ 2 ก.พ.แล้วว่า หากเดินหน้าต่อจะสุ่มเสี่ยงต่อการถูกฟ้องเป็นโมฆะ แต่รัฐบาลยืนยันให้เดินหน้าเลือกตั้งต่อ ดังนั้นรัฐบาลต้องรับผิดชอบ
      
       ด้านพรรคเพื่อไทย นำโดยนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หัวหน้าพรรค ไม่พอใจคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้การเลือกตั้ง 2 ก.พ.โมฆะ จึงเปิดแถลงโจมตีศาลรัฐธรรมนูญว่าไม่มีอำนาจรับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินไว้วินิจฉัยในเรื่องการจัดเลือกตั้ง ส.ส. และว่า การกระทำของศาลรัฐธรรมนูญเป็นเสมือนการบัญญัติรัฐธรรมนูญขึ้นใช้เองตามใจชอบ เป็นการเวนคืนอำนาจอำนาจอธิปไตยของประชาชนไปเป็นของศาลรัฐธรรมนูญโดยมิชอบ ทั้งนี้ มีรายงานว่า พรรคเพื่อไทยได้แจ้งให้สมาชิกแต่งชุดดำเป็นเวลา 6 วัน เพื่อไว้ทุกข์ให้กับ 6 ตุลาการเสียงข้างมาก โดยเริ่มตั้งแต่วันประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรควันที่ 25 มี.ค. นอกจากนี้พรรคเพื่อไทย ยังให้ผู้สมัครของพรรคฟ้องดำเนินคดีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.และแกนนำ กปปส.อีก 9 คน รวมทั้ง กกต.ทั้ง 5 คน ทั้งทางแพ่งและอาญาทั้ง 77 จังหวัด
      
       ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค บอกว่า ทุกฝ่ายควรใช้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นโอกาสหาทางให้บ้านเมืองเข้าสู่สภาวะปกติ โดยต้องเริ่มจากการที่ กกต.ต้องเป็นเจ้าภาพร่วมกับรัฐบาลในการระดมความคิดว่า ทำอย่างไรให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยชอบ และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย พร้อมหนุนให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และนายสุเทพ พูดคุยกัน ทั้งนี้ มีรายงานว่า นายอภิสิทธิ์ ได้เรียกประชุมอดีต ส.ส.ของพรรคประชุมประจำเดือนในวันที่ 25 มี.ค.เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้น
      
       ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ประกาศว่า หาก กกต.จัดการเลือกตั้งใหม่ กปปส.จะคัดค้านมากกว่าเดิม เพราะมวลมหาประชาชนเรียกร้องให้มีการปฏิรูปก่อนแล้วค่อยเลือกตั้ง ทั้งนี้ นายสุเทพ ได้นัดมวลมหาประชาชนเดินขบวนครั้งใหญ่พร้อมกันในวันเสาร์ที่ 29 มี.ค.เพื่อแสดงพลังเรียกร้องการปฏิรูปประเทศและขับไล่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกฯ ที่ขัดขวางการปฏิรูป โดยใน กทม.จะเดินจากสวนลุมฯ ไปยังลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อถวายสักการะและขอพระราชทานพรจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 พระมหากษัตริย์ผู้ทรงริเริ่มการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ หลังจากนั้นจะเดินไปถวายสักการะพระบรมรูปรัชกาลที่ 7 พระมหากษัตริย์ผู้พระราชทานอำนาจการปกครองให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่ใช่คณะบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ส่วน กปปส.ในต่างจังหวัดให้เดินขบวนในลักษณะเดียวกัน คือไปที่พระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 ถวายสักการะและแสดงพลังเรียกร้องการปฏิรูปประเทศ
      
       นายสุเทพ บอกด้วยว่า ก่อนถึงวันที่ 29 มี.ค. ตนจะนำมวลขนออกเดินชักชวนประชาชนในกรุงเทพฯ ให้ออกมาร่วมเดินรณรงค์ทุกวันตามถนนทุกสาย เพื่อให้การเดินขบวนครั้งนี้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเดินขบวนของประเทศไทย โดยจะเป็นการเดินอย่างสงบและปราศจากอาวุธ เพราะฉะนั้นเจ้าหน้าที่ต้องดูแลความปลอดภัยให้ประชาชนด้วย
       
       2. ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์ชี้มูลความผิด “นิคม” ใช้อำนาจหน้าที่ขัด รธน. เตรียมส่งวุฒิสภาถอดถอน! 

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์16-22 มี.ค.2557
นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา
       เมื่อวันที่ 20 มี.ค. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ได้นัดประชุมลงมติกรณี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา ,นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา และ ส.ส.-ส.ว.อีก 308 คน ออกจากตำแหน่ง จากกรณีเสนอและลงมติเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มา ส.ว. ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไปแล้วว่า เป็นร่างฯ ที่ขัดรัฐธรรมนูญทั้งในแง่เนื้อหาและกระบวนการตรากฎหมาย
      
       หลังประชุม นายประสาท พงษ์ศิวาภัย กรรมการและรองโฆษก ป.ป.ช. และนายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. แถลงว่า นายนิคม ถูกกล่าวหา 4 ประเด็น ซึ่ง ป.ป.ช.เห็นว่า ข้อกล่าวหา 3 ใน 4 ประเด็น ไม่มีมูล จึงให้ตกไปยกเว้นประเด็นตัดสิทธิผู้อภิปราย ผู้ขอแปรญัตติ ผู้ขอสงวนคำแปรญัตติ และผู้สงวนความเห็น ซึ่ง ป.ป.ช.ได้พิจารณากรณีนี้โดยการนำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาประกอบ โดยศาลรัฐธรรมนูญเคยระบุว่า การอภิปรายความคิดเห็นในการบัญญัติกฎหมาย เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของสมาชิกรัฐสภา โดยเฉพาะผู้ที่ขอแปรญัตติและสงวนคำแปรญัตติ หรือกรรมาธิการที่สงวนความเห็นไว้ ย่อมมีสิทธิที่จะอภิปรายแสดงความเห็นและให้เหตุผลในประเด็นที่แปรญัตติ สงวนคำแปรญัตติ หรือที่ได้สงวนความเห็นไว้
      
       เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงจากพยานและหลักฐานในสำนวนแล้ว พบว่า นายสมศักดิ์และนายนิคมได้ผลัดกันทำหน้าที่ประธานที่ประชุมในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา ส.ว.ในวาระ 1 และ 2 โดยมีการตัดสิทธิผู้อภิปรายในวาระ 1 และตัดสิทธิผู้ขอแปรญัตติ ผู้สงวนคำแปรญัตติ และผู้สงวนความเห็นเป็นจำนวนถึง 57 คน โดยอ้างว่าความเห็นดังกล่าวขัดต่อหลักการ ทั้งๆ ที่ยังไม่มีการฟังการอภิปราย นอกจากนี้บุคคลทั้งสองได้ใช้เสียงข้างมากปิดการประชุมอภิปราย ซึ่ง ป.ป.ช.เห็นว่า แม้การปิดอภิปรายจะเป็นดุลพินิจของประธาน และแม้เสียงข้างมากมีสิทธิที่จะมีมติปิดการอภิปรายได้ก็ตาม แต่การใช้ดุลพินิจหรือเสียงข้างมากดังกล่าว จะต้องไม่ตัดสิทธิการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา หรือละเลยไม่ฟังความเห็นของฝ่ายข้างน้อย เพราะฉะนั้นการรวบรัดการปิดอภิปราย เพื่อให้มีการลงคะแนนเสียง จึงเป็นการใช้อำนาจในทางไม่ชอบ เอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายข้างมากโดยไม่เป็นธรรม ซึ่งขัดหลักนิติธรรม
      
       ดังนั้น ป.ป.ช.จึงมีมติเอกฉันท์ว่าการกระทำของนายนิคมมีมูลความผิดฐานส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง และมาตรา 274 ประกอบ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 มาตรา 56 ,58 ,61 และ 62 เห็นควรให้ประธาน ป.ป.ช.ส่งรายงานและเอกสารที่มีอยู่พร้อมความเห็นไปยังประธานวุฒิสภา เพื่อดำเนินการตามมาตรา 273 และ 274 ต่อไป
      
       ทั้งนี้ มติ ป.ป.ช.ส่งผลให้นายนิคมต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที สำหรับข้อกล่าวหาเกี่ยวกับความผิดทางอาญาต่อนายนิคมนั้น ป.ป.ช.กำลังไต่สวนข้อเท็จจริงอยู่ ส่วนสาเหตุที่ ป.ป.ช.ยังไม่ชี้มูลความผิดนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ นั้น เนื่องจากมีประเด็นที่ต้องพิจารณามากกว่ากรณีนายนิคม จึงต้องพิจารณาพยานหลักฐานมากกว่า สำหรับกรณี ส.ส.-ส.ว.308 คนที่เข้าชื่อและลงคะแนนสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มา ส.ว.นั้น ป.ป.ช.จะค่อยๆ ดำเนินการไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ
      
       ด้านนายนิคม กล่าวถึงมติของ ป.ป.ช.ที่ชี้มูลความผิดตนว่า ยอมรับคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช. และคงไม่มีการต่อสู้ทางกฎหมายใดๆ อย่างไรก็ตาม นายนิคม ได้พูดตำหนิ ป.ป.ช.ว่า การตัดสินว่าตนผิดจากกรณีได้สั่งปิดการอภิปราย ทั้งที่มีผู้อภิปรายค้างอยู่นั้น ถือว่าไม่สมเหตุสมผล โดยนายนิคมอ้างว่า การสั่งปิดประชุมเป็นการทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมที่ต้องดำเนินการตามที่มีผู้เสนอให้ปิดการอภิปราย แต่เมื่อ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดแล้ว ถือว่ามีผลแล้ว และตนต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่
      
       นายนิคม ยังบอกด้วยว่า หลังจากนี้ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 จะทำหน้าที่รักษาการประธานวุฒิสภาแทนตน แต่ไม่สามารถทำหน้าที่รองประธานรัฐสภาได้ และว่า เมื่อ ป.ป.ช.ชี้มูลแล้ว จะส่งเรื่องมายังวุฒิสภาเพื่อพิจารณาถอดถอนตนภายใน 20 วัน และต้องขอเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 132(3) เพื่อประชุมพิจารณาถอดถอน พร้อมเชื่อว่าถึงตอนนั้น น่าจะได้ ส.ว.ชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่แล้ว ทั้งนี้ นายนิคม ยืนยันด้วยว่า รองประธานวุฒิสภาไม่สามารถเสนอนายกฯ คนกลางได้
      
       ด้านนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา ยืนยันว่า รองประธานวุฒิสภา สามารถทำหน้าที่ประธานรัฐสภาได้ เพราะไม่มีใครทำหน้าที่ เนื่องจากนายนิคมถูกถอดถอนและมีการยุบสภา พร้อมย้ำว่า หากมีการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนกลาง ก็เป็นหน้าที่ของวุฒิสภาที่ต้องดำเนินการ ส่วนการลงมติถอดถอนนายนิคมนั้น ต้องใช้เสียง 3 ใน 5 จึงต้องรอดูว่า ส.ว.กว่า 50 คน จะถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดหรือไม่ รวมถึง ส.ว.เลือกตั้ง ที่จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 30 มี.ค. ต้องดูว่า กกต.จะรับรองทันการลงมติหรือไม่ หากไม่ทัน ก็จะเหลือ ส.ว.ในการลงมติไม่ถึง 100 คน เมื่อใช้เสียง 3 ใน 5 หรือแค่ 60 เสียง ก็สามารถถอดถอนนายนิคมได้
       
       3. รบ.ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ใช้ พ.ร.บ.มั่นคงแทน ด้าน ตร.จับมือปืนป๊อปคอร์น อ้างเป็นการ์ด กปปส. ขณะที่ “สุเทพ” เชื่อ จับแพะ! 

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์16-22 มี.ค.2557
กระแสสังคมออนไลน์ มีความพยายามจับพิรุธว่าตำรวจจับแพะ ไม่ใช่มือปืนป๊อปคอร์นตัวจริง ทั้งในแง่หน้าตาและรูปร่าง
       เมื่อวันที่ 18 มี.ค. ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้มีมติยกเลิกการบังคับใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และเปลี่ยนมาใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ แทน โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 19 มี.ค.-30 เม.ย. ครอบคลุมพื้นที่ กทม. ,นนทบุรี ,ปทุมธานี เฉพาะ อ.ลาดหลุมแก้ว และสมุทรปราการ เฉพาะ อ.บางพลี โดยให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และอดีต ผอ.ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบ(ศรส.) เป็น ผอ.ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย(ศอ.รส.) และให้นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เป็นเลขาธิการ ศอ.รส.
      
       ทั้งนี้ ที่ประชุม ครม.ให้เหตุผลที่ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินว่า เนื่องจากมีเสียงสะท้อนจากภาคธุรกิจที่เกรงว่า หากประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นเวลานาน จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและการท่องเที่ยว แต่ยืนยันว่า ยังต้องมีกฎหมายบังคับใช้ เพราะยังมีสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงจากการชุมนุมของกลุ่ม กปปส.
      
       เป็นที่น่าสังเกตว่า ได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า รัฐบาลยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อเป็นข้ออ้างในการบีบให้กองทัพบกยกเลิกบังเกอร์ทหาร 176 จุดที่ตั้งขึ้นเพื่อดูแลความปลอดภัยให้ประชาชนและผู้ชุมนุม ซึ่งก็จริงดังที่วิพากษ์วิจารณ์กัน เมื่อนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รักษาการรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้สั่งการให้ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ประสาน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก เพื่อจัดรูปแบบในการดูแลรักษาความสงบ เพื่อให้ภาพลักษณ์กลับคืนมาดีขึ้น โดยให้มีบังเกอร์เฉพาะพื้นที่หน่วยงานราชการ เนื่องจากประเมินแล้วเห็นว่า สถานการณ์การชุมนุมของกลุ่ม กปปส.ลดน้อยลงและไม่ได้ออกมาสร้างความวุ่นวายหรือชัตดาวน์กรุงเทพฯ เหมือนก่อนหน้านี้
      
       ด้าน พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก เผยว่า ขณะนี้ทางทหารยังคงตั้งบังเกอร์ 176 จุดตามเดิม และว่า ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือ พ.ร.บ.ความมั่นคง ยังคงต้องมีเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจดูแลรักษาความปลอดภัยเหตุต่างๆ เหมือนเดิม ส่วนการปรับหรือลดบังเกอร์นั้นต้องพิจารณาตามสถานการณ์ ซึ่งที่ผ่านมาได้พยายามปรับรูปแบบให้มีความกลมกลืนกับสถานที่นั้นๆ บางส่วนย้ายไปอยู่ในจุดที่เหมาะสม
      
       ทั้งนี้ วันเดียวกัน(18 มี.ค.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เผยความคืบหน้าคดีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้ชุมนุมว่า ตำรวจได้ขออนุมัติหมายจับผู้ก่อเหตุปะทะบริเวณแยกหลักสี่แล้ว 4 ราย ศาลอนุมัติหมายจับแล้ว 1 ราย คือ นายวิวัฒน์ ยอดประสิทธิ์ หรือมือปืนป๊อบคอร์น ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น พกพาอาวุธปืน และฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ส่วนอีก 3 ราย ศาลสั่งให้พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม ส่วนเหตุลอบยิงนายสุทิน ธราทิน แกนนำกลุ่มกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ(กปท.) เสียชีวิต ที่บริเวณวัดศรีเอี่ยม เขตบางนา กทม.นั้น ศาลจังหวัดพระโขนง ได้อนุมัติหมายจับชาย 2 คน คือ นายธวัชชัย พรหมจันทร์ ซึ่งอยู่ท้ายรถกระบะที่ตามรถนายสุทิน และชายไม่ทราบชื่อใส่เสื้อลายลายพราง ถือปืนตามภาพสเกตช์ ในข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง พกพาอาวุธปืน และยิงปืนโดยไม่มีเหตุอันควร อย่างไรก็ตาม ทางแกนนำ กปปส.ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดตำรวจจึงออกหมายจับนายธวัชชัย ทั้งที่นายธวัชชัยอยู่บนรถกระบะคันเดียวกับนายสุทิน และเป็นฝ่ายถูกกระทำ ไม่ใช่ฝ่ายกระทำ
      
       เป็นที่น่าสังเกตว่า หลังตำรวจออกมาเผยเรื่องออกหมายจับ วันต่อมา(19 มี.ค.) ตำรวจก็สามารถรวบตัวมือปืนป๊อบคอร์นได้อย่างรวดเร็ว โดย พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกมาเผยว่า ตำรวจภูธรภาค 1 และ 2 สามารถจับกุมตัวนายวิวัฒน์ ยอดประสิทธิ์ ได้ขณะหลบหนีไปอาศัยอยู่กับเพื่อนที่ อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี ขณะที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ในฐานะ ผอ.ศอ.รส. รีบออกมาบอกว่า ได้รับรายงานจาก พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ว่า จับกุมมือปืนป๊อบคอร์นได้แล้วที่ตลาดแห่งหนึ่งใน จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 19 มี.ค. หลังหลบหนีจาก กทม.ไปกบดานอยู่ที่บ้านภรรยาของลูกพี่คนหนึ่งที่ จ.สุราษฎร์ธานี โดยลูกพี่ของนายวิวัฒน์เป็นหัวหน้าการ์ด กปปส.ที่เวทีแจ้งวัฒนะ และว่า นายวิวัฒน์สารภาพว่า เป็นผู้ก่อเหตุในเหตุการณ์รุนแรงที่หลักสี่จริง
      
       ทั้งนี้ วันต่อมา(20 มี.ค.) ร.ต.อ.เฉลิม ได้นำทีมตำรวจเปิดแถลงข่าวการจับกุมนายวิวัฒน์อีกครั้ง พร้อมยืนยันว่า ไม่ได้มีการจับแพะ และว่า การจับมือปืนป๊อปคอร์นได้ครั้งนี้ สะท้อนว่า กปปส.ไม่ได้ชุมนุมอย่างสงบ แต่มีอาวุธขณะที่ พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงว่า นายวิวัฒน์มีอาชีพรับจ้าง เข้ามาเป็นการ์ด กปปส.เวทีแจ้งวัฒนะ ตั้งแต่เริ่มชุมนุมด้วยความสมัครใจ ได้ค่าจ้างวันละ 300 บาท มีนายเม่น เป็นหัวหน้ากลุ่มองค์ดำ และว่า อาวุธปืนเอ็ม 16 ที่ใช้ก่อเหตุ นายเม่นเป็นผู้จัดหามาให้ หลังก่อเหตุได้หลบหนีมาอยู่ในกลุ่มของผู้ชุมนุมเวทีแจ้งวัฒนะ จากนั้นนายเม่นได้พาหลบหนีไปอยู่บ้านภรรยานายเม่นที่ จ.สุราษฎร์ธานี พล.ต.ท.วินัย เผยการแกะรอยเพื่อจับกุมนายวิวัฒน์ด้วยว่า เพราะได้ภาพหลังเกิดเหตุ ที่มีช่วงหนึ่งนายวิวัฒน์เปิดหมวก
      
       ด้านนายวิวัฒน์ สารภาพว่า วันเกิดเหตุมีคนนำอาวุธมาฝากไว้ แล้วเกิดเหตุยิงปะทะ จึงมีคนสั่งให้ช่วยยิงเสริม พร้อมยืนยันว่า เหตุการณ์ที่แยกหลักสี่เป็นการใช้อาวุธครั้งแรกของตน พร้อมอ้างว่า เคยฝึกใช้อาวุธมาก่อนจากคนในกลุ่มการ์ดมาสอนให้ และว่า ไม่เคยพบปะพูดคุยกับหลวงปู่พุทธะอิสระ
      
       เป็นที่น่าสังเกตว่า ระหว่างที่นายวิวัฒน์ตอบคำถามผู้สื่อข่าว ร.ต.อ.เฉลิม พยายามกำกับการให้สัมภาษณ์ของนายวิวัฒน์ตลอดเวลา ก่อนที่ภายหลังจะตัดบท ให้จบการสัมภาษณ์ จากนั้นได้มีการนำตัวนายวิวัฒน์ ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่แยกหลักสี่ ก่อนนำตัวไปขอศาลฝากขัง 12 วัน ระหว่างวันที่ 20-31มี.ค. โดยอ้างว่าการสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จ
      
       ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ได้ออกมายืนยันว่า การ์ด กปปส.ไม่ใช่มือปืนป๊อปคอร์น ที่ก่อเหตุที่หลักสี่แน่นอน เนื่องจากผู้ชุมนุมและการ์ดของ กปปส.ไม่มีอาวุธ และส่วนตัวไม่ทราบว่า มือปืนป๊อปคอร์นเป็นใคร พร้อมเชื่อว่า ที่ตำรวจแถลงข่าวจับกุมมือปืนป๊อปคอร์นนั้น มีการบังคับให้ผู้ต้องหารับสารภาพ และว่า การ์ดของ กปปส.จะได้รับค่าจ้างวันละ 500 บาท ไม่ใช่ 300 บาทตามที่ผู้ต้องหาระบุ นายสุเทพ ยังย้ำด้วยว่า การชุมนุมของ กปปส.ไม่มีการสะสมอาวุธหรือมีอาวุธในพื้นที่ตามที่ ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวหาแต่อย่างใด
      
       4. ผอ.กองสลาก ยันไม่มีหวยล็อกทะเบียนรถนายกฯ อ้างแค่บังเอิญ เล็งปลดที่ปรึกษา หลังให้ข่าวเครื่องออกรางวัลล็อกเลขได้! 

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์16-22 มี.ค.2557
รถที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกฯ ใช้ระหว่างปฏิบัติภารกิจที่เชียงใหม่ ที่ผลสลากงวดวันที่ 16 มี.ค.2557 ออกตรงกับทะเบียนรถทั้ง 2 คันนี้ ทั้งเลขท้ายรางวัลที่ 1 และเลขท้าย 2 ตัว
       หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า ผลการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดประจำวันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่านมา มีการล็อกเลขหรือไม่ เนื่องจากเลขท้าย 3 ตัวของรางวัลที่ 1 (531404) ตรงกับทะเบียนรถโฟล์กตู้ ฆฏ 5404 กรุงเทพมหานคร ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นั่งไปกินก๋วยเตี๋ยวในตัวเมืองเชียงใหม่ และสะดุดล้มขณะก้าวลงจากรถ เมื่อวันที่ 15 มี.ค. นอกจากนี้ผลสลากงวดเดียวกัน เลขท้าย 2 ตัว 79 ยังตรงกับทะเบียนรถโตโยต้า อัลพาร์ต ทะเบียน กธ 7879 เชียงใหม่ ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นั่งไปตรวจงานใน อ.ฝาง-ไชยปราการด้วยนั้น
      
       ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 17 มี.ค. พล.ต.ต.อรรถกฤษณ์ ธารีฉัตร ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้แถลงถึงกรณีที่เลขท้ายรางวัลที่ 1 และเลขท้าย 2 ตัว ตรงกับทะเบียนรถที่รักษาการนายกฯ ใช้ขณะออกตรวจราชการในภาคเหนือ-ภาคอีสานว่า เป็นความบังเอิญมากกว่า พร้อมย้ำว่า ขั้นตอนและอุปกรณ์ในการออกสลาก เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพราะสำนักงานสลากฯ เป็นสมาชิกของแปซิฟิก ล็อตเตอรี่ และเวิลด์ ล็อตเตอรี่ ซึ่งทั้ง 2 องค์กรเข้ามาตรวจสอบผลการออกรางวัลได้ ขณะที่อุปกรณ์ในการออกสลากก็เป็นมาตรฐานเดียวกับสหรัฐอเมริกาและยุโรป ยืนยันว่า ไม่มีการล็อกแน่นอน เพราะบุคคลที่เชิญมาร่วมออกรางวัล ล้วนเป็นตำแหน่งอธิบดี ทั้งยังมีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ช่อง 11 ด้วย
      
        พล.ต.ต.อรรถกฤษณ์ กล่าวอีกว่า กรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.อ้างว่ามีบริษัท 2 ราย จากทั้งหมด 22 ราย ที่ได้โควต้าสลากการกุศล และจะหมดอายุโควต้าในเดือน มิ.ย.นี้ รวม 2 ล้านฉบับ แบ่งเป็นบริษัท เกิดสุขการค้า 1.85 ล้านฉบับ และบริษัท วิงค์อาร์มส์ 1.5 แสนฉบับ ถูกเรียกเงินใต้โต๊ะรายละ 300 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนกลุ่มเสื้อแดงแลกกับการต่ออายุโควต้านั้น ยืนยันว่าไม่จริง หากนายสุเทพมีหลักฐาน สามารถนำมาแสดงได้ และยินดีให้เข้ามาตรวจสอบ
      
        เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้ พล.ต.ต.อรรถกฤษณ์ จะยืนยันว่า ไม่มีการล็อกเลขให้ออกตรงทะเบียนรถนายกฯ แต่ พล.ต.ต.อรรถกฤษณ์ กลับเตรียมหาเครื่องออกรางวัลเครื่องใหม่แทนเครื่องเดิม โดยสั่งให้เจ้าหน้าที่ศึกษาการนำเครื่องออกรางวัลใหม่มาใช้แทนเครื่องเก่า ที่ใช้งานมานานกว่า 12 ปี คาดว่า ต้องใช้เวลาศึกษาประมาณ 3-4 เดือนจึงจะได้ข้อสรุป ก่อนนำเสนอให้คณะกรรมการ(บอร์ด)สลากฯ พิจารณา
      
        นอกจากเล็งเปลี่ยนเครื่องออกรางวัลใหม่แล้ว พล.ต.ต.อรรถกฤษณ์ ยังเตรียมเสนอบอร์ดให้ปลดนายคงเดช หุ่นผดุงรัตน์ อดีตอาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ซึ่งเป็นผู้ออกแบบเครื่องออกรางวัล ลาดกระบัง 6 ออกจากการเป็นที่ปรึกษาสำนักงานสลากฯ ด้วย หลังออกมาให้ข่าวว่า เครื่องออกรางวัลดังกล่าวสามารถล็อกเลขได้ แต่ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องเตรียมการมาก่อนล่วงหน้า โดย พล.ต.ต.อรรถกฤษณ์ บอกว่า ไม่ทราบว่านายคงเดชต้องการสื่อสารอะไร แต่การพูดในลักษณะดังกล่าวได้ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการออกรางวัลของสำนักงานสลากฯ และประชาชนแล้ว โดยตนจะนำเรื่องนายคงเดชเข้าที่ประชุมบอร์ดในเดือน เม.ย.นี้ เพื่อพิจารณา รวมทั้งรับฟังนายคงเดช หากพบว่า มีการทำผิดจริง ต้องปลดออกจากการเป็นที่ปรึกษาของสำนักงานสลากฯ
      
       ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 17 มี.ค. นายคงเดช ได้ให้สัมภาษณ์สื่อถึงกรณีที่มีข่าวการล็อกรางวัลให้ออกตรงกับทะเบียนรถของนายกรัฐมนตรีว่า ในฐานะที่ตนเป็นช่าง และเป็นผู้คิดค้นเครื่องออกรางวัลที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ยอมรับว่าสามารถทำได้ แต่ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีการเตรียมการมาก่อนล่วงหน้า และมีการซักซ้อมมาเป็นอย่างดี แต่การออกสลากงวดวันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่านมา ตนไม่ทราบว่ามีการล็อกหรือไม่ เพราะมีภารกิจต้องเดินทางไปต่างประเทศ “ที่ผ่านมา ทุกวันที่มีการออกสลากกินแบ่งรัฐบาล ผมจะเดินทางมาดูแลเครื่องออกสลากฯ ทุกครั้ง ในฐานะที่ปรึกษาของกองสลาก ตั้งแต่ 07.00น. โดยจะเริ่มตั้งแต่การนำเครื่องออกสลากฯ ออกมาจากห้อง กระทั่งมีการออกรางวัล และขั้นตอนสุดท้ายคือเก็บเครื่องเข้าห้อง ผมถึงจะเดินทางกลับ แต่เมื่อวันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่านมาถือเป็นการออกสลากงวดแรกที่ผมไม่ได้ไปดูเครื่อง และการออกสลากฯ” 
       ด้าน พล.ต.ต.อรรถกฤษณ์ ธารีฉัตร ผอ.สำนักงานสลากฯ พูดถึงกรณีที่ขณะนี้มีการเผยแพร่คลิปการทำงานของเครื่องออกสลากฯ ที่ระบุว่าสามารถล็อกเลขรางวัลได้ โดยยืนยันว่า คลิปดังกล่าวเป็นเหตุการณ์เมื่อปี 2556 ที่มีการตัดต่อและนำมาไม่หมด ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ดังนั้นกองสลากจะแถลงข่าวชี้แจงเรื่องนี้ในวันที่ 27 มี.ค.เวลา 13.00น.ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ โดยจะมีนายคงเดช เข้าร่วมแถลงข่าวด้วย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น