การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันอังคารที่ 3 ธันวาคม 2556
เมื่อไม่ยอมรับอำนาจศาลก็อยู่ยาก
เมื่อไม่ยอมรับอำนาจศาลก็อยู่ยาก : กระดานความคิด โดยเสรี สุวรรณภานนท์
นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ถือเป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ โดยได้แบ่งแยกอำนาจไว้ไม่ให้ก้าวก่ายแทรกแซงซึ่งกันและกันเป็นเรื่องอำนาจใครอำนาจมัน หน้าที่ใครหน้าที่มัน
แต่ในขณะเดียวกัน แต่ละอำนาจ ยังมีหน้าที่สำคัญ คือ การตรวจสอบและถ่วงดุลซึ่งกันและกันกรณีมิใช่ต่างคนต่างอยู่หรือต่างคนต่างใช้อำนาจหรือต่างคนต่างจะใช้จะทำอย่างไรหรือไม่ก็ได้
ดังนั้น หาก ฝ่ายนิติบัญญัติหรือฝ่ายบริหาร ได้ทำหน้าที่ของตนไปโดยถูกต้องชอบธรรม หากตุลาการหรือศาลเข้าไปเกี่ยวข้องยุ่งเกี่ยว เข้าไปตัดสินหรือเข้าไปวินิจฉัยชี้ขาดในงานหรือในหน้าที่ของฝ่ายบริหารหรือฝ่ายนิติบัญญัติอย่างนี้จึงจะเรียกว่า "ก้าวก่ายแทรกแซง" ซึ่งถือได้ว่าเป็นการไม่ถูกต้อง
แต่การที่ ฝ่ายนิติบัญญัติ ทำหน้าที่แล้วปรากฏข้อเท็จจริงว่า ญัตติที่เสนอกับที่พิจารณาในสภาเป็นคนละฉบับกันหรือการลงคะแนนของสมาชิก 1 คนใช้สิทธิ์ลงคะแนนหลายบัตรอันเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญโดยตรง หรือสมาชิกถูกตัดสิทธิ์มิให้นำเรื่องที่สงวนคำแปรญัตติ หรือที่สงวนความเห็นไว้ทำให้ไม่มีโอกาสนำเรื่องมาพิจารณาในสภาฯ เท่ากับใช้เสียงข้างมากลุแก่อำนาจ
รวมทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ ส.ว.ที่ไม่มีสิทธิลงเลือกตั้งได้สามารถลงเลือกตั้งได้อีกในคราวต่อไป ซึ่งถือได้เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตัวเอง เป็นต้น เช่นนี้ เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศโดยชัดแจ้ง เป็นต้น
ดังนั้น เมื่อฝ่ายนิติบัญญัติทำแต่เรื่องผิดต่อกฎหมาย ทำแต่เรื่องที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ กรณีเช่นนี้ เมื่อเกิดข้อขัดแย้งหรือมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้น ศาลรัฐธรรมนูญ จึงมีอำนาจในการพิจารณาและวินิจฉัยชี้ขาดเรื่องหรือปัญหาที่เกิดขึ้นได้ และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยได้ตัดสินชี้ขาดแล้ว ทุกฝ่ายทุกคนต้องยอมรับ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 216
ที่ระบุว่า "องค์คณะของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการนั่งพิจารณาและในการทำคำวินิจฉัย ต้องประกอบด้วยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่น้อยกว่าห้าคน คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ถือเสียงข้างมาก เว้นแต่จะมีบัญญัติเป็นอื่นในรัฐธรรมนูญนี้
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นองค์คณะทุกคนจะต้องทำความเห็นในการวินิจฉัยในส่วนของตนพร้อมแถลงด้วยวาจาต่อที่ประชุมก่อนการลงมติ
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและความเห็นในการวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุกคน ให้ประกาศในราชกิจจานุกเบกษา
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างน้อยต้องประกอบด้วยความเป็นมาหรือคำกล่าวหา สรุปข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการพิจารณา เหตุผลในการวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย และบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่ยกขึ้นมาอ้าง
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ
วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ"
เมื่อ ฝ่ายนิติบัญญัติ ออกมาแสดงตนว่าไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมทำให้ประชาชนและสังคมออกมาต่อต้านฝ่ายที่ไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว ซึ่งรวมเลยไปถึงรัฐบาลที่รู้เห็นเป็นใจตั้งแต่แรก
ฝ่ายนิติบัญญัติ คือ ฝ่ายที่ออกกฎหมายเพื่อให้ศาลนำกฎหมายไปใช้บังคับกับประชาชนคนทั้งประเทศ แต่กลับไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเสียเอง แล้วเช่นนี้ประชาชนทั่วไปจะไปยอมรับกฎหมายที่ฝ่ายนิติบัญญัติออกมาใช้กับประชาชนได้อย่างไร
หากศาลตัดสินแล้วคนไม่ยอมรับ เช่นนี้ประเทศชาติและประชาชนก็จะอยู่ไม่ได้ และมีผลพวงให้ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารที่ไม่ยอมรับอำนาจศาลดังกล่าวไม่สามารถอยู่ต่อไปได้เช่นกัน
แต่ในขณะเดียวกัน แต่ละอำนาจ ยังมีหน้าที่สำคัญ คือ การตรวจสอบและถ่วงดุลซึ่งกันและกันกรณีมิใช่ต่างคนต่างอยู่หรือต่างคนต่างใช้อำนาจหรือต่างคนต่างจะใช้จะทำอย่างไรหรือไม่ก็ได้
ดังนั้น หาก ฝ่ายนิติบัญญัติหรือฝ่ายบริหาร ได้ทำหน้าที่ของตนไปโดยถูกต้องชอบธรรม หากตุลาการหรือศาลเข้าไปเกี่ยวข้องยุ่งเกี่ยว เข้าไปตัดสินหรือเข้าไปวินิจฉัยชี้ขาดในงานหรือในหน้าที่ของฝ่ายบริหารหรือฝ่ายนิติบัญญัติอย่างนี้จึงจะเรียกว่า "ก้าวก่ายแทรกแซง" ซึ่งถือได้ว่าเป็นการไม่ถูกต้อง
แต่การที่ ฝ่ายนิติบัญญัติ ทำหน้าที่แล้วปรากฏข้อเท็จจริงว่า ญัตติที่เสนอกับที่พิจารณาในสภาเป็นคนละฉบับกันหรือการลงคะแนนของสมาชิก 1 คนใช้สิทธิ์ลงคะแนนหลายบัตรอันเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญโดยตรง หรือสมาชิกถูกตัดสิทธิ์มิให้นำเรื่องที่สงวนคำแปรญัตติ หรือที่สงวนความเห็นไว้ทำให้ไม่มีโอกาสนำเรื่องมาพิจารณาในสภาฯ เท่ากับใช้เสียงข้างมากลุแก่อำนาจ
รวมทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ ส.ว.ที่ไม่มีสิทธิลงเลือกตั้งได้สามารถลงเลือกตั้งได้อีกในคราวต่อไป ซึ่งถือได้เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตัวเอง เป็นต้น เช่นนี้ เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศโดยชัดแจ้ง เป็นต้น
ดังนั้น เมื่อฝ่ายนิติบัญญัติทำแต่เรื่องผิดต่อกฎหมาย ทำแต่เรื่องที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ กรณีเช่นนี้ เมื่อเกิดข้อขัดแย้งหรือมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้น ศาลรัฐธรรมนูญ จึงมีอำนาจในการพิจารณาและวินิจฉัยชี้ขาดเรื่องหรือปัญหาที่เกิดขึ้นได้ และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยได้ตัดสินชี้ขาดแล้ว ทุกฝ่ายทุกคนต้องยอมรับ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 216
ที่ระบุว่า "องค์คณะของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการนั่งพิจารณาและในการทำคำวินิจฉัย ต้องประกอบด้วยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่น้อยกว่าห้าคน คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ถือเสียงข้างมาก เว้นแต่จะมีบัญญัติเป็นอื่นในรัฐธรรมนูญนี้
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นองค์คณะทุกคนจะต้องทำความเห็นในการวินิจฉัยในส่วนของตนพร้อมแถลงด้วยวาจาต่อที่ประชุมก่อนการลงมติ
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและความเห็นในการวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุกคน ให้ประกาศในราชกิจจานุกเบกษา
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างน้อยต้องประกอบด้วยความเป็นมาหรือคำกล่าวหา สรุปข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการพิจารณา เหตุผลในการวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย และบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่ยกขึ้นมาอ้าง
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ
วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ"
เมื่อ ฝ่ายนิติบัญญัติ ออกมาแสดงตนว่าไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมทำให้ประชาชนและสังคมออกมาต่อต้านฝ่ายที่ไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว ซึ่งรวมเลยไปถึงรัฐบาลที่รู้เห็นเป็นใจตั้งแต่แรก
ฝ่ายนิติบัญญัติ คือ ฝ่ายที่ออกกฎหมายเพื่อให้ศาลนำกฎหมายไปใช้บังคับกับประชาชนคนทั้งประเทศ แต่กลับไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเสียเอง แล้วเช่นนี้ประชาชนทั่วไปจะไปยอมรับกฎหมายที่ฝ่ายนิติบัญญัติออกมาใช้กับประชาชนได้อย่างไร
หากศาลตัดสินแล้วคนไม่ยอมรับ เช่นนี้ประเทศชาติและประชาชนก็จะอยู่ไม่ได้ และมีผลพวงให้ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารที่ไม่ยอมรับอำนาจศาลดังกล่าวไม่สามารถอยู่ต่อไปได้เช่นกัน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น