วันพุธ ที่ 18 ธันวาคม 2556
ขอยกเอาคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2556 ในช่วงท้าย มาแสดง "อาศัยเหตุดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น จึงวินิจฉัยโดยมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 ว่า การดำเนินการพิจารณาและล้มมติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของผู้ถูกร้องทั้งหมด ในคดีนี้ เป็นการกระทำที่ไม่ชอบโดยกฎหมายรัฐธธรมนูญ โดยกฎหมายมาตรา 122 มาตรา 125 วรรค 1 และ วรรค 2 มาตรา 126 วรรค 3 มาตรา 291 และมาตรา 3 วรรค 2 และวินิจฉัยโดยมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 ว่ามีเนื้อความเป็นสาระสำคัญขัดแย้งต่อหลักการพื้นฐานและเจตนารมณ์ของรัฐ ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 อันเป็นการทำให้ผู้ที่ถูกร้องได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศด้วยวิธีการ ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรค 1" มาตรา 68 วรรค 1 บัญญัติไว้ว่า "บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ มิได้" ตามมาตรา 68 วรรค 1 จะแยกการกระทำที่ไม่อาจทำได้ ถ้าทำก็ขัดรัฐธรรมนูญ ออกเป็น 2 กรณี คือ 1. ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ 2. เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่า ทำไม่ได้ เป็นไปตาม 2. แต่ไม่ได้เป็นไปตาม 1. ซึ่งหาก ปปช.จะชี้มูลนั้น ข้อหากบฎอาจไปถึง หรือไม่ถึง ก็ได้ แต่ถ้าถึง เผ่นป่าราบแน่ๆ ไอ้พวกรกสภา แต่ข้อหาที่โดนแน่ๆคือ การปลอมเอกสาร และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ไม่มีพลาดแน่นอน "ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือ ละเว้นการปฏิบัติ หน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาทหรือ ทั้งจำทั้งปรับ" ข้อหาปลอมเอกสาร จะตกกับผู้ทำเอกสาร เลขาธิการสภา ส.ส. และ ส.ว. 312 คน ที่เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ ขั้นตอนการพิจารณา ถ้าใช่ ก็ 157 ประธานสภากับรอง ก็รับไป และการที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กระทำการมิบังควร ทูลเกล้าฯ ถวายร่างกฎหมายที่มีปัญหานี้ ซึ่งอาจถึงกับกฎหมายที่มีข้อหาร้ายแรง มาตรา 112 แต่กรณีนี้ อาจหลุดพ้นความผิดไปได้ ถ้าได้รับการพระราชทานอภัยโทษ จากการขอร่างคืนมาเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2556 ถึงอย่างไร นางยิ่งลักษณ์น้องสาวนักโทษหนีคดี ก็ยังไม่พ้นกรรม ตามข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือ ละเว้นการปฏิบัติ หน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จากการที่เธอไปยกมือโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการปลอม การปฎิบัติที่ฉ้อฉล ฉบับนั้น ตามคำร้องที่มีการยื่นขอให้ถอดถอน ส.ส. และ ส.ว. จำนวน 383 คน ที่มีผู้ยื่นต่อ ปปช.ในภายหลัง มาตรา 272 วรรค 4 ของรัฐธรรมนูญ "ถ้าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อย กว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ว่าข้อกล่าวหาใดมีมูล นับแต่วันดังกล่าว ผู้ดำรงตำแหน่งที่ถูกกล่าวหาจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปมิได้จนกว่าวุฒิสภาจะมีมติและให้ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติส่งรายงานและเอกสาร ที่มีอยู่พร้อมทั้งความเห็นไปยังประธานวุฒิสภาเพื่อดำเนินการตามมาตรา 273 และอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต่อไป แต่ถ้าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเห็นว่าข้อกล่าวหาใด ไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาข้อน้บนเป็นอันตกไป" แม้ิ ปปช.จะยึดหลัก 4 ลอ คือ ละเอียด ละเมียด ละมุน ละไม อย่างไรก็ตาม ปปช.ก็คงไม่สามารถที่จะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากชี้มูล โดยต้องยึดถือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นหลัก แม้สภาจะถูกยุบ แต่นายกรักษาการก็ต้องหลุดพ้นตำแหน่งทันที แน่นอน ถ้ามีการสมัครรับเลือกตั้งขึ้นมา มีปัญหาเลย และ ปปช.ก็ต้องส่งเรื่องไปยังอัยการสูงสุดเพื่อเพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ขอยกพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่กล่าวถึงการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งหน้าที่ "มาตรา 58 เมื่อปรากฏว่าผู้ดำรงตำแหน่งดังต่อไปนี้ ผู้ใดมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย วุฒิสภามีอำนาจดำเนินการถอดถอนผู้นั้นออกจากตำแหน่งได้ตามบทบัญญัติในหมวดนี้ (1) นายกรัฐมนตรี (2) รัฐมนตรี (3) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (4) สมาชิกวุฒิสภา" การกระทำความผิดอาญา แม้ว่าจะเป็นผู้กระทำความผิด ต่อเ้มื่อศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว แต่ความผิดนั้น ย่อมเริ่มนับ เมื่อลงมือกระทำ จนกระทั่งกระทำจนลุล่วง เป็นไปตามผล สมเจตนาที่ทุจริิต โดยมีกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด ดังเช่น การปลอมร่าง ก็เริมนับจากการลงมือทำปลอมขึ้นมา จนเสร็จ การใช้ร่างปลอมก็ยับจากการนำเสนอไปจนถึงสภารับ การเสียบบัตร เริ่มนับจากมีการเสียบจนเสร็จ ส่วนการโหวต ก็เริ่มจากมีการโหวต จนมีผลโหวต เกี่ยวกับยิ่งลักษณ์ คือได้โหวต โดยใช้ความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถือว่าเป็นผู้ดำรงตำแหน่ง และในขณะเดียวกันก็เป็นนายกด้วย ซึ่งเป็นบุคคลที่ต้องมีวุฒิภาวะ เป็นผู้ประพฤติอยู่ในศีลธรรมอันดี มีสามัญสำนึก มีคุณธรรม จริยธรรม และมีธรรมาภิบาล ในความเป็นผู้นำ ด้วยความสูงส่ง แต่การกระทำของเธอ เหมาะสม คู่ควร หรือไม่ อย่างไร ยังมีอีก 1 มาตรา จากรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน ที่จะขอยกมาปิดท้ายบทความนี้ เพื่อบอกว่า ถ้า ปปช.ชี้มูล ในขณะหรือระหว่างที่นางยิ่งลักษณ์ลงสมัครรับเลือกตั้ง หรือชนะเลือกตั้ง ได้เป็นนายกอีกสมัย มาตรานี้ จะตามหลอกหลอนนางยิ่งลักษณ์ไปตลอด มาตรา 102 บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (6) เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ คำว่า"ถือว่ากระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ"ตรงนี้ อาจกินความหมายกว้า่ง แต่คำสั่งชี้มูลของ ปปช.ก็ย่อมถือว่ามีการทำผิดเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งนำไปเทียบเคียงได้กับลักษณะและคุณสมบัติของนางยิ่งลักษณ์ และพวก ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่อาจถือว่ากระทำความผิด ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้มีผลต้องห้ามไม่ให้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไหม? แน่นอน ถ้าลงสมัครไปแล้ว ก็ถือว่า สมัครไม่ได้ เพราะเป็นผู้มีมลทิน และเป็นโมฆะทันที เชิญครับ นางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลงสมัครปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 ของพรรคเพื่อไทย ไปเลยครับ |
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น