วันจันทร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

หลักการและความเป็นจริง “กองทัพ” อยู่แบบนี้ดีอยู่แล้ว เมื่อ 18 พ.ย.56

หลักการและความเป็นจริง “กองทัพ” อยู่แบบนี้ดีอยู่แล้ว


อาจเป็นอาการกลืนไม่เข้า คายไม่ออก ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ที่ถูกมองจากสังคมและมวลชน ที่ยังหวังให้ทหารออกมาเป็นพระเอกขี่ม้าขาว แก้ไขวิกฤติทางการเมือง ล้มกระดานอำนาจเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนขั้วอำนาจ หรือตั้งรัฐบาลแห่งชาติ รวบรวมทุกฝ่ายเข้ามาบริหารจัดการแก้ไขปัญหา ไม่ใช่การเซตซีโร ออกกฎหมายนิรโทษกรรมเหมาเข่ง เป้าหมายเพื่อล้มล้างความผิดให้นักโทษหนีคุก โดยเอาผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียนับแต่เหตุการณ์รัฐประหารครั้งล่าสุด รวมไปถึงเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี 2553     
    ยังมีแนวคิดของอดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มองเลยไปถึงเรื่องการปฏิรูปประเทศ การถวายคืนพระราชอำนาจ เพราะเชื่อว่ากลุ่มที่มีอำนาจในประเทศตัวจริง และทุนสามานย์ที่กำลังครอบครองประเทศพร้อมที่จะสมานฉันท์ เจรจาไกล่เกลี่ยกันได้ทุกเมื่อ ปล่อยให้พรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มพันธมิตรฯ เดิม เลยไปถึงกลุ่มเสื้อแดง กลายเป็นฝ่ายที่ถูกหักหลัง และหลอกใช้งานได้ในช่วงจังหวะทางการเมือง โดยเชื่อว่ากองทัพเป็นพร้อมเครื่องมือของผู้มีอำนาจในบ้านเมือง และรัฐบาลที่มีอำนาจซ้อนจากนักโทษหนีคดี เพราะกองทัพเองก็ไม่อยากเป็นแพะรับบาปจากเหตุวิกฤติทางการเมืองทุกครั้ง
    นั่นคือความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ต้องออกมาเดินขบวนจัดการชุมนุมบนท้องถนน ในการต่อสู้กับระบอบทักษิณ และกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับเหมาเข่ง ในขณะที่ท่าทีกองทัพยังคงนิ่ง และไม่แสดงออกในการเข้าข้างฝ่ายใด พร้อมทั้งขอหลักประกันว่า ทหารจะไม่เป็นฝ่ายที่ออกมาทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยในประเทศ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจภายใต้การกำกับดูแลของศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. ที่มีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้อำนวยการ ไม่ใช่ทหารอย่างเช่นที่เคยทำมาแล้ว
    ในขณะที่พลเอกประยุทธ์ ในฐานะที่เป็นฝ่ายความมั่นคง ได้ให้สัมภาษณ์ชัดเจนว่า ได้แจ้งให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่าต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง และได้ประสานงานไปยังฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ขอให้ดูแลประชาชนให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ทหารไม่ได้นิ่งนอนใจ และทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายความมั่นคงเท่าที่ทำได้ แต่ในฐานะผู้บัญชาการทหารบก ไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์หรือพูดอะไรเป็นการส่วนตัวไม่ได้มากนัก แต่ก็ยืนยันกับสังคมโดยรวมว่า ทหารทำหน้าที่ตลอดเวลา ไม่เคยอยู่นิ่งเฉย ประชาชนที่มีความเห็นต่างในปัจจุบันต้องพยายามคลี่คลาย
    และนั่นน่าจะเป็นท่าทีที่ทหารเฝ้าติดตามสถานการณ์ และพร้อมจะดูแลประชาชนไม่ให้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้น โดยพลเอกประยุทธ์เตือนไว้ว่า ผู้หนึ่งผู้ใดที่จะใช้ความรุนแรง คิดทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คือคนที่เป็นอันตรายต่อชาติและแผ่นดิน พร้อมขอให้ทุกคนหาบุคคลเหล่านี้ให้เจอ และไม่ปล่อยให้สถานการณ์เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนปี 2553 ที่ต้องหาผู้รับผิดชอบและผู้ที่ใช้ความรุนแรงให้ได้ ซึ่งทหารมีพยานหลักฐานพอสมควร ขั้นตอนต่อไปคือ ทำความเข้าใจ และหาผู้กระทำความผิด นอกจากนั้นยังแสดงท่าทีว่าไม่อยากให้ความรุนแรงครั้งใหม่เกิดขึ้นอีก 
    ซึ่งหากจุดยืนของผู้นำทางทหารชัดเจนว่าไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว และไม่ได้เป็นกองหนุนให้ฝ่ายใด กลุ่มมวลชนที่คิดหวังพึ่งให้ทหารออกมาล้มกระดานอีกครั้งจะได้ไม่จุดไฟเติมฟืนเรียกกระแสให้ทหารออกมายึดอำนาจอีก ในขณะที่กลุ่มที่ผิดหวังกับทหารจะได้ไม่มองว่าทหารเลือกอยู่ข้างรัฐบาล ตอบสนองกระแสข่าวเรื่องการรัฐประหารตัวเองเพื่อต่ออายุรัฐบาลที่มีมลทินและคดีเรื่องทุจริตคอร์รัปชันที่ค้างอยู่ในปัจจุบัน ไม่ต้องพุ่งเป้าให้ทหารเข้ามาเป็นคณะกรรมการตัดสิน หรือห้ามทัพ เลยไปถึงเข้ามาดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยเหมือนที่มีบางฝ่ายกำหนดเกมไว้    
    ภายใต้สถานการณ์ที่กลุ่มมวลชนกำลังประกาศตัวยกระดับเพื่อรองรับสถานการณ์อื่นๆ ที่จะตามมาในอนาคต อีกทั้งผลของคำพิพากษาศาลโลกยังคลุมเครือ เพราะไม่มีใครกล้าชี้ชัดว่าเสียดินแดนหรือไม่ ยังอยู่ในสถานการณ์คลื่นใต้น้ำพอสมควร พร้อมกันนั้นยังมีห้วงระยะเวลาแห่งการชี้ขาดของศาลรัฐธรรมนูญในสัปดาห์หน้า การชี้ขาดของคณะกรรมการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ในคดีรับจำนำข้าว ที่กำลังเป็นสถานการณ์เร่งความร้อนแรงตามมา แน่นอนว่าทุกฝ่ายจะพุ่งเป้าไปที่ทหาร และจะมีการดึงทหารเข้าไปเป็นพวก เพื่อให้เกิดกระแสความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน กลายเป็นเงื่อนไขแห่งความรุนแรงและเผชิญหน้าระหว่างกันมากขึ้น ซึ่งเรามุ่งหวังว่าทหารจะติดตามสถานการณ์ และ ดำรงท่าทีและบทบาทตามกฎหมายที่ควรจะเป็น.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น