วันพุธที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ครม.ผวาสั่งสอบด่วนจม.ลึกลับขู่ขับรถถังบุกทำเนียบ เมื่อ 9 ต.ค.56



ครม.ผวาสั่งสอบด่วนจม.ลึกลับขู่ขับรถถังบุกทำเนียบ


“รัฐบาล” ผวาวันดวงแตก ระดมกำลัง ตร. 15 กองร้อย คุ้มเข้มม็อบ กปท.รอบทำเนียบฯ พร้อมตั้งจุดตรวจอาวุธเข้ม ยังอุบงัด พ.ร.บ.ความมั่นคงคุม โวยังเอาอยู่ เตือนระวังมือที่ 3 สร้างสถานการณ์ ขณะที่ “ครม.” เต้นสั่งสอบ จม.ลึกลับ ตีตรากองทัพบก ขู่ขับรถถังบุกทำเนียบ ไล่คนไม่เกี่ยวพ้นทาง-หนีซุกตปท. ด้าน “พท.” มุกเดิมอ้างมีกลุ่มการเมืองชักใย พร้อมเตรียมเปิดตัวแก๊งใหม่โค่นรัฐบาล 13 ต.ค.นี้ ปูดแผนหวังปลุกระดมมวลชนผ่านโซเชียลมีเดีย สร้างความรุนแรง ยึดทำเนียบ-สนามบิน-ช่อง 11 ขู่ฟ้องเจอฟ้องข้อหากบฏแน่ ส่วน “ม็อบ กปท.” ปักหลักยึดถนน ลั่นอยู่โยงยาว อ้างรัฐบาลก้าวล่วงพระราชอำนาจ ยื่นทูลเกล้าฯ แก้ รธน. ที่มาสว. โวยตร. สกัดเสบียง-แนวร่วม
ม็อบ กปท.ปักหลักยึดถนน
วันที่ 8 ต.ค. บรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) ที่เดินทางปักหลักชุมนุมรอบบริเวณทำเนียบรัฐบาล โดยทำการปิดถนนพิษณุโลก มาตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค. โดยในช่วงเช้า กลุ่มผู้ชุมนุมบางตา แต่ยังคงมีการปราศรัยบนเวทีโจมตีการบริหารงานของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้การชุมนุมดังกล่าวยังมีนักศึกษาช่างกลพระราม 6 ช่างกลนนทบุรีและกองทัพธรรมมูลนิธิร่วมชุมนุมด้วย ซึ่งบริเวณการชุมนุมยังได้มีการตั้งครัวชั่วคราว เพื่อแจกจ่ายอาหารให้กับผู้เข้าร่วมการชุมนุมบนเส้นทางการจราจรฝั่งทำเนียบรัฐบาลอีกด้วย
โวยโดนสกัดเสบียง-แนวร่วม
ต่อมา เมื่อเวลา 10.45 น. พล.ร.อ.ชัย สุวรรณภาพ และพล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ เสนาธิการร่วม กปท. ร่วมแถลงข่าว โดย พล.ร.อ.ชัย กล่าวว่า การปิดเส้นทางจราจรถนนพิษณุโลกจากแยกพานิชการถึงแยกมิสกวัน ซึ่งเป็นที่ชุมนุมนั้น ไม่ใช่การกระทำของผู้ชุมนุมแต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อ้างความปลอดภัย โดยมีความพยายามที่จะไม่ให้มีรถผ่านและสกัดกั้นผู้ที่ต้องการเข้ามาร่วมชุมนุม ทั้งที่ กปท.ทำตามสิทธิของกฎหมายและไม่มีท่าทีที่เป็นอันตราย นอกจากนี้การลำเลียงเสบียงอาหารให้กับผู้ชุมนุมในพื้นที่ก็ยังถูกปิดกั้นถือเป็นการละเมิดลิทธิ อีกทั้งมวลชนจากต่างจัดหวัดที่ต้องการจะเดินทางเข้ามาร่วมชุมนุมก็ยังถูกกดดันพอสมควร จึงทำให้ประชาชนเกิดความเกรงกลัวที่จะเข้าร่วมชุมนุม
ลั่นปักหลักยาว
ด้านพล.อ.ปรีชา ยืนยันว่า ไม่ได้ทำผิดกฎหมายและจะปักหลักชุมนุมอยู่บริเวณนี้ เจ้าหน้าที่จะทำอะไรก็จะไม่ต่อสู้ และขณะนี้ฝ่ายรัฐบาลก็ยังไม่ส่งตัวแทนในการเจรจาแต่อย่างใด แต่หากมีการส่งตัวแทนก็ยินดีที่จะพูดคุยด้วย เพราะการเจรจาไม่ใช่เรื่องเสียหาย อย่างไรก็ตาม การชุมนุมของ กปท.ไม่ได้มาเพื่อล้มรัฐบาลแต่เป็นการประท้วงที่รัฐบาลไม่ดูแลปากท้องประชาชน มุ่งแต่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะเรื่องที่มาของ สว.ที่มีการทูลเกล้าฯ ไปแล้ว ซึ่งถือเป็นการก้าวล่วงพระราชอำนาจ รัฐบาลทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของตัวเองไม่เคยทำเพื่อชาติจะเป็นรัฐบาลได้อย่างไร ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขยับแนวรั้วเหล็กที่ใช้ปิดกั้นเส้นทางจราจรระหว่างแยกสวนมิสกวันกับกลุ่มผู้ชุมนุม เริ่มขยับมาอยู่ที่บริเวณหน้าประตู 4 ทำเนียบรัฐบาลแล้ว
ระดม 15 กองร้อย รปภ.เข้ม
ขณะที่การรักษาความปลอดภัยนั้น ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจลจำนวน 15 กองร้อย ซึ่งมาจากพื้นที่ต่างๆ อาทิ กองบังคับการตำรวจนครบาล (บก.น.)1 3 5 6 และ 7 รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจาก จ.ชลบุรีและ จ.ระยอง โดยภายในทำเนียบรัฐบาลได้มีรถปราบจลาจล 1 คัน เตรียมการไว้ภายในทำเนียบรัฐบาลพร้อมกับมีการวางลวดหนามบริเวณประตู 3 รวมทั้งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนรักษาการณ์ถือโล่พร้อมกระบองตามประตูเข้า-ออก โดยรอบทำเนียบรัฐบาล ขณะที่บริเวณประตูด้านหน้าทำเนียบมีการตั้งแท่งแบริเออร์สูง 1.60 เมตร ซึ่งเป็นแบริเออร์แบบใหม่ และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจลยืนรักษาความปลอดภัย ส่วนภายนอกทำเนียบรัฐบาลบริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ ถ.พิษณุโลก ซึ่งเป็นทางเข้าพื้นที่ชุมนุมมีเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนแถวเรียงหน้ากระดานควบคุมป้องกันรักษาความสงบเรียบร้อยอย่างแน่นหนา โดยมีการตรวจกระเป๋าผู้ที่เดินผ่าน โดยการจราจรมีการปิดถนนตั้งแต่บริเวณสะพานชมัยมรุเชฐถึงแยกสวนมิสกวัน ส่งผลให้การจราจรบริเวณด้านหน้ากระทรวงศึกษาธิการติดขัดอย่างต่อเนื่อง
ตร.ตั้งจุดตรวจอาวุธรอบม็อบ
พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษก ตร. กล่าวว่า พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ได้เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์การชุมนุมกลุ่มกองทัพประชาชนฯ ซึ่งชุมนุมปิดถนนราชดำเนินนอก บริเวณใกล้ประตู 5 ทำเนียบรัฐบาล ทำให้การจราจรบนถนนพิษณุโลกและถนนราชดำเนินนอกบางส่วนไม่สามารถใช้งานได้ ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยทั่วไป ประกอบกับการมีข่าวว่าอาจจะมีผู้ไม่หวังดีสร้างสถานการณ์ยกระดับการชุมนุมนั้น ทั้งนี้ พล.ต.อ.อดุลย์ จึงได้สั่งการให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล ตั้งจุดตรวจเพื่อคัดกรองและตรวจตราอาวุธ, ยานพาหนะ หรือสิ่งที่ก่อให้เกิดอันตรายทุกชนิด โดยเป็นการดูแลความปลอดภัยของกลุ่มผู้ชุมนุม ทั้งนี้ การตั้งจุดตรวจ ประชาชนสามารถเดินเข้า-ออกได้ตามปกติ เพียงแต่ต้องมีการตรวจค้นเพื่อความปลอดภัยข้างต้น
“ประชา” เรียกความมั่นคงถกรับมือ
ด้าน พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อาทิ นายชัยเกษม นิติสิริ รมว.ยุติธรรม นายสมศักย์ ภูรีศรีศักดิ์ รมว.ท่องเที่ยวฯ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นายชูเกียรติ รัตนชัยชาญ เลขาคณะกรรมการกฤษฎีกา และตัวแทนสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เพื่อประเมินสถานการณ์การชุมนุมโดยรอบทำเนียบรัฐบาล โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ อาทิ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.อำนาจ อันอาตม์งาม ผช.ผบ.ตร. พล.ต.ท.คํารณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) พล.ต.สฤษฏ์ชัย เอนกเวียง ผบช.ส. เข้าให้ข้อมูลทั้งนี้ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ กล่าวภายหลังการหารือว่า ขณะนี้สถานการณ์ยังไม่น่าเป็นห่วง มีเพียงผู้ชุมนุมที่ปิดถนน จึงยังไม่ประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงอย่างที่มีกระแสข่าว และหลังจากนี้จะมีการเจรจากับผู้ชุมนุม ซึ่งอยู่ระหว่างพิจาณาตัวแทนการเจรจาของฝ่ายรัฐ ซึ่งอาจจะเป็น พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย ผู้บังคับการตำรวจจราจร ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าว พล.ต.อ.ประชา จะเป็นผู้ชี้แจงและให้ข้อมูลเอง
สั่งจับตา 56 องค์กรชุมนุม ม.รังสิต
พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวว่า สถานการณ์ยังอยู่ในขั้นที่สามารถควบคุมได้ แต่ก็ไม่ประมาทและระมัดระวัง เพราะผู้ชุมนุมที่เดือดร้อนจริงๆ รัฐบาลได้พูดคุยกันเรียบร้อยแล้ว และได้ทยอยกลับไปแล้ว จะเหลือเพียงกลุ่มเดียวคือ กลุ่มกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) ต้องเร่งทำความเข้าใจเพราะส่งผลกระทบต่อการจราจรติดขัด และผู้นำประเทศจีนกำลังจะเดินทางมาประเทศไทย เมื่อถามว่า หน่วยงานด้านความมั่นคงได้รายงานให้ทราบหรือไม่ว่าจะมีการประสานกับแกนนำผู้ชุมนุมทางภาคใต้ให้ขึ้นมาสมทบ พล.ท.ภราดร กล่าวว่า ได้ติดตามอย่างใกล้ชิดแล้วว่ายังไม่มีการเคลื่อนตัว ต้องคอยจับตาดูวันที่ 13 ตุลาคม จะมีการประชุมของ 56 องค์กร ที่มหาวิทยาลัยรังสิต ก็ต้องดูด้วยว่าจะมีความสัมพันธ์กันหรือไม่ เบื้องต้นผู้ชุมนุมมีความระมัดระวังเพราะมีบทเรียนจากการชุมนุมในอดีต หากรัฐบาลเจรจากับกลุ่ม กปท.แต่เขาไม่ยอมไป ก็ยังต้องพยายามกันต่อไปก่อน
ครมโชว์ จม.ลึกลับตรากองทัพ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายภักดีหาญส์ หิมะทองคำ รองโฆษกประจำสำนักนายกัฐมนตรี ได้นำจดหมายที่จ่าหน้าซองถึงตนเอง ส่งมาที่ทำเนียบรัฐบาล แต่ไม่ระบุผู้ส่ง มีเพียงมุมบนซ้ายหน้าซองจดหมายพิมพ์เลียนแบบฟอร์มราชการ พิมพ์ที่อยู่กองบัญชาการกองทัพบก ถนนราชดำเนิน กทม. 10200 ขณะที่ตัวจดหมายมีตราสัญญาลักษณ์กองทัพบกและภาพรถถังไม่ทราบรุ่นและประเทศ พร้อมข้อความระบุ “ข่าวกองทัพบก รถคันข้างล่างนี้จะมาฝึกพลขับที่หน้าทำเนียบเร็วๆ นี้ ขอให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากพื้นที่ด่วน หรือจะไปอยู่ต่างประเทศ ก็เชิญตามสบายเดี๋ยวไม่มีโอกาสได้ไป จึงประกาศมาให้ทราบ” โดยนายภักดีหาญส์ เปิดเผยว่า ได้นำจดหมายมอบให้กับ พล.ต.ต.ธวัช บุญเฟื่อง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ตรวจสอบแล้ว
พท.ฉุนขู่งัดข้อหากบฏฟันม็อบ กปท.
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ข้อเรียกร้องของ กปท.เป็นเรื่องเดิมๆ ทราบว่า มีกลุ่มการเมืองคอยหนุนหลังในลักษณะรอจังหวะและสถานการณ์ โดยจะยั่วยุให้เจ้าหน้าที่ใช้กำลัง เพื่อให้กลุ่มการเมืองที่อยู่เบื้องหลังเติมคนเข้ามาในการชุมนุม เพราะการชุมนุมที่สวนลุมพินี 62 วันไม่สำเร็จผล จึงยกระดับมาปิดล้อมที่ทำเนียบรัฐบาล เป้าหมายการชุมนุมมี 3 ประเด็น 1.ปิดล้อมและบุกเข้ามาในทำเนียบ 2.ปลุกระดมชักชวนมวลชนผ่านสื่อออนไลน์ให้มาชุมนุม 3.เตรียมพัฒนานำไปสู่การใช้กำลัง ซึ่งเข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และเข้าข่ายทำผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 ล้มล้างเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ มีความผิดฐานเป็นกบฏ มีโทษประหารหรือจำคุกตลอดชีวิต ขณะนี้กำลังรวบรวมหลักฐานเพื่อเอาผิดอยู่ นอกจากนี้ทราบว่า ในวันที่ 13 ต.ค.จะมีการเปิดตัวกลุ่มผู้ชุมนุมอีกกลุ่มที่แปลงร่างมาจากฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ซึ่งมีกลุ่มการเมืองอยู่เบื้องหลัง กำลังจับตาว่าจะมารวมกับกลุ่ม กปท.หรือไม่ และหากการชุมนุมของสองกลุ่มนี้จุดติด ก็จะมีทัพหลวงจากกลุ่มการเมืองมาสมทบเป็นกลุ่มสุดท้ายเพื่อโค่นล้มรัฐบาล โดยจะมีการดำเนินการตามแผนการเดิมๆ คือยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสนามบิน ปิดล้อมช่อง 11 โดยเริ่มต้นจากการยึดทำเนียบรัฐบาลก่อน อยากถาม กปท.ว่า การปิดล้อมทำเนียบฯ เพื่อเรียกร้องแบบเดิมๆ ไม่มีเหตุผล ทำเพื่อประเทศชาติหรือเพื่อใครกันแน่
เชื่อหวังล้มรัฐวันดวงแตก
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตราบที่เป็นการชุมนุมตามกรอบกฎหมาย ถือเป็นสิทธิในการชุมนุมอันพึงกระทำได้ การชุมนุมครั้งนี้น่าจะถือเป็นครั้งแรกในโลกที่ชุมนุมโดยปราศจากชุดความเชื่อมโยงหรือความเคลื่อนไหวใดๆ มา เพราะฤกษ์ที่เขาบอกรัฐบาลจะดวงแตกในวันที่ 8 ตุลาคม ยังไม่เห็นอะไรที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ไม่มีอะไรใหม่ เพราะประชาชนเหล่านี้ สติแตก ก่อนที่รัฐบาลจะดวงแตกไปเสียแล้ว รัฐบาลนี้ยังแข็งแรงดี ประเด็นที่นำมาจุดกระแสนั้น ก็ไม่มีอะไร เปรียบเสมือนฟืนเปียก การให้รัฐบาลยุติการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยอ้างว่ากระบวนการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ฟังไม่ขึ้น โดยรวมสถานการณ์ยังไม่น่าเป็นห่วง จึงยังไม่ถึงขั้นประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงอย่างที่มีกระแสข่าว แต่อย่างใด
ลุ้นศาล รธน.ถกปมแก้ รธน. ขัด ม.68
รายงานข่าวจากศาลรัฐธรรมนูญ แจ้งว่า การประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญประจำสัปดาห์ ในวันที่ 9 ต.ค.นี้ เวลา 09.30 น. มีวาระการพิจารณาคำร้องของประธานรัฐสภาส่งความเห็นของนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหากับคณะ และนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กับคณะ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 154 เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 154 วรรคหนึ่ง ว่า ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มาของ ส.ว. ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ นอกจากนี้ ที่ประชุมตุลาการศาลรับธรรมนูญ ยังมีวาระการพิจารณาคำร้องว่าร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของ ส.ว. เข้าข่ายเป็นการล้มล้างการปกครองตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่ ทั้ง 4 คำร้อง ที่ตุลการศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้รวมเป็น 1 สำนวน ขณะเดียวกันที่ประชุม ยังจะพิจารณา คำร้องเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ว่า เข้าข่ายเป็นการล้มล้างการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ทั้ง 6 คำร้องรวมเป็น 1 สำนวน ที่ศาลรัฐธรรมนูญ รับไว้พิจารณาก่อนหน้านี้อีกด้วย
พท.ลุยโล๊ะ รธน. ม. 309
นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวภายหลังการประชุมพรรคเพื่อไทยว่า พรรคได้หารือและเตรียมความพร้อมในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 9-10 ต.ค. และประชุมร่วมรัฐสภา ในวันที่ 11 ต.ค.หารือ ม.190 เรื่องกรอบการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน และคาดกันว่าจะแก้รัฐธรรมนูญ ม.190 ได้ในวันที่ 15 ต.ค.นี้ ทั้งนี้ในที่ประชุมนพ.เหวง โตจิราการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ยังได้ให้ ส.ส.ของพรรคร่วมลงรายชื่อขอแก้รัฐธรรมนูญ ม.309 ส่วนรายละเอียดนพ.เหวงจะอธิบายให้สมาชิกพรรคฟังวันหลัง ซึ่งตนก็ลงชื่อสนับสนุนด้วยเหมือนกัน จากที่ดูมาคาดว่าน่าจะมี ส.ส.ร่วมลงชื่อไม่ต่ำกว่า 40-50 คนแล้ว อย่างไรก็ตาม พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานการประชุมได้แจ้งต่อสมาชิกพรรคว่า มีพรรคอื่นบอกว่ารัฐบาลจะเจ๊งในวันที่ 8 ต.ค. แต่นี่วันที่ 8 ต.ค.แล้วไม่เห็นรัฐบาลจะเป็นอะไร ยังอยู่สบายดี ขอให้ทุกคนสบายใจได้
“มาร์ค” ยัน ปชป.ไร้ปัญหาปรับโครงสร้าง
ส่วนการปรับโครงสร้างเพื่อปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์นั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยมีข้อสรุปชัดเจนคือ 1.ปรับโครงสร้างของสภาที่ปรึกษา โดยจะมีการดึงผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามา บวกกับการขับเคลื่อนในระบบสมัชชา 2.จัดการพื้นที่ เพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์การเลือกตั้ง ก็จะมีระบบเฉพาะที่เป็นคณะกรรมการปฏิบัติการณ์ในเขตพื้นที่ แยกออกมาต่างหากจากกรรมการบริหาร ซึ่งยังคงมีรองหัวหน้าภาค บวกกับรองหัวหน้าพรรคฯ ที่จะได้รับมอบหมายตามภารกิจต่างๆ และ 3.การปรับสำนักงานเพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพในการขับเคลื่อนงานทางการเมือง โดยเฉพาะเรื่องงานการสื่อสาร การวิจัย เรื่องนโยบาย ดังนั้นก็จะมีการนำไปปรับให้เข้ากับข้อบังคับพรรคเพื่อจะได้นำเสนอต่อที่ประชุมร่วมของคณะกรรมการบริหารพรรค กับ ส.ส. ต่อไป จากนั้นก็จะมีการประชุมใหญ่ของพรรคเพื่อรับรองข้อบังคับใหม่ ซึ่งคาดว่าน่าจะประชุมในเดือน พ.ย.หรือ ธ.ค.นี้ ส่วนเรื่องหัวหน้าพรรคยืนยันว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงโดยทุกคนต่างบอกว่า เมื่อมีการปรับโครงสร้างแล้วทุกอย่างจะยุติและ พรรคยังมีเอกภาพ และไม่มีปัญหาในการขับเคลื่อนทางการเมืองไปสู่เป้าหมาย คือ การต่อสู้ทางการเมือง โดยจะเปิดกว้างเพื่อให้สมาชิกและบุคคลภายนอก เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของพรรคฯ ได้มากขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกของประชาชนต่อไป
ยันปชป.ไม่ขัดแย้ง
นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อพิจารณาการปรับโครงสร้างพรรคประชาธิปัตย์นั้น ผลสรุปที่ออกมาเป็นมติเอกฉันท์ของกรรมการบริหารพรรคทุกคน ที่จะร่วมกันทำให้พรรคมีความก้าวหน้าเป็นที่หวังของอนาคตสังคมไทย ทั้งนี้ ยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้มีความขัดแย้ง และการปฏิรูปพรรคเกิดขึ้นจากความต้องการของสมาชิกพรรคและกรรมการบริหารพรรคทุกคน ในการที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ เพื่อรองรับสถานการณ์การเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งพรรคประชาธิปัตย์จำเป็นต้องเติบโตควบคู่ไปกับการเมืองและประเทศไทย ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เราต้องปรับตัวเอง เพื่อให้มีสภาวะสอดคล้องกับการแข่งขันทางการเมือง ที่จะเข้มข้นมากขึ้นในระยะต่อไป ไม่ได้เกิดจากการกดดันโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือเกิดจากความต้องการของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
พท.เสี้ยม “อลงกรณ์” ยอมเจ็บตัว
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการประชุมกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ที่ผ่านมาว่า ขอแสดงความเสียใจกับ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่พยายามจะปฏิรูปพรรคอีกครั้งแต่ล้มไม่เป็นท่า ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศยังอยากให้นายอลงกรณ์ พยายามปฏิรูปพรรคต่อไปเพื่อนำพรรคประชาธิปัตย์กลับมาเป็นที่พึ่งที่หวังของประชาชน เพราะแนวทางของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าประชาธิปัตย์ น่าจะเป็นแนวบอยคอตเป็นหลัก พยายามกระชับอำนาจภายในพรรคโดยเบ็ดเสร็จมากขึ้น ไม่ฟังผู้หลักผู้ใหญ่ แนวทางของกลุ่มเดอะบอยในพรรคและนายอภิสิทธิ์นั้นน่าจะสวนทางอย่างสิ้นเชิงกับความพยายามจะปฏิรูปพรรคของนายอลงกรณ์ที่ถึงขั้นประกาศว่าเจ็บตัวก็ยอม แสดงให้เห็นแล้วว่านายอลงกรณ์ได้เจ็บตัวสมใจ เพราะแนวทางของกลุ่มอำนาจนำในพรรคประชาธิปัตย์ขณะนี้น่าจะเน้นการเมือง 2 ระบบคือ ระบบรัฐสภา และระบบฟุตบาท ซึ่งแนวทางดังกล่าวมีแต่จะทำให้การเมืองตกต่ำมากยิ่งขึ้น ดังนั้น แม้นายอลงกรณ์จะเจ็บตัวอีกกี่ครั้งแต่ประชาชนอยากให้สู้ต่อไป อย่ายอมแพ้
“วราเทพ” โวพร้อมจำนำข้าวรอบใหม่
นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการให้นโยบายการรับจำนำข้าวรอบใหม่ (2556/2557) ผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในงาน “วันสถาปนา องค์การตลาดเพื่อเกษตรกรครบรอบปีที่ 39 ก้าวสู่ปีที่ 40” ว่า “ล่าสุดยังคงเป็นเรื่องของการเตรียมความพร้อม สำหรับโครงการรับจำนำข้าวรอบใหม่ เนื่องจากเวลานี้การเข้าร่วมของเกษตรยังน้อย ผลผลิต และจุดรับจำนำยังมีไม่มาก เนื่องจากเป็นช่วงต้นฤดูกาล ซึ่งยังไม่พบอุปสรรคปัญหาใดๆ ในช่วงเวลานี้ โดยในส่วนของการเตรียมความพร้อมนั้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีความพร้อมเต็มที่ และในการรับจำนำข้าวรอบปี 2556 ทับ 2557 นี้จะไม่ปล่อยให้เกิดปัญหาแล้วจึงไปแก้ไข แต่จะเน้นย้ำให้มีการป้องกันปัญหาและให้มีความเข้มข้นในการติดตามและควบคุมดูแลตลอดเวลา เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อโครงการ ขณะที่การดำเนินการของ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกรหรือ อ.ต.ก.จะมีเรื่องของการเข้าไปดูแลจุดรับจำนำ การคัดเลือกโรงสี การจัดหาบุคลากรประจำจุด และการเก็บรักษา ทั้งหมด ก็จะเน้นย้ำให้ดำเนินการควบคุมการปฏิบัติให้เป็นไปตามขั้นตอน โดยจะมีเรื่องของการใช้เทคโนโลยีต่างๆ อาทิ กล้องวงจรปิด และระบบฐานข้อมูลผ่านคอมพิวเตอร์ออนไลน์เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในทุกๆ ขั้นตอนเพื่อให้เกิดความรวดเร็วและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น ส่วนเรื่องของการเก็บรักษา ขณะนี้ยังพอมีเวลาเพราะอยู่ในช่วงต้นฤดู โดยได้ให้นโยบายกับทาง อ.ต.ก.ไปพิจารณาแนวทาง อุปสรรคและปัญหาต่างๆ รวมถึงจะเน้นในเรื่องของการควบคุมดูแลอย่างเข้มงวดในทุกๆ ขั้นตอน โดยการรับจำนำข้าวในรอบปี 2556 ทับ 2557 นี้อาจจะต้องติดตามและควบคุมพื้นที่ที่เคยเกิดปัญหาเป็นพิเศษ แต่ภาพโดยรวมก็จะระมัดระวังและแก้ไขปัญหาจากข้อผิดพลาดต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว
อ.ต.ก.ยันเน้นโปร่งใส-สะดวก
ด้าน นายธเนศพล ธนบุญยวัฒน์ ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร หรือ อ.ต.ก. กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาล ที่เน้นเป็นพิเศษ คือในเรื่องของความโปร่งใส สุจริตและตรวจสอบได้ อ.ต.ก.มีการประชุมหัวหน้าคลัง เพื่อชี้แจงนโยบายและให้แนวทางที่ชัดเจนไปในสองแนวทาง คือ 1.เน้นให้ความสะดวกในทุกขั้นตอน และสองเน้นเรื่องของความโปร่งใส โดยเชื่อว่าในโครงการรับจำนำข้าวรอบใหม่นี้ การทำนอกลู่นอกรอย จะเกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด ส่วนการตรวจสอบคลังข้าวในส่วนของ อ.ต.ก.นั้น ดำเนินการคืบหน้าไปแล้วกว่า ร้อยละ 60 แต่เนื่องจาก ปัญหาอุทกภัย จึงทำให้การตรวจสอบล่าช้าไปบ้าง แต่คาดว่าภายในเดือนตุลาคมนี้น่าจะสามารถสรุปผลได้ แต่ในภาพรวมการตรวจสอบจากคลังส่วนกลาง ร้อยละ 60 ยังไม่พบปัญหาใดๆ

มติ ส.ว. 86 ต่อ 41 ผ่านเงินกู้ 2 ล้าน ล.
วันเดียวกัน ที่รัฐสภา ที่ประชุมวุฒิสภา ซึ่งพิจารณาร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ (พ.ร.บ.กู้เงินฯ) วงเงิน 2 ล้านล้านบาท วาระแรก วันที่สอง ในช่วงท้าย นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงว่า การกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทเป็นกรอบวงเงินเพื่อให้รัฐบาลชุดปัจจุบันและอนาคต กู้เงินไม่เกินวงเงินดังกล่าว ขอให้เชื่อมั่นว่ารัฐบาลสามารถควบคุมวินัยการคลังและการชำระหนี้ได้เป็นอย่างดี ไม่ได้เป็นไปตามที่ ส.ว.ให้ความกังวล และที่ผ่านมาหลายรัฐบาลได้ออกกฎหมายเงินกู้จำนวนหลายฉบับ แต่ไม่มีฉบับใดที่มีแผนการชำระเงินกู้อย่างเป็นทางการ แม้การชำระหนี้ที่มีการคำนวณไว้ 50 ปีจะชำระหมด ภายใต้ข้อสมมุติของอัตราดอกเบี้ยที่จะสูงขึ้น และเงินต้น ได้คำนวณอย่างระมัดระวังไม่กระทบต่อกฎหมายรายจ่ายประจำปี โดย 10 ปีแรกจะไม่มีการชำระคืนเงินต้นของยอดกู้เงิน แต่หลังจากนั้นจะคืนเงินต้นจำนวน 2 หมื่นล้านบาทต่อปี จากนั้นที่ประชุมได้ลงมติรับหลักการด้วยคะแนนเสียง 86 เสียง ต่อ 41 เสียง งดออกเสียง 8 เสียง ก่อนที่ประชุมจะได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจำนวน 25 คนพิจารณา และกำหนดวันแปรญัตติ 7 วัน ก่อนการปิดประชุมนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา แจ้งว่า ส.ว.ใช้เวลาอภิปราย 18 ชั่วโมง มี ส.ว.ที่อภิปรายทั้งสิ้น 70 คน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น