คอลัมน์ : เจาะข่าวร้อนล้วงข่าวลึก
สำนักข่าวทีนิวส์ของเรายังคงติดตามและตรวจสอบการแดงละครเวทีของกลุ่มประกายไฟเรื่องเจ้าสาวหมาป่าที่มีเนื้อหาเปรียบเทียบเชิงล้อเลียนสถาบัน พร้อมกับกระตุ้นจิตสำนึกของคนไทยทั้งประเทศว่าสามารถที่จะปล่อยให้เรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นอีกต่อไปอย่างนั้นหรือ
และเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 56 รายการคมคนคิด คุยกับสนธิญาณ โดย สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม และ บุญระดม จิตรดอน ได้พูดคุยเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว โดยให้ตั้งเป็นหัวข้อว่า กล้าล้อเลียนสถาบัน...รัฐบาลเอาอย่างไร...คนไทยทนได้หรือ ?
การเคลื่อนไหวของกลุ่มประกายไฟ ด้วยการแสดงละครหมิ่นเหม่ต่อสถาบัน เป็นหนึ่งในขบวนการที่เคลื่อนไหวอย่างเป็นระบบของหมู่คนเสื้อแดง ซึ่งได้มีการผลิตเนื้อหาในลักษณะดังกล่าวซ้ำๆ
ล่าสุดก็เป็นเวปไซต์ไทยฟรีนิวส์ของเครือข่ายคนเสื้อแดงที่เขียนเรื่องสั้น ออกมาในลักษณะเดียวกันกับละครเรื่องเจ้าสาวหมาป่า
ป้าพลอยตาสว่าง คอลัมนิวต์ของเวปฯ เขียนเรื่องสั้นเรื่อง กำนัน บูดายัน...ในคราบของนักบุญ โดยมีเนื้อหาตอนหนึ่ง ว่า
ณ หมู่บ้านไกลโพ้น...ทะเลทรายแห่งหนึ่ง ของตะวันออกกลาง ได้มีหมู่บ้านเล็กๆอยู่หมู่บ้านหนึ่ง รวบรวมประชากรแล้วในราวๆ 1500 กว่าคน รวมทั้งลูกเล็กเด็กแดง อาชีพส่วนใหญ่ของชาวบ้านในหมู่บ้านนี้ ทำไร่ข้าวโพด และพืชผัก หน้าดินเนื่องจาก เป็นดินแดนแห้งแล้ง มองไปทางทิศใดเห็นแต่ทะเลทรายล้อมรอบ แต่เพราะหมู่บ้านท่านกำนันบูดายัน เป็นพื้นที่ราบสูง จึงมีดินปนทรายให้ทำการเกษตรได้ หมู่บ้านแห่งนี้ ท่านกำนัน บูดายัน เป็นหัวหน้าปกครองลูกบ้าน
ณ หมู่บ้านไกลโพ้น...ทะเลทรายแห่งหนึ่ง ของตะวันออกกลาง ได้มีหมู่บ้านเล็กๆอยู่หมู่บ้านหนึ่ง รวบรวมประชากรแล้วในราวๆ 1500 กว่าคน รวมทั้งลูกเล็กเด็กแดง อาชีพส่วนใหญ่ของชาวบ้านในหมู่บ้านนี้ ทำไร่ข้าวโพด และพืชผัก หน้าดินเนื่องจาก เป็นดินแดนแห้งแล้ง มองไปทางทิศใดเห็นแต่ทะเลทรายล้อมรอบ แต่เพราะหมู่บ้านท่านกำนันบูดายัน เป็นพื้นที่ราบสูง จึงมีดินปนทรายให้ทำการเกษตรได้ หมู่บ้านแห่งนี้ ท่านกำนัน บูดายัน เป็นหัวหน้าปกครองลูกบ้าน
หลังจากนั้นก็มีการนำเสนอเนื้อหาที่มีความล่อแหลมที่ทางสำนักข่าวทีนิวส์ไม่สามารถนำเสนอได้ ก่อนที่ผู้เขียนจะเขียนบทสรุปสุดท้ายว่า
....นิทานเรื่องนี้ เป็นอุทธาหรณ์ เกี่ยวกับครอบครัวหนึ่ง?
เห็นได้อย่างชัดเจนว่าวิธีคิดของเวปไซต์ไทยฟรีนิวส์ กับการแสดงละครเรื่องเจ้าสาวหมาป่าเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า นี่คือการเคลื่อนไหวที่เป็นขบวนการอย่างชัดเจน
และเมื่อเอ่ยถึงเวปไซต์ไทยฟรีนิวส์ก็ดูว่าจะมีความสัมพันธุ์ที่ไม่ธรรมดากับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถึงขนาดเคยเดินทางไปทำข่าวพ.ต.ท.ทักษิณที่ต่างประเทศมาแล้ว ในขณะที่พ.ต.ท.ทักษิณก็ใช้คำว่าเรากับเวปไซต์ไทยฟรีนิวส์ ขณะอวยพรให้ประสบความสำเร็จอีกด้วย
การเคลื่อนไหวที่มีความเชื่อมโยงกันของพ.ต.ท.ทักษิณ คนเสื้อแดง และเครือข่ายเหล่านี้ เคยถูกลูกชาวนาไทย เขียนบทความสะท้อนความเชื่อมโยงเอาไว้อย่างเห็นภาพตั้งแต่ปี 2553เอาไว้
เจ้าของนามปากกา “ลูกชาวนาไทย” แห่งเว็บไซต์ไทยฟรีนิวส์ มาพร้อมกับบทความ “แนวรบสำคัญของเสื้อแดงมีสองแนวรบ มันไม่ต้องสัมพันธ์กันหรือร่วมมือกันตอนนี้” เขาเปรียบเทียบไว้อีกมุมหนึ่ง โดยเป็นการยกตัวอย่างประกอบการอรรถาธิบายเรื่อง นปช. 3 เกลอกับ นปช.USA และกลุ่มแดงสยาม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเด็นเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์
ลูกชาวนาไทยระบุว่า “สามเกลอเขาต้องการไปแค่นครสวรรค์ แต่แดงสยามต้องการไปเชียงใหม่....
“แต่วันนี้มันยังถึงแค่ลพบุรี ยังไม่ใช่เวลาและหน้าที่ของแดงสยาม ให้สถานการณ์และเหตุการณ์มันเลยนครสวรรค์ไปก่อน ไม่อย่างนั้น รถไฟก็ตกรางตายกันตรงเลยลพบุรีนี่แหละ.....
“ผมเชื่อว่า หากสถานการณ์ถึงนครสวรรค์แล้ว ผมเชื่อว่า นปช.กับสามเกลอ เขาก็อาจขึ้นรถไฟต่อไปถึงเชียงใหม่.....
“แต่เขาไม่จำเป็นต้องพูดให้ฝ่ายอำมาตย์มางัดรางรถไฟตรงลพบุรี....”
ในบทความชิ้นนี้ ได้กล่าวไว้ว่าแนวรบที่สำคัญในการต่อต้านอำมาตย์มี 2 แนวรบ
1. แนวรบเปิดเผย คือ คนเสื้อแดงมี นปช. เป็นแกนนำ มีการสร้างมวลชนอย่างเปิดเผย เป้าหมายหลักคือ โค่นล้มระบบอำมาตย์ โดยโจมตีรัฐบาลอภิสิทธิ์และพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ต้องการปฏิรูปการเมืองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ต้องไม่มีการแทรกแซงทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น
2. แนวรบใต้ดิน ที่มีน้ำหนักมากที่สุด และทำงานได้ผลคือ “นปช.ยูเอสเอ + อ.ชูพงษ์” เป็นการโจมตีใต้ดินที่รุนแรงและเฉียบขาด แม้ไม่มีการใช้อาวุธใดๆ ทางกายภาพ แต่อาวุธคือซีดีเนื้อหาที่รุนแรงระดับเดียวกับระเบิดนิวเคลียร์ เป้าหมายคือ ทำลายลัทธิซาบซึ้ง หรือระบอบราชาธิปไตย แต่ต้องการระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเช่นกัน และยังคงสถาบันพระมหากษัตริย์เอาไว้ แต่ต้องมีการปรับปรุงมากมายในเรื่องที่เกี่ยวกับพระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญ
ลูกชาวนาไทยบอกว่าแนวรบ 2 แนวนี้แม้ไม่ได้มีการประสานกัน หรือทำงานร่วมกัน แต่แนวทางสอดประสานกันโดยอัตโนมัติ และก่อให้เกิดเป็นพลังอย่างรุนแรง
แนวรบ นปช. หยุดอยุ่ที่พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เพราะเป็นแนวรบเปิดเผย สามารถทำได้อย่างมากก็แค่นี้ แต่คุณูปการอันยิ่งใหญ่คือการรวมคน การจัดตั้งมวลชน แต่มีข้อจำกัดคือไม่สามารถโจมตีไปที่เป้าหมายที่แท้จริงได้ เพราะมีข้อจำกัดทางวัฒนธรรมหลายประการ รวมทั้งข้อจำกัดทางกฎหมายต่างๆ ส่วนแนวรบ นปช.ยูเอสเอ + อ.ชูพงษ์ เป็นการสร้างความตาสว่าง หรือให้การศึกษาแก่มวลชนเสื้อแดงของ นปช. ไปอีกระดับหนึ่ง ซึ่งไม่จำเป็นต้องทำอย่างเปิดเผย ขึ้นเวทีปราศรัยอย่างเปิดเผย
“สามเกลอเขาก็สร้างมวลชนไป นปช.ยูเอสเอ + อ.ชูพงษ์ก็ผลิตเนื้อหา ป้อนมวลชนเสื้อแดงในช่องทางอื่นๆ ไป นี่เป็นช่องทางที่สมบูรณ์แล้ว เป็นแนวรบที่สอดประสานกันอย่างสมบูรณ์แล้ว...
“แม้ว่า นปช. ในทางเปิดเผยจะไม่ยอมรับ แต่เขาก็ไม่เอ่ยถึงหรือพูดถึงแต่อย่างใด เพราะมันเป็นงานที่ นปช. ไม่จำเป็นต้องไปพูดถึง...
“มันสอดประสานกันเอง โดยธรรมชาติอยู่แล้ว”
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น