วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2556

ต่างชาติไม่อยากยุ่งปม'ไทยขัดแย้ง' วันจันทร์ที่ 2 กันยายน 2556



คม ชัด ลึก

**

ต่างชาติไม่อยากยุ่งปม'ไทยขัดแย้ง'
วันจันทร์ที่ 2 กันยายน 2556

อึ้ง!เวทีแชร์ประสบการณ์แก้ขัดแย้ง ชิงปิดหลัง 'สุรินทร์' อัดมีคนนอกประเทศใช้สไกป์ป่วน ทุกคนลงความเห็นทุกอย่างอยู่ในมือคนไทย ต่างชาติไม่อยากเข้ามายุ่ง

               2ก.ย.2556 งานการปาฐกถาพิเศษ “ผนึกกำลังสู่อนาคต: เรียนรู้ร่วมกันจากประสบการณ์” หรือ "Uniting for the Future: Leaning form each other’s experiences"  ที่รัฐบาลจัดขึ้นภายใต้การดำเนินการของกระทรวงการต่างประเทศ ที่รร.พลาซ่า แอทธินี  นายมาร์ตี อาห์ติซารี  อดีตประธานาธิบดีฟินแลนด์ได้ปาฐกถาโดยได้ยกแก้การปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ต่างๆทั่วโลกแล้วสรุปว่า การปรองดองไม่ได้เป็นเรื่องของการลืมอดีต แต่การปรองดองใดๆ จะต้องเกิดจากกากความมุ่งมั่นและสนับสนุนจากในและต่างประเทศเพื่อนำไปสู่ผลสำเร็จของการปรองดอง ประสบการณ์ทั้ง 3 ประเทศ ที่นำเสนอในวันนี้แสดงให้เห็นว่าความมุ่งมั่นเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
ความปรองดองอยู่ที่ความมุ่งมั่นของทุกฝ่าย

               ทั้งนี้ในคำแนะนำของคอป.ของไทยระบุไว้แล้วว่าผลลัพธ์ที่ตามมานั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากระบวนการการสร้างความปรองดอง โดยผู้นำในรัฐบาลต้องเปิดโอกาสกว้างให้กับกลุ่มใหญ่และกลุ่มเล็ก เพื่อสร้างความไว้วางใจระหว่างประชาชนในการสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน รัฐบาลต้องให้อำนาจแก่ประชาชนในการกำหนดทิศทางและอนาคตของตนเอง รัฐบาลต้องเปิดกว้างดังถนนขนาดใหญ่ให้กับประชาชน และความปรองดองที่แท้ จะเกิดขึ้นมาจากพฤติกรรมของประชาชน ที่ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายการเมือง รวมทั้งมีหลักการเสมอภาคเข้ามาด้วย
               ในช่วงเวลาที่ยุ่งยากที่สุด ถือเป็นช่วงสำคัญที่สุดในการให้การศึกษาแก่ประชาชน และสุขภาวะที่ดีที่เป็นแนวทางในการสร้างความปรองดองต่อสังคมในอนาคต รวมทั้งการดูแลบเรื่องความยุติธรรมในสังคมและการยอมรับความแตกต่างที่เกิดขึ้นในอดีตในอนาคต ซึ่งต้องการการสานเสวนากันอย่างมาก
               และอดีตประธานาธิบดีฟินแลนด์ กล่าวต่อท้ายว่า สำหรับการปรองดองนั้น เราต้องมีความมุ่งมั่นและสิ่งที่สำคัญคือเราสามารถเริ่มต้นใหม่ได้ตลอดเวลา
อึ้งชิงปิดเวทีตัดบท"สุรินทร์"อัดคนนอกปท.สไกป์ป่วน
               ช่วงท้ายก่อนปิดเวทีปาฐกถาพิเศษ โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมรับฟังปาฐกถาได้สอบถาม ปรากฏว่านายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน ได้ลุกขึ้นกล่าวแสดงความเห็นตอนหนึ่งว่า การที่พรรคประชาธิปัตย์ขอให้ถอนร่างกฎหมายนิรโทษกรรมออกจากการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรนั้นเป็นการทดสอบเจตจำนงของรัฐบาล เพราะเห็นว่ากฎหมายนี้ไม่ใช่เรื่องที่เร่งรีบเกินไป และเป็นแนวทางที่จะสามารถสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ รวมถึงควรมีกรอบประชาธิปไตยที่มีประสิทธิภาพ โดยเรื่องนี้เป็นกระบวนการและทุกคนควรมีสิทธิ์มีเสียง
               นายสุรินทร์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ในกรณีของไทยไม่ได้แบ่งแยกเป็นแค่ 2 ฝ่าย เพราะบางฝ่ายมีคนภายนอกส่งอำนาจเข้ามาแทรกแซงผ่านการสไกป์เข้ามาในประเทศ ถือเป็นการแทรกแซงจากภายนอก ซึ่งเป็นการกระทบเจตจำนงของเรา
               ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในขณะที่นายสุรินทร์พูดอยู่นั้นกล้องได้โคลสอัพไปที่นายโทนี่ แบลร์ อดีตนายกฯอังกฤษ ที่นั่งฟังนายสุรินทร์อย่างตั้งใจและคล้ายว่าจะเตรียมจะแสดงความคิดเห็นแต่ แต่ปรากฏว่านายฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการและควบคุมเวลาบนเวที ก็ได้พูดกล่าวสรุปและระบุว่าได้เวลาทานอาหารกลางวันแล้ว จากนั้นก็ปิดเวทีในช่วงเช้าทันที โดยที่ไม่ได้เปิดโอกาสให้อดีตนายกฯอังกฤษหรืออดีตประธานาธิบดีฟินแลนด์ได้แสดงความเห็นในสิ่งที่นายสุรินทร์พูดแต่อย่างใด
แก้ความขัดแย้งชี้ทุกอย่างอยู่ในมือคนไทย

               เมื่อเข้าสู่ช่วงบ่ายเวลา 13.30-15.30น. เป็นช่วงของการเปิดเวทีให้ผู้เชี่ยวชาญแลกเปลี่ยนประสบการณ์และนำเสนอมุมมองจากวิทยากร 5 คน ในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งเป็นภาคต่อจากเวทีที่เชิญนายโทนี่ แบลร์ อดีตนายกฯอังกฤษและนายมาร์ตี อาห์ติซารี อดีตประธานาธิบดีฟินแลนด์ มาปาฐกถาพิเศษ
อดีตรมต.สวีเดนชี้ภาคประชาสังคมต้องเป็นอิสระจากรัฐ

               นายเยนส์ ออร์บัค (Jens Orback) อดีตรัฐมนตรีด้านประชาธิปไตยกิจการเมือง ความกลมกลืนในสังคมและความเสมอภาคทางเพศ กระทรวงยุติธรรมสวีเดน กล่าวตอนหนึ่งว่า แต่ละประเทศมีความหลากหลายในบริบท แต่สิ่งที่ต้องมีคือความไว้เนื้อเชื่อใจกันและกันถึงจะสร้างความมั่งคั่งได้ แต่ที่สำคัญคือภาคประชาสังคมจะเป็นฝ่ายจัดระเบียบสังคมที่เข้ามาเชื่อมโยงกัน เพื่อประเมินนักการเมืองว่าเขารับผิดชอบมากแค่ไหน และจะเป็นตัวสร้างความคิดในการพัฒนาเชิงประชาธิปไตยต่อ ดังนั้นภาคประชาสังคมต้องมีความอิสระจากการบังคับของรัฐและ ไม่มีการแทรกแซงจากรัฐ
               นายเยนส์ กล่าวอีกว่า ภาคประชาสังคมคือโครงสร้างพื้นฐานของประชาธิปไตย ถ้าไม่แข็งแกร่งก็ไม่สามารถสร้างประชาธิปไตยที่ยั่งยืนได้ ซึ่งตนคิดว่าประเทศไทยมีสิ่งนี้อยู่แล้ว มีความอิสระ มีเสรีภาพในการกล่าว พูด ตีพิมพ์ ทั้งนี้เมื่อช่วงที่ตนเป็นรัฐมนตรีจะไม่พอใจเมื่อโดนวิจารณ์มากมาย แต่ก็สนับสนุนภาคประชาสังคมเพราะถ้าเราแพ้การเลือกตั้งเราก็อาจจะกลับเข้าไปได้อีกครั้ง
ผอ.ศูนย์ปชต.สแตนฟอร์ดระบุปรองดองไม่ใช่แค่ชั่วข้ามคืน

               นายสตีเฟน เสตทเมน รองผู้อำนวยการศูนย์ประชาธิปไตยการพัฒนาและหนักนิติธรรม มหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด กล่าวตอนหนึ่งว่า การเลือกตั้งเป็นการให้โอกาสที่จะกลับมาดำรงตำแหน่งในอนาคต แต่ต้องมีความซื่อตรงและความซื่อสัตย์ ทั้งนี้ถ้าเราต้องการการเลือกตั้งที่มีความซื่อสัตย์ก็ไม่ใช่ซื่อสัตย์แค่วันเลือกตั้งเท่านั้น เราต้องมีความโปร่งใสทุกวัน และถ้าเราเลือกตั้งด้วยความซื้อสัตย์คนที่เข้ามาจะทำให้เราตรวจสอบได้ และทำให้เกิดความปรองดองกันได้
               "ทั้งนี้การปรองดองต้องไม่ได้เกิดเพียงชั่วข้ามคืน ต้องพูดคุย เเละใช้เวลา เราจึงจะสมานฉันท์สร้างความมั่นคงระหว่างกันได้"นายสตีเฟน กล่าว
สมาชิกรัฐสภาสวีเดนตอกมีแต่คนไทยที่ทำลายโอกาสตัวเองได้

               ขณะที่นายเคนท์ ฮาร์สเต็ดท์ สมาชิกรัฐสภาสวีเดน รักษาการหัวหน้าคณะผู้แทนสวีเดนประจำสมัชชารัฐสภาขององค์การว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป(OSCE) กล่าวตอนหนึ่งว่า ประเด็นที่เรามาพูดกันในวันนี้ต้องเปลืองพลังงาน อาทิ เรื่องความปรองดอง รัฐธรรมนูญ ที่เหมือนว่าต้องซ่อมอะไร ซึ่งตนคิดว่าควรนำพลังงานไปทำอย่างอื่นจะคุ้มกว่า อย่างไรก็ตามประเทศไทยเป็นที่ที่สุดยอด มีประชากรที่เยี่ยมมาก มีโอกาสมากมาย แต่คนที่จะทำลายโอกาสได้คือตัวท่านเอง
ชี้การตัดสินใจอยู่ในมือคนไทย

               "ปัญหาภายในทำให้คนไทยไม่สามารถใช้ทรัพยากรได้ดี ท่านมีทุกอย่างอยู่ในมือ  พวกเรามาที่นี่เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์เท่านั้น แต่การตัดสินใจอยู่ในมือของคนไทยและความสำเร็จก็อยู่ในมือของคนไทย"นายเคนท์ กล่าว
               สมาชิกรัฐสภาสวีเดน กล่าวต่อไปว่า แม้ประเทศไทยมีความระมัดระวังว่าไม่อยากให้ต่างประเทศเข้ามายุ่งเกี่ยว ซึ่งเรายืนยันว่าเราไม่อยากเข้ามายุ่งเกียว เพราะท่านจะต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ท่านทำ ท่านมีคนเก่งๆมากมาย เพราะเมื่อตนมองกลับที่ประเทศไทยพบว่าท่านพัฒนาอย่างไกลมาก ซึ่งปัญหาที่เกิดกับท่านเราพบเจอในทุกชาติ ในฐานะนักการเมืองเห็นดีที่ท่านสามัคคีกันเพื่ออนาคต เพื่อประเทศชาติ
               นายไมเคิล วาทิคิโอทิส ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียของ HDC กล่าวเสริมว่า ตอนนี้เรากำลังพูดถึงการส่งเสริมให้ประเทศมีประชาธิปไตย ซึ่งประเทศในเเถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเทศอย่าง อินโดนีเซีย เมียนมาร์ กัมพูชา ล้วนเเล้วเเต่เผชิญความขัดแย้งทั้งนั้น อย่างไรก็ตามการเจรจาต่อรองจะนำมาซึ่งการปรองดองได้ ซึ่งอินโดนีเซียเเละฟิลิปปินส์เป็นตัวอย่างในการเจรจาต่อรองในการลดปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศลงได้ เเต่ทั้งนี้ไม่มีโมเดลอะไรที่สมบูรณ์แบบในการยุติปัญหา
               นายไมเคิล กล่าวอีกว่า 3 บทเรียนในการส่งเสริมสันติภาพและการปรองดอง 1.อุปสรรคไม่ใช่ว่าทุกคนไม่เชื่อใจรัฐบาล แต่ผู้นำรีรอที่จะให้เกิดความเข้าใจ 2.การเสริมสันติภาพ ต้องมีความเชื่อใจกันและกันในการแก้ปัญหา และยอมรับว่าคนสามารถดูแลตัวเองได้ 3.ต้องมีรัฐบาลที่สะอาด ซื่อสัตย์ โปร่งใส และทำงานจริงจัง
               ขณะที่วิทยากรจากไทย นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะอดีตคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ(คอป.) กล่าวว่าเราต้องรู้ว่าต้นเหตุของความขัดแย้งว่ามาจากอะไรเสียก่อน เรื่องบางอย่างต้องฟ้องคดี บางอย่างต้องลืมๆกันไป ซึ่งสังคมขณะนี้คนอยากได้ยินสิ่งที่ตัวเองอยากได้ยิน ดังนั้นคอป.เสนอว่าควรจะมีเจ้าภาพหรือเวทีในการทำเรื่องความปรองดองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากโพลล์พบว่าสังคมเอาใจช่วยให้คนทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ
               ขณะที่วิทยากรจากไทย นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะอดีตคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ(คอป.) กล่าวว่าเราต้องรู้ว่าต้นเหตุของความขัดแย้งว่ามาจากอะไรเสียก่อน เรื่องบางอย่างต้องฟ้องคดี บางอย่างต้องลืมๆกันไป ซึ่งสังคมขณะนี้คนอยากได้ยินสิ่งที่ตัวเองอยากได้ยิน ดังนั้นคอป.เสนอว่าควรจะมีเจ้าภาพหรือเวทีในการทำเรื่องความปรองดองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากโพลล์พบว่าสังคมเอาใจช่วยให้คนทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ


เดลินิวส์

“แบลร์”พร้อมเป็นตัวกลางแจ้งต่อ“ผู้นำฝ่ายค้าน”
วันจันทร์ที่ 2 กันยายน 2556 เวลา 09:49 น.
เพื่อนำประเทศไทยสู่ความปรองดอง “นายกฯปู” ย้ำแนวทางแก้ รธน.-ดัน กม.นิรโทษเพื่อช่วยนักโทษคดีการเมือง

ที่โรงแรมพลาซ่า แอธินี เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 2 ก.ย. นายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงผลการหารือระหว่างนายโทนี่ แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ว่าในการหารือ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวว่าเวทีปาฐกถาครั้งนี้จะเป็นแรงบันดาลใจในการช่วยให้ประเทศไทยหาทางออกจากความขัดแย้ง และนำไปสู่อนาคตที่ดีขึ้นได้ เพราะตลอด 2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้พยายามอย่างเต็มที่ที่จะสร้างความปรองดอง แต่แทบจะไม่มีความคืบหน้า ดังนั้นการได้รับฟังความเห็นของผู้มีประสบการณ์ในการสร้างความปรองดองในระดับสากล น่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประเทศไทย เวลานี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญหลังจากที่ได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะต้องการที่จะปรับปรุงกฎเกณฑ์ต่างๆ ให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง จึงได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เป็นกฎหมายสูงสุดที่เป็นธรรมมากที่สุด

นายธีรัตถ์ กล่าวอีกว่านายโทนี่ แบลร์ ได้กล่าวกับนายกรัฐมนตรีว่าการสร้างความปรองดองไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความพยายามในการสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นแก่ทุกฝ่าย จุดเริ่มต้นที่สามารถลดความขัดแย้งได้คือการที่รัฐบาลจะต้องดำเนินนโยบายที่ได้ประโยชน์แก่ประชาชนทุกฝ่าย เพื่อสร้างความไว้วางใจว่าจะไม่ทำประโยชน์ให้แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง นอกจากนี้ในระยะยาวจะต้องพัฒนาระบบการศึกษา เพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจถึงสิทธิและหน้าที่ตามระบอบประชาธิปไตย โดยพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ในการทำให้เกิดการปรองดองขึ้นในประเทศไทย ด้วยการแบ่งปันประสบการณ์

นอกจากนี้ในการหารือ นายโทนี่ แบลร์ ยังได้สอบถามถึงผู้ได้รับผลกระทบทางการเมือง พร้อมทั้งสอบถามถึงการดำเนินการตามผลการศึกษาของคอป.ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่ง นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงว่ายังมีนักโทษทางการเมืองจากทุกฝ่ายอยู่ในเรือนจำ ดังนั้น พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาฯ จะเป็นแนวทางสำคัญในการช่วยเหลือนักโทษเหล่านั้น
ขณะเดียวกันรัฐบาลได้มีการจัดตั้งเวทีเพื่อร่วมหาทางออกในการปฏิรูปประเทศ ที่มีทุกภาคส่วนเข้าร่วม ยกเว้นฝ่ายค้าน ขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างการรวบรวมผลการศึกษาวิจัยด้านการเมืองจากหลายหน่วยงาน เพื่อหาข้อสรุปร่วมกันว่าแนวทางใดสามารถที่จะเดินหน้าเพื่อนำไปสู่ความปรองดองได้ทันที ก็จะเริ่มดำเนินการ ซึ่งนายโทนี่ แบลร์ บอกว่าจะได้มีโอกาสพบปะกับผู้นำฝ่ายค้าน และจะนำความตั้งใจของรัฐบาลในการสร้างความปรองดองไปให้ฝ่ายค้านทราบ เพื่อทุกฝ่ายจะได้ร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีให้กับประเทศไทย

 คม ชัด ลึก

 'ปู'บินจีน!ยันไม่ใช้'พ.ร.บ.มั่นคง'คุมม็อบ



ปลื้ม"เวทีปาฐกถาพิเศษ"ชี้เป็นเรื่องดี มีครั้งต่อไปแน่

               น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดเวทีปาฐกถาพิเศษ “ผนึกกำลังสู่อนาคต เรียนรู้ร่วมกันจากประสบการณ์” หรือ Uniting for the future: Leaning from each others experiences ที่ได้มีการเชิญวิทยากรชั้นนำ 3 คน ประกอบด้วยนายโทนี่ แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ นายมาร์ตี อาห์ติซารี อดีตประธานาธิบดีฟินแลนด์ และนางพริซิลลา เฮย์เนอร์ ผู้เชี่ยวชาญอิสระด้านความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านและที่ปรึกษาอาวุโส Centre for humanitarian dialogue มาถ่ายทอดประสบการณ์มุมมองและกรณีศึกษาว่า ถือเป็นเรื่องที่ดีที่มีเวทีดังกล่าว ส่วนจะจัดขึ้นในครั้งที่ 2 เมื่อไหร่นั้นตนยังไม่ทราบ แต่ยืนยันว่าจะมีการจัดขึ้นแน่


บินจีนร่วมงาน China-ASEAN Expo - หารือ"นายกฯ"คนใหม่
    
               น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมด้วยนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมช.กลาโหม ได้เดินทางออกจากท่าอากาศสุรรณภูมิ ไปยังอากาศยานนครหนานหนิง สาธารณรัฐประชาชนจีน
               โดยน.ส.ยิ่งลักษณ์ มีกำหนดการเข้าร่วมพิธีเปิด และแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับอนาคตความสัมพันธ์อาเซียน-จีน ในงาน China-ASEAN Expo ครั้งที่ 10 ที่ นครหนานหนิง ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริมการสร้างเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน รวมทั้งมีกำหนดการพบหารือกับนายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีนคนใหม่ หลังได้รับตำแหน่งเมื่อเดือนมี.ค. 56 ทั้งนี้ นายกฯและคณะจะเดินทางกลับถึงประเทศไทยในวันที่ 3 ก.ย. เวลา 13.40 น.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น