2หมื่นล.ม็อบยางอยู่หมัด ‘ข้าวโพด’จ่อคิวขู่ปิดถนน!
ครม.เคาะงบ 21,248 ล้านบาทจ่าย 7 เดือนแก้ปัญหายางพารา ระบุคลุมพื้นที่ 8.97 ล้านไร่ “ประชา” รับถกม็อบกดดันยิ่งกว่าล่าหัวโจร "ภาคีสวนยาง 16 จังหวัด" รับได้ แต่ต้องจ่ายให้จบใน 15 ต.ค. พ่วงชงอุ้มปาล์ม กก.ละ 6 บาท พร้อมลงนามหน้าวัดพระธาตุฯ 13 ก.ย. “จารุพงศ์” สั่ง “ผู้ว่าฯ-นายอำเภอ” เร่งทำความเข้าใจ “ข้าวโพด” จ่อคิวตามมา ส.ส.ปชป.นำทีมขีดเส้น 3 วัน เตือนอย่าเฉย หวั่นซ้ำรอยยาง
เมื่อวันอังคาร ร.ท.หญิงสุณิสา เลิศภควัต รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) เกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหายางพาราทั้งระบบปี 2557 โดยได้อนุมัติงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาระยะสั้น วงเงิน 21,248.95 ล้านบาท เพิ่มจากมติ ครม.วันที่ 3 ก.ย. ที่อนุมัติไว้ 5,628.01 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้น 15,620.94 ล้านบาท แบ่งเป็น 1.เงินช่วยเหลือเกษตรกร 21,209.30 ล้านบาท 2.ค่าบริหารจัดการของกรมส่งเสริมการเกษตร 29.75 ล้านบาท และ 3.ค่าบริหารจัดการของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 9.90 ล้านบาท
ร.ท.หญิงสุณิสาระบุว่า การให้ความช่วยเหลือจะจ่ายเงินชดเชยให้เกษตรกรที่มีพื้นที่ยางเปิดกรีด และต้นยางอายุไม่เกิน 25 ปี โดยต้องเป็นพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ หรือสิทธิทำกินในพื้นที่ รวมถึงเอกสารสิทธิที่ถูกต้องของกรมป่าไม้ โดยจะได้รับความช่วยเหลือไม่เกิน 25 ไร่ อัตราช่วยเหลืออยู่ที่ไร่ละ 2,520 บาท จากเดิมที่ 1,260 บาท ซึ่งเกษตรกรจะได้รับเงินสนับสนุนผ่าน ธ.ก.ส. โดยต้องเปิดบัญชีกับธนาคารกรณีไม่ได้เป็นลูกค้า ซึ่งวงเงินช่วยเหลือครอบคลุมพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ 8.97 ล้านไร่ เกษตรกรจะได้รับเงินตอบแทน 91 บาท สูงกว่าราคาปัจจุบัน 12 บาทต่อไร่ จากราคายางพาราปัจจุบันที่ 79 บาท เป็นเวลา 7 เดือน คือตั้งแต่ ก.ย.2556-มี.ค.2557
"ครม.เห็นด้วยและอนุมัติแนวทางแก้ปัญหายางพาราตาม กนย.เสนอ ยืนยันว่ารัฐบาลพิจารณาแนวทางการให้ความช่วยเหลืออย่างเสมอภาคเป็นธรรมสำหรับเกษตรกรทุกส่วนทั่วประเทศอย่างเท่ากัน ทั้งยางพารา ข้าวโพด และข้าว แต่มาตรการช่วยเหลืออาจแตกต่างอยู่บ้าง เพราะต้องพิจารณาจากกลไกตลาด ประเภท และปริมาณผลผลิต เพื่อให้เป็นไปและสอดคล้องกลไกของตลาดที่แตกต่างกัน” ร.ท.หญิงสุณิสากล่าว
มีรายงานในการประชุม ครม.ในเรื่องดังกล่าวว่า ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง โดยที่ประชุมเป็นห่วงว่าการแก้ไขปัญหาราคายางจะกลายเป็นบรรทัดฐานในอนาคต ซึ่งนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.การคลัง ชี้แจงว่า ไม่ต้องห่วง เพราะ กนย.ได้คำนวณต้นทุนที่แท้จริง สามารถชี้แจงต่อสังคมได้ ส่วนที่เกษตรกรสวนยางขอมาในราคา 95 และ 100 บาทต่อกิโลกรัมนั้น ไม่สะท้อนความเป็นจริง ซึ่งการเจรจาที่ผ่านมาได้ใช้วิธีที่นุ่มนวลกับผู้ประท้วง และการที่รัฐบาลให้ราคา 90 บาทต่อกิโลกรัมไม่ถือว่าให้มากหรือน้อยเกินไป เป็นการประหยัดงบประมาณประเทศ และยังรักษาวินัยการเงินการคลังของประเทศให้อยู่ได้
คุยม็อบกดดันสุดในชีวิต
ขณะที่ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกฯ ยอมรับว่า การเจรจาตัวแทนเกษตรกรที่ จ.นครศรีธรรมราช กดดันที่สุดในชีวิต ซึ่งวิธีการแก้ไขปัญหาของนายกิตติรัตน์ ถือว่ามีหลักการมาก รักษาวินัยการเงินการคลัง การให้ที่ 90 บาทต่อกิโลกรัม เป็นการรักษาผลประโยชน์สองฝ่าย ขณะที่นายกฯ ได้ขอให้เร่งรัดจ่ายเงินให้ถึงมือเกษตรกรโดยเร็ว ไม่อยากให้มองรัฐเบี้ยว ซึ่งสำนักงบประมาณรับปากใช้เวลา 2-3 วันเร่งรัดการจ่ายเงิน
นายวราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกฯ และ รมช.เกษตรฯ ย้ำว่า ต้องชี้แจงให้เคลียร์ว่าเป็นมาตรการชดเชยเป็นเงินก้อน ไม่ใช่กลไกแทรกแซงหรือประกันราคา เพราะจะส่งผลทำให้ราคาตลาดโลกลดลง
นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกฯ กล่าวด้วยว่า ต้องป้องกันไม่ให้เดินขบวนอีก เพราะจะกระทบเศรษฐกิจภาพรวม ขณะที่นายกิตติรัตน์ได้กำชับว่าอยากให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องก่อนมีการชุมนุมประท้วง ไม่ใช่แค่ราคายาง แต่รวมถึงผลผลิตอื่นๆ ด้วย อย่างข้าวโพด เพราะรู้ปัญหาอยู่ก่อนแล้ว
นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกฯ และ รมว.เกษตรฯ บอกว่า การแก้ไขปัญหาข้าวกับยางไม่ควรนำมาเปรียบเทียบกัน เพราะรัฐบาลแก้ปัญหาราคาข้าวปีหนึ่งครั้งเดียว ขณะที่ยางมีกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางช่วยเหลือมาตลอดทั้งระบบอยู่แล้ว
พร้อมกันนี้ ครม.ยังรับทราบถึงการตั้งอนุกรรมการ 4 คณะ ประกอบด้วย คณะอนุกรรมการเร่งรัดการจ่ายเงินเกษตรกร, คณะอนุกรรมการดูแลเอกสิทธิ์ชาวสวนยาง, คณะอนุกรรมการดูแลคดีความฟ้องร้องต่างๆ ของเกษตรกร และคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ยางพารา ซึ่งเป็นคณะกรรมการเฉพาะกิจ โดยนายกฯ จะมีคำสั่งยกเลิกในภายหลัง
พล.ต.อ.ประชากล่าวหลังประชุม ครม.ในการอนุมัติงบกว่า 21,248 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือชาวสวนยางว่า ยังไม่ได้สื่อสารกับกลุ่มแกนนำ โดยเฉพาะแกนนำใน จ.นครศรีธรรมราช และ จ.สงขลา ว่าคิดเห็นเรื่องนี้อย่างไร แต่ไม่มีความกังวลใจ เพราะเราทำดีที่สุดแล้ว ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว เราถือว่าได้ให้ประโยชน์อย่างมากที่สุดแล้ว ส่วนกรณีที่แกนนำม็อบกังวลเรื่องหมายจับนั้น ได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการฝ่ายคดี ที่มี พล.ต.ต.ธวัช บุญเฟื่อง รองเลขาธิการนายกฯ เป็นประธานดูแลแล้ว โดยหลักการอยากจะช่วย แต่ต้องดูในตัวบทกฎหมายด้วยว่าจะทำอย่างไร
ต่อมา พล.ต.อ.ประชา ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหายางพารา ได้เป็นเรียกประชุมคณะกรรมการฯ โดยมีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด 15 จังหวัด เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง
สั่งใช้กลไกรัฐกล่อม
โดยนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย ได้สั่งให้ผู้ว่าฯ ใช้ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเป็นศูนย์อำนวยการติดตามแก้ไขปัญหา รวมทั้งให้ร่วมกับผู้บังคับการจังหวัดไปดูในพื้นที่ให้ทราบว่าใครเป็นแกนนำเพื่อแก้ไขปัญหาให้เรียบร้อย และให้ปลัดจังหวัดเรียกนายอำเภอทุกอำเภอมาชี้แจงข้อมูล โดยให้เชิญนายกฯ อบต. กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ที่เป็นกลไกของรัฐทั้งหมดมาฟัง แล้วนำข้อมูลไปชี้แจงให้ลูกบ้านอย่างน้อย 100 คน ถึงนโยบายแก้ไขปัญหายางพารา ถ้าทำได้ครบถ้วนถูกต้อง จะทำให้ปัญหาเบาบางลง รวมถึงให้กรมประชาสัมพันธ์ผลิตสื่อ สปอตโฆษณาสั้น เพื่อให้ประชาชนเข้าใจ และอาจผลิตเป็นซีดีแจกในจังหวัดด้วย
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ราคายางพาราในตลาดขณะนี้อยู่ในแดนบวก ซึ่งราคาล่าสุดที่อยู่ 79.31 บาท คาดการณ์ว่าตัวเลขจะเลย 80 บาทภายในสัปดาห์นี้ และ 7 เดือนจากนี้ถ้าราคายางพาราขยับตัวสูงขึ้น เกษตรกรก็ได้เงินสดไปแล้วจากเงินชดเชย ที่เหลือก็เป็นส่วนกำไรเพิ่ม ซึ่งเชื่อว่าพี่น้องเกษตรกรพอใจและรับได้
นายชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุว่า ครม.ยังรับทราบการรายงานของกระทรวงคมนาคมถึงผลการกระทบการชุมนุมของชาวสวนยางในช่วง 10 วัน พบว่าสร้างความเสียหายเฉลี่ยวันละ 300 ล้านบาท รวมเสียหายกว่า 3,000 บาท ส่วนกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้รายงานว่ามีผลกระทบความเสียหาย 475 ล้านบาท โดย จ.นครศรีธรรมราช เสียหายสูงสุด รองมาคือ สุราษฎร์ธานี, ชุมพร, พัทลุง และประจวบคีรีขันธ์
ด้าน พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษก สตช. กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมชาวสวนยางพาราและปาล์มน้ำมันว่า ยังไม่แน่ชัดว่าในวันที่ 14 ก.ย.นี้จะมีการชุมนุมหรือไม่ โดยต้องติดตามผลจากมาตรการของรัฐบาล แต่ยังห่วงการเคลื่อนไหวของบุคคลบางกลุ่มที่พยายามยั่วยุ ซึ่ง ผบ.ตร.ได้สั่งการให้ติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด รวมทั้งเร่งรัดออกหมายจับแกนนำฮาร์ดคอร์ โดยวันที่ 11-12 ก.ย.นี้ ผบ.ตร.จะลงพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี เพื่อตรวจความพร้อมกำลังพล และติดตามสถานการณ์การชุมนุม เพื่อประเมินและปรับแผนรับมือการชุมนุมอีกครั้ง
“การดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ชุมนุมระหว่างวันที่ 25 ส.ค. ถึง 6 ก.ย. มีทั้งสิ้น 16 คดี ได้แก่ จ.นครศรีธรรมราช 8 คดี, จ.สุราษฎร์ธานี และประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดละ 2 คดี, จ.ระยอง กระบี่ ตรัง และพัทลุง จังหวัดละ 1 คดี ซึ่งบางส่วนอยู่ระหว่างออกหมายจับ โดยส่วนใหญ่เป็นข้อหาปิดถนน ปิดทางรถไฟ พ.ร.บ.ทางหลวง และต่อสู้ขัดขวางเจ้าหน้าที่” พล.ต.ต.ปิยะระบุ
นายถาวร เสนเนียม รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ชี้แจงถึงการปิดด่านสะเดาของชาวสวนยางว่า ได้สอบถามไปยังเกษตรกรแล้วว่าไม่จริง เพราะเกษตรกรทราบดีว่าการปิดด่านสะเดาไม่ทำให้รัฐบาลมีจิตสำนึกช่วยเหลือ และไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวมของจังหวัด
ต่อมาในช่วงเย็น ภาคีเครือข่ายเกษตรกรสวนยางพาราและปาล์มน้ำมัน 16 จังหวัดภาคใต้ ได้ออกแถลงการณ์และมีมติ 5 ข้อ ดังนี้ 1.มีมติยอมรับหลักการตามมติ ครม.ในส่วนปัจจัยการผลิตจำนวน 2,520 บาท หรือราคาเฉลี่ย 12 บาทต่อกิโลกรัม โดยภาคีฯ ยอมรับตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.56-31 มี.ค.57 รวมเวลา 7 เดือนเท่านั้น และรัฐบาลต้องจ่ายเงินให้แล้วเสร็จภายใน 15 ต.ค.นี้ 2.ให้รัฐบาลช่วยเหลือเงินชดเชยส่วนต่างราคาปาล์มน้ำมัน ให้ได้กิโลกรัมละ 6 บาท
3.ให้รัฐบาลต้องไม่เอาผิดและไม่ดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญากับแกนนำและผู้ชุมนุม 4.รัฐบาลต้องเยียวยาและจ่ายค่าชดเชยแก่ผู้ได้รับบาดเจ็บและได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมทั้งทางร่างกายและทรัพย์สิน และ 5.ให้นายกฯ หรือตัวแทนมาลงนามร่วมกับตัวแทนเครือข่ายฯ ภายในวันที่ 13 ก.ย. 56 ที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร
ม็อบข้าวโพดจ่อลุย
วันเดียวกัน ยังมีความเคลื่อนไหวในเรื่องสินค้าเกษตรที่น่าสนใจอีก เมื่อนายนคร มาฉิม ส.ส.พิษณุโลก พร้อมนายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้แถลงข่าวเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเกษตรกรชาวไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ประสบปัญหาราคาตกต่ำ ก่อนจะมีชุมนุมใหญ่ไม่ต่างชาวสวนยางพารา
โดยนายนครกล่าวว่า เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ขาดทุนทุกภาค โดยมีเกษตรกรประมาณ 4.8 แสนครัวเรือน ผลผลิต 4.8 ล้านตัน และผลิตมากที่ภาคเหนือ แต่รัฐบาลกลับละเลยไม่ช่วยเหลือ ปล่อยให้บริษัทยักษ์ใหญ่ผูกขาดตัดตอนตั้งแต่เมล็ด รวมทั้งราคาปุ๋ยและยาฆ่าแมลงที่แพงเกินความจริง ขณะนี้ราคาต้นทุนข้าวโพดฝักที่ยังไม่ได้สีอยู่ที่ 4-5 บาท แต่ขายได้แค่ 3.40 บาทต่อกิโลกรัม
“ที่สำคัญคือมีมติ ครม.ให้นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้านไม่จำกัดจำนวนถึงเดือนสิงหาคม ทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ไปสร้างนอมินีในประเทศเพื่อนบ้านนำเข้าข้าวโพดจนราคาตกต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนมติ ครม.อนุมัติงบประมาณ 1,904 ล้านบาทนั้น ก็เป็นการแก้ปัญหาไม่ถูกจุด เพราะเงินไม่ถึงมือเกษตรกร และเมื่อออกมาตรการมาแล้วแทนช่วยให้ราคาสูงขึ้นกลับทำให้ราคาตกต่ำลง จาก 3.75 บาทเหลือแค่ 3.40 บาทเท่านั้น” นายนครระบุ
ส.ส.พิษณุโลกยังตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลพยายามดึงเอาแกนนำของจังหวัด จังหวัดละ 6 คน ไปสมรู้ร่วมคิดกับผู้ประกอบการรายใหญ่ ดึงเวลารอให้ผลผลิตออกจากมือเกษตรกรก่อนเพื่อซื้อของถูก ได้ประโยชน์สองทางจากการกดราคาในประเทศ และนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากต่างประเทศ เท่ากับรัฐบาลฆ่าเกษตรกรข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นการสมรู้ร่วมคิดระหว่างคนในรัฐบาล ข้าราชการกับนายทุนทำนาบนหลังคนหากินกับความเดือดร้อนของเกษตรกร
“ขอเสนอให้รัฐบาลเข้ามาดูแลข้าวโพดฝักในราคาไม่น้อยกว่า 5.50 บาท ส่วนที่สีแล้ว และมีความแห้งอยู่ที่ความชื้นไม่เกิน 14.5 ขอกิโลกรัมละ 10 บาท ซึ่งเกษตรกรให้เวลา 3 วันที่จะรอคำตอบจากรัฐบาล”
ด้านนายไชยวัฒน์กล่าวว่า รัฐบาลไม่จริงใจแก้ปัญหาให้เกษตรกรข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งได้ร้องเรียนไปยังรัฐบาลหลายครั้งแล้ว และชุมนุมหลายหน โดยได้พยายามยับยั้งเกษตรกรเอาไว้ แต่เมื่อรัฐบาลไม่จริงใจ หากมีการชุมนุมขึ้นมาก็คงห้ามปรามไม่ได้อีกแล้ว.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น