รู้มาก...ต้องปิดปาก
- 06 กันยายน 2555 เวลา 07:33 น. |
โดนเด็ดไปอีกหนึ่งรายในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เมื่อมีคำสั่งเด้งข้าราชการกระทรวงยุติธรรม โดยเฉพาะตำแหน่งของ พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ จากเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ให้ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงยุติธรรม
ถ้าดูตามเส้นทางการดำรงตำแหน่งของนักการเมืองที่พยายามบอกกล่าวประชาชนว่า “เป็นตำแหน่งที่สูงขึ้น เพราะเป็นถึงรองปลัดกระทรวงใกล้แตะปลัดกระทรวงทีเดียว” แต่หากมองอีกด้าน นี่เป็นตำแหน่งไว้แช่แข็ง พ.ต.อ.ดุษฎี มากกว่า
เพราะคนที่จะมาเป็นปลัดกระทรวงระดับ 11 มักรู้กันว่า ต้องเส้นใหญ่กับฝ่ายการเมืองถึงจะผงาดได้
ดังนั้น อย่าคิดว่าตำแหน่งรองปลัดยุติธรรมเป็นตำแหน่งอันน่าปลาบปลื้มตามที่ พ.ต.อ.ดุษฎี ให้สัมภาษณ์สื่อไว้ก่อนหน้านี้
“ผมต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรี ท่านได้เรียกไปพบที่บ้านพักเมื่อวันที่ 1 ส.ค. โดยขอให้ผมไปเป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อไปประสานงานด้านยาเสพติดกับ ป.ป.ส. เพราะท่านเห็นว่าผมมีประสบการณ์ ที่ผ่านมาผมก็ทำงานตามนโยบายการปราบปรามคอร์รัปชันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และนายกฯ จะประกาศผลงานปราบคอร์รัปชันอีกครั้ง”
พิเคราะห์ถ้อยคำ พ.ต.อ.ดุษฎี ถือว่าเป็นคนพูดตรงไปตรงมา ที่อ้างว่า “ย้ายเพื่อความเหมาะสม” “ย้ายเพื่อไปทำงานใหญ่” หรือ “ไปทำงานด้านยาเสพติด” อาจเป็นข้อเท็จจริงได้ระดับหนึ่ง เพราะพลิกปูมประวัติ พ.ต.อ.ดุษฎี เป็นผู้มีประสบการณ์ด้านปราบปรามยาเสพติดอย่างช่ำชอง ตั้งแต่เป็นนายตำรวจสถานีตำรวจภูธร แม่ปิง จนมาเป็นผู้กำกับการยาเสพติด ควบคุม 17 จังหวัด ก่อนจะโดนการเมืองเด้งไปเป็นผู้กำกับการฝ่ายวิเคราะห์ข่าว กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ปส.) แต่ด้วยความเก่งกล้า พ.ต.อ.ดุษฎี ยังถูกเจ้านายเรียกใช้บริการให้เป็นหนึ่งในทีมงานติดตามจับกุม ทั้งภาพ เจ็ดสิบไร่ แดง บ่อพลอย กำนันเป๊าะ สจ.ออด ลำปาง วัฒนา อัศวเหม ในคดีป่ากะปง หรือแม้แต่คดี ชาดา ไทยเศรษฐ์ ในอดีต จึงต้องยอมรับฝีมือนายตำรวจนักสะกดรอยรายนี้
ทว่า ถ้อยคำที่ว่า “ผมทำงานตามนโยบายปราบปรามคอร์รัปชันเป็นที่เรียบร้อยและนายกฯ จะมีการประกาศนโยบายอีกครั้งวันที่ 14 ก.ย.” จริงหรือที่ทำงานสำเร็จแล้ว คำตอบบอกได้เลยว่า ไม่น่าจริง ขณะเดียวกันการทำงานของ พ.ต.อ.ดุษฎี ในช่วง 10 เดือน พบว่า กำลังรุกคืบไปถึง “ตอ” เสียด้วยซ้ำ
ฉะนั้นคำพูดของ พ.ต.อ.ดุษฎี ส่วนนี้ มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากสื่อสารให้เห็นถึงความประนีประนอมตามสไตล์ข้าราชการประจำที่ให้เกียรติผู้ใหญ่ทางการเมือง
เพราะตั้งแต่ พ.ต.อ.ดุษฎี เข้ามาเป็นเลขา ป.ป.ท. ถือว่า ป.ป.ท.เข้าสู่ปีที่ 5 ของการทำงาน โดยที่ผ่านมาสุดแสนเงียบงัน แต่เมื่อ พ.ต.อ.ดุษฎี ทำงานมาร่วม 10 เดือน ในช่วงตั้งไข่ของหน่วยงานปราบโกงที่ตั้งมากว่า 4 ปี พ.ต.อ.ดุษฎี ได้วางหลักการทำงาน 3 เรื่อง ปราบโกงภาษี โกงงบประมาณแผ่นดิน โกงทรัพยากรธรรมชาติ
ทั้งสามเรื่อง กล่าวโดยสรุป กรณีโกงภาษี พ.ต.อ.ดุษฎี ตรวจสอบพบรถเลี่ยงภาษีจากอังกฤษ 1,680 คัน ขึ้นบัญชีดำส่งผู้บังคับบัญชากรมศุลกากรจนสั่งย้ายข้าราชการกรมศุลกากร 108 คน โดยขบวนการรถหรูเลี่ยงภาษีมีความเชื่อมโยงนักการเมืองในรัฐบาลก่อนหน้านี้เมื่อปี 2551 จนถึงปัจจุบัน เจ้าของเต็นท์รถพยายามวิ่งเต้นผ่านนักการเมืองที่นิยมรถหรูให้นำออกจากท่าเรือแหลมฉบังและลาดกระบัง
เป็นใครบ้าง พ.ต.อ.ดุษฎี รับรู้หมด ในที่สุดความพยายามของเจ้าของเต็นท์รถที่วิ่งทั้งบนดินใต้ดินก็ยังไม่สามารถนำรถเลี่ยงภาษีออกไปได้ ที่น่าสนใจ พ.ต.อ.ดุษฎี ได้ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมศุลกากร และ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง ให้ปรับเปลี่ยนวิธีการตรวจสอบรับรถนำเข้าให้ถูกต้องด้วย
แต่จนถึงบัดนี้ มีคำถามดังๆ ว่า อธิบดีกรมศุลกากรและ กิตติรัตน์ ดำเนินการไปถึงไหนแล้ว
กรณีการใช้งบประมาณโดยมิชอบ พ.ต.อ.ดุษฎี ปัดฝุ่นคดีตั๋วสัญญาซื้อข้าวจากสวิตเซอร์ แลนด์ปลอม สมัยที่ตนเองเป็นรองอธิบดีดีเอสไอเอามาทำต่อในยุคที่ตนเองเป็นเลขาฯ ป.ป.ท. เพราะเห็นว่าคดีเงียบหาย ยังไม่มีการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ธนาคารรัฐที่ปล่อยสินเชื่อ 7,500 ล้านบาท โดยเจ้าตัวหวังขยายผลเอาผิดกับธนาคารเอกชนอีก 4 แห่ง ที่ปล่อยสินเชื่อร่วม 4,000 ล้านบาท รวมกันแล้วสร้างความเสียหายกว่า 1 หมื่นล้านบาท เป็นการปล่อยสินเชื่อให้กับบริษัทค้าข้าวรายใหญ่ ซึ่งก็เช่นเดิม ตัวละครที่มีส่วนรุมทึ้งงบประมาณแผ่นดินก็เอี่ยวกับนักการเมืองอีกตามเคย
กรณีการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ พ.ต.อ.ดุษฎี หยิบยกกรณี จ.ภูเก็ต เป็นลำดับแรก หลังจากได้รับการร้องเรียน พบอดีตรองผู้ว่าฯ ผู้ว่าฯ เจ้าหน้าที่ที่ดิน คนมีฐานะทางสังคม นักการเมือง เข้ามาเกี่ยวข้อง รวม 10 ราย ไม่เพียงเท่านั้น ยังระแคะระคายแกนนำเสื้อแดงภาคกลางเข้าไปข่มขู่เจ้าหน้าที่เพื่อให้ออกเอกสารสิทธิใน จ.ภูเก็ต โดยมิชอบ แต่แกนนำรายนั้นไม่อาจรุกคืบขอเอกสารสิทธิได้ เพราะความตรงไปตรงมาของ พ.ต.อ.ดุษฎี
น่าแปลกใจกว่านั้น ครั้งหนึ่ง พ.ต.อ.ดุษฎี เดินทางมาทำเนียบรัฐบาลเพื่อต้องการพบ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แต่ไม่ได้พบ จึงส่งเอกสารสำคัญผ่าน สุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยเอกสารทั้งหมดเป็นการแจกแจงพฤติการณ์ การกระทำผิดของเจ้าหน้าที่รัฐในการบุกรุกออกเอกสารโดยมิชอบ
มีคำถามว่า เอกสารได้ถึงมือนายกฯ หรือยัง แล้วนายกฯ ทำอะไรไปบ้างกับพฤติการณ์ข้าราชการเหล่านั้นหรือไม่
กระทั่งตามมาด้วยการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชันงบประมาณช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยกว่า 500 ล้านบาท โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสาน ฐานคะแนนเสียงสำคัญของพรรคเพื่อไทย
นอกจากนั้น พ.ต.อ.ดุษฎี ยังรู้สร้อยสนกลในการทุจริตโครงการบริหารจัดการน้ำ 1.2 แสนล้านบาท การขยายถนน ขุดลอกคูคลองผิดสเปก กลายเป็นข่าวใหญ่โตเมื่อช่วงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการได้กลิ่นทุจริตไม่ต่างจากสามกรณีใหญ่ข้างต้น ที่พบว่ามีขบวนการแบ่งปันงบประมาณโดยมิชอบ เกี่ยวโยงนักการเมืองท้องถิ่นไปถึงนักการเมืองระดับชาติ ตบหน้ารัฐบาลเข้าอย่างจัง
แต่ละเรื่อง พ.ต.อ.ดุษฎี รู้มากไปหรือไม่ ใช่เลย พ.ต.อ.ดุษฎี รู้มาก แต่การรู้มาก คำถามว่ามันผิดหรือ คำตอบไม่ผิด เพราะนี่คือหน้าที่ของข้าราชการคนหนึ่งที่ได้รับแต่งตั้งให้มาปราบปรามการทุจริตภาครัฐ ตั้งแต่ระดับ 8 ลงมา แต่เมื่อเกี่ยวโยงไปถึงระดับสูง มันก็เป็นหน้าที่อีกเช่นกัน ที่จำเป็นต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการ
กลับกัน การรู้มากของ พ.ต.อ.ดุษฎี ทั้งในทางลึกทางลับ ใครมีส่วนเกี่ยวข้อง รัฐบาลที่มีนโยบายเอาจริงกับการปราบทุจริต ทำไมไม่กระเหี้ยนกระหือรือสนับสนุนเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. ให้ดำเนินการอย่างทันที และพร้อมจะเปิดเผยข้อมูลที่ พ.ต.อ.ดุษฎี ส่งไปให้
บทสัมภาษณ์พิเศษของ พ.ต.อ.ดุษฎี ผ่านแทบลอยด์โพสต์ทูเดย์วันที่ 1 ก.ย. เพียงไม่กี่วันก่อนถูกย้าย ในหัวเรื่อง มือปราบทุจริต พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวไว้ว่า “ลองตรวจสอบย้อนหลังไปสิ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรใหญ่ๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต รัฐบาลอยู่ไม่ได้ทั้งสิ้น เพราะมีการทุจริตเกิดขึ้น จะมีการชิงยุบสภาก่อน มีการลาออกของนายกรัฐมนตรี เป็นเรื่องการทุจริตทั้งสิ้น ดังนั้นเราจึงดำเนินการมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นสีเสื้อระดับไหน”
ตรงนี้พอชี้ได้ว่า ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ว่ารัฐบาลใดสะสมเอาไว้ก็มีอันเป็นไปทุกรัฐบาล ก็ยิ่งน่าแปลกใจเข้าไปใหญ่เมื่อได้มือดีมาไล่ล่าล้างโคตรทุจริต สร้างผลงานให้รัฐบาล เหตุใดถึงไม่ส่งเสริม
หรือว่ารัฐบาลกลับสนับสนุนการทุจริต?
บทสัมภาษณ์ชิ้นนั้น พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “หลายเรื่องแรงขึ้นไม่มีปัญหา ถ้าขู่ย้ายผม อาจสมัครเป็นกรรมการ ป.ป.ช.ก็ได้ มีเรื่องให้ผมทำอีกเยอะ ผมไม่กลัว วันไหนที่ผมมีโอกาสต้องทำเต็มที่”
แม้รัฐบาลสั่งย้าย พ.ต.อ.ดุษฎี ไปแช่แข็งรองปลัดแล้วก็ตาม แต่ใช่ว่าข้อมูลทุจริตจะถูกแช่แข็งตามไปด้วย งานนี้น่าติดตามยิ่งนัก
ถ้าดูตามเส้นทางการดำรงตำแหน่งของนักการเมืองที่พยายามบอกกล่าวประชาชนว่า “เป็นตำแหน่งที่สูงขึ้น เพราะเป็นถึงรองปลัดกระทรวงใกล้แตะปลัดกระทรวงทีเดียว” แต่หากมองอีกด้าน นี่เป็นตำแหน่งไว้แช่แข็ง พ.ต.อ.ดุษฎี มากกว่า
เพราะคนที่จะมาเป็นปลัดกระทรวงระดับ 11 มักรู้กันว่า ต้องเส้นใหญ่กับฝ่ายการเมืองถึงจะผงาดได้
ดังนั้น อย่าคิดว่าตำแหน่งรองปลัดยุติธรรมเป็นตำแหน่งอันน่าปลาบปลื้มตามที่ พ.ต.อ.ดุษฎี ให้สัมภาษณ์สื่อไว้ก่อนหน้านี้
“ผมต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรี ท่านได้เรียกไปพบที่บ้านพักเมื่อวันที่ 1 ส.ค. โดยขอให้ผมไปเป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อไปประสานงานด้านยาเสพติดกับ ป.ป.ส. เพราะท่านเห็นว่าผมมีประสบการณ์ ที่ผ่านมาผมก็ทำงานตามนโยบายการปราบปรามคอร์รัปชันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และนายกฯ จะประกาศผลงานปราบคอร์รัปชันอีกครั้ง”
พิเคราะห์ถ้อยคำ พ.ต.อ.ดุษฎี ถือว่าเป็นคนพูดตรงไปตรงมา ที่อ้างว่า “ย้ายเพื่อความเหมาะสม” “ย้ายเพื่อไปทำงานใหญ่” หรือ “ไปทำงานด้านยาเสพติด” อาจเป็นข้อเท็จจริงได้ระดับหนึ่ง เพราะพลิกปูมประวัติ พ.ต.อ.ดุษฎี เป็นผู้มีประสบการณ์ด้านปราบปรามยาเสพติดอย่างช่ำชอง ตั้งแต่เป็นนายตำรวจสถานีตำรวจภูธร แม่ปิง จนมาเป็นผู้กำกับการยาเสพติด ควบคุม 17 จังหวัด ก่อนจะโดนการเมืองเด้งไปเป็นผู้กำกับการฝ่ายวิเคราะห์ข่าว กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ปส.) แต่ด้วยความเก่งกล้า พ.ต.อ.ดุษฎี ยังถูกเจ้านายเรียกใช้บริการให้เป็นหนึ่งในทีมงานติดตามจับกุม ทั้งภาพ เจ็ดสิบไร่ แดง บ่อพลอย กำนันเป๊าะ สจ.ออด ลำปาง วัฒนา อัศวเหม ในคดีป่ากะปง หรือแม้แต่คดี ชาดา ไทยเศรษฐ์ ในอดีต จึงต้องยอมรับฝีมือนายตำรวจนักสะกดรอยรายนี้
ทว่า ถ้อยคำที่ว่า “ผมทำงานตามนโยบายปราบปรามคอร์รัปชันเป็นที่เรียบร้อยและนายกฯ จะมีการประกาศนโยบายอีกครั้งวันที่ 14 ก.ย.” จริงหรือที่ทำงานสำเร็จแล้ว คำตอบบอกได้เลยว่า ไม่น่าจริง ขณะเดียวกันการทำงานของ พ.ต.อ.ดุษฎี ในช่วง 10 เดือน พบว่า กำลังรุกคืบไปถึง “ตอ” เสียด้วยซ้ำ
ฉะนั้นคำพูดของ พ.ต.อ.ดุษฎี ส่วนนี้ มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากสื่อสารให้เห็นถึงความประนีประนอมตามสไตล์ข้าราชการประจำที่ให้เกียรติผู้ใหญ่ทางการเมือง
ทั้งสามเรื่อง กล่าวโดยสรุป กรณีโกงภาษี พ.ต.อ.ดุษฎี ตรวจสอบพบรถเลี่ยงภาษีจากอังกฤษ 1,680 คัน ขึ้นบัญชีดำส่งผู้บังคับบัญชากรมศุลกากรจนสั่งย้ายข้าราชการกรมศุลกากร 108 คน โดยขบวนการรถหรูเลี่ยงภาษีมีความเชื่อมโยงนักการเมืองในรัฐบาลก่อนหน้านี้เมื่อปี 2551 จนถึงปัจจุบัน เจ้าของเต็นท์รถพยายามวิ่งเต้นผ่านนักการเมืองที่นิยมรถหรูให้นำออกจากท่าเรือแหลมฉบังและลาดกระบัง
เป็นใครบ้าง พ.ต.อ.ดุษฎี รับรู้หมด ในที่สุดความพยายามของเจ้าของเต็นท์รถที่วิ่งทั้งบนดินใต้ดินก็ยังไม่สามารถนำรถเลี่ยงภาษีออกไปได้ ที่น่าสนใจ พ.ต.อ.ดุษฎี ได้ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมศุลกากร และ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง ให้ปรับเปลี่ยนวิธีการตรวจสอบรับรถนำเข้าให้ถูกต้องด้วย
แต่จนถึงบัดนี้ มีคำถามดังๆ ว่า อธิบดีกรมศุลกากรและ กิตติรัตน์ ดำเนินการไปถึงไหนแล้ว
กรณีการใช้งบประมาณโดยมิชอบ พ.ต.อ.ดุษฎี ปัดฝุ่นคดีตั๋วสัญญาซื้อข้าวจากสวิตเซอร์ แลนด์ปลอม สมัยที่ตนเองเป็นรองอธิบดีดีเอสไอเอามาทำต่อในยุคที่ตนเองเป็นเลขาฯ ป.ป.ท. เพราะเห็นว่าคดีเงียบหาย ยังไม่มีการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ธนาคารรัฐที่ปล่อยสินเชื่อ 7,500 ล้านบาท โดยเจ้าตัวหวังขยายผลเอาผิดกับธนาคารเอกชนอีก 4 แห่ง ที่ปล่อยสินเชื่อร่วม 4,000 ล้านบาท รวมกันแล้วสร้างความเสียหายกว่า 1 หมื่นล้านบาท เป็นการปล่อยสินเชื่อให้กับบริษัทค้าข้าวรายใหญ่ ซึ่งก็เช่นเดิม ตัวละครที่มีส่วนรุมทึ้งงบประมาณแผ่นดินก็เอี่ยวกับนักการเมืองอีกตามเคย
กรณีการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ พ.ต.อ.ดุษฎี หยิบยกกรณี จ.ภูเก็ต เป็นลำดับแรก หลังจากได้รับการร้องเรียน พบอดีตรองผู้ว่าฯ ผู้ว่าฯ เจ้าหน้าที่ที่ดิน คนมีฐานะทางสังคม นักการเมือง เข้ามาเกี่ยวข้อง รวม 10 ราย ไม่เพียงเท่านั้น ยังระแคะระคายแกนนำเสื้อแดงภาคกลางเข้าไปข่มขู่เจ้าหน้าที่เพื่อให้ออกเอกสารสิทธิใน จ.ภูเก็ต โดยมิชอบ แต่แกนนำรายนั้นไม่อาจรุกคืบขอเอกสารสิทธิได้ เพราะความตรงไปตรงมาของ พ.ต.อ.ดุษฎี
น่าแปลกใจกว่านั้น ครั้งหนึ่ง พ.ต.อ.ดุษฎี เดินทางมาทำเนียบรัฐบาลเพื่อต้องการพบ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แต่ไม่ได้พบ จึงส่งเอกสารสำคัญผ่าน สุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยเอกสารทั้งหมดเป็นการแจกแจงพฤติการณ์ การกระทำผิดของเจ้าหน้าที่รัฐในการบุกรุกออกเอกสารโดยมิชอบ
มีคำถามว่า เอกสารได้ถึงมือนายกฯ หรือยัง แล้วนายกฯ ทำอะไรไปบ้างกับพฤติการณ์ข้าราชการเหล่านั้นหรือไม่
กระทั่งตามมาด้วยการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชันงบประมาณช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยกว่า 500 ล้านบาท โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสาน ฐานคะแนนเสียงสำคัญของพรรคเพื่อไทย
นอกจากนั้น พ.ต.อ.ดุษฎี ยังรู้สร้อยสนกลในการทุจริตโครงการบริหารจัดการน้ำ 1.2 แสนล้านบาท การขยายถนน ขุดลอกคูคลองผิดสเปก กลายเป็นข่าวใหญ่โตเมื่อช่วงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการได้กลิ่นทุจริตไม่ต่างจากสามกรณีใหญ่ข้างต้น ที่พบว่ามีขบวนการแบ่งปันงบประมาณโดยมิชอบ เกี่ยวโยงนักการเมืองท้องถิ่นไปถึงนักการเมืองระดับชาติ ตบหน้ารัฐบาลเข้าอย่างจัง
แต่ละเรื่อง พ.ต.อ.ดุษฎี รู้มากไปหรือไม่ ใช่เลย พ.ต.อ.ดุษฎี รู้มาก แต่การรู้มาก คำถามว่ามันผิดหรือ คำตอบไม่ผิด เพราะนี่คือหน้าที่ของข้าราชการคนหนึ่งที่ได้รับแต่งตั้งให้มาปราบปรามการทุจริตภาครัฐ ตั้งแต่ระดับ 8 ลงมา แต่เมื่อเกี่ยวโยงไปถึงระดับสูง มันก็เป็นหน้าที่อีกเช่นกัน ที่จำเป็นต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการ
กลับกัน การรู้มากของ พ.ต.อ.ดุษฎี ทั้งในทางลึกทางลับ ใครมีส่วนเกี่ยวข้อง รัฐบาลที่มีนโยบายเอาจริงกับการปราบทุจริต ทำไมไม่กระเหี้ยนกระหือรือสนับสนุนเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. ให้ดำเนินการอย่างทันที และพร้อมจะเปิดเผยข้อมูลที่ พ.ต.อ.ดุษฎี ส่งไปให้
บทสัมภาษณ์พิเศษของ พ.ต.อ.ดุษฎี ผ่านแทบลอยด์โพสต์ทูเดย์วันที่ 1 ก.ย. เพียงไม่กี่วันก่อนถูกย้าย ในหัวเรื่อง มือปราบทุจริต พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวไว้ว่า “ลองตรวจสอบย้อนหลังไปสิ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรใหญ่ๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต รัฐบาลอยู่ไม่ได้ทั้งสิ้น เพราะมีการทุจริตเกิดขึ้น จะมีการชิงยุบสภาก่อน มีการลาออกของนายกรัฐมนตรี เป็นเรื่องการทุจริตทั้งสิ้น ดังนั้นเราจึงดำเนินการมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นสีเสื้อระดับไหน”
ตรงนี้พอชี้ได้ว่า ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ว่ารัฐบาลใดสะสมเอาไว้ก็มีอันเป็นไปทุกรัฐบาล ก็ยิ่งน่าแปลกใจเข้าไปใหญ่เมื่อได้มือดีมาไล่ล่าล้างโคตรทุจริต สร้างผลงานให้รัฐบาล เหตุใดถึงไม่ส่งเสริม
หรือว่ารัฐบาลกลับสนับสนุนการทุจริต?
บทสัมภาษณ์ชิ้นนั้น พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “หลายเรื่องแรงขึ้นไม่มีปัญหา ถ้าขู่ย้ายผม อาจสมัครเป็นกรรมการ ป.ป.ช.ก็ได้ มีเรื่องให้ผมทำอีกเยอะ ผมไม่กลัว วันไหนที่ผมมีโอกาสต้องทำเต็มที่”
แม้รัฐบาลสั่งย้าย พ.ต.อ.ดุษฎี ไปแช่แข็งรองปลัดแล้วก็ตาม แต่ใช่ว่าข้อมูลทุจริตจะถูกแช่แข็งตามไปด้วย งานนี้น่าติดตามยิ่งนัก
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น