รอยลเฝ้าระวังพายุระลอกใหม่ 13 ก.ย.55
"อิทธิพลของฝนส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำในภาพรวม จากปัจจัยของร่องมรสุมและความกดอากาศต่ำ ซึ่งประเทศไทยยังต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวบ้าง ในพื้นที่บางส่วนของประเทศ แต่ไม่ได้มากเท่ากับปี 54" เขากล่าว
ในส่วนของระดับน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา แม่น้ำแต่ละสาย ถูกจับตาถึงความเปลี่ยนแปลงที่เพื่อการตัดสินใจระบายน้ำได้อย่างทันท่วงที นายรอยล บอกว่า ทุกวันนี้คณะทำงานมีการควบคุมระดับน้ำในเขื่อน และการพร่องน้ำ ให้เป็นไปตามสถานการณ์น้ำจริง เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน ตลอดจนการแก้ปัญหาด้านโครงสร้าง ขุดลองคูคลอง ยกระดับถนนที่เคยขวางเส้นทางน้ำ เตรียมการพื้นที่รับน้ำไว้พอสมควร ปัจจัยเหล่านี้เป็นตัวช่วยยืนยันว่าหากเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมในปีนี้ ก็จะไม่รุนแรงเท่ากับปีที่ผ่านมา
ปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมดยังอยู่ภายใต้การควบคุม และแผนที่วางไว้ โดยระดับน้ำในลำน้ำ ณ ปัจจุบัน ยังไม่พบว่ามีจุดใดล้นตลิ่ง ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการพร่องน้ำไม่ให้เกินศักยภาพของลำน้ำที่จะรับได้
"ผลจากการพร่องน้ำจากปริมาณน้ำฝนที่ตกหนักในภาคเหนือ และพร่องน้ำออกจากเขื่อนเพื่อรักษาระดับน้ำในเขื่อนให้อยู่ที่ 80% อย่างต่อเนื่อง สิ่งที่เห็นชัดเจนคือระดับน้ำในแม่น้ำนครสวรรค์ ณ ปัจจุบัน อยู่ที่ 1,829 ลบ.ม./วินาที เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาซึ่งระดับน้ำสูงถึง 3,500 ลบ.ม/วินาที" เขาให้ข้อมูล และว่า สถานการณ์การระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ณ ปัจจุบัน อยู่ต่ำกว่า 5 ล้านลบ.ม./วัน เทียบกับปีที่ผ่านมาซึ่งมีการระบายมากถึง 30-50 ลบ.ม./วัน เนื่องจากกรมชลประทานได้มีการพร่องน้ำอย่างต่อเนื่อง ทำให้ไม่จำเป็นต้องเร่งระบายน้ำออกจากเขื่อน
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุม คือปริมาณฝนที่ตกเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ โดยเฉพาะฝนที่ตกหลักในพื้นที่ภาคกลาง ทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำ และต้องใช้เวลาในการระบายหลายสัปดาห์ เนื่องจากพื้นที่กว้างกว่า 9 หมื่นตารางกิโลเมตร
นายรอยล บอกว่า พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังระดับน้ำล้นตลิ่ง ณ เวลานี้ ได้แก่ ประตูระบายน้ำชุมแสง ประตูระบายน้ำโพธิ์ประทับช้าง ซึ่งปริมาณน้ำอยู่ในระดับสูง โดยกรมชลประทานได้เร่งผันน้ำออกทางประตูระบายน้ำพระพิมล และประตูระบายน้ำพระยาบรรลือ และแบ่งน้ำส่วนหนึ่งเข้าทางคลองระพีพัฒน์ โดยอาศัยศักยภาพของคลอง 13 เพื่อช่วยบรรเทาสถานการณ์น้ำท่วมในเขตเทศบาลเมืองสุโขทัย
อย่างไรก็ตามแม้ ขณะนี้ระดับน้ำในแม่น้ำยมเริ่มทรงตัว ไม่มีน้ำเอ่อล้นตลิ่ง แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังต่อ เนื่องจากในช่วงวันที่ 13 ก.ย. ประเทศไทยจะได้รับอิทธิพลจากพายุและร่องมรสุมที่ก่อตัวบริเวณทะเลจีนใต้ พาดผ่านภาคเหนือทำให้เกิดในจังหวัดน่าน เชียงราย และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนเข้าไปยังประเทศจีน และญี่ปุ่น ทำให้เกิดฝน แต่ไม่รุนแรงเท่าฝนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นหางของพายุ
ปัจจัยดังกล่าวทำให้ต้องเร่งระบายน้ำอย่างเร่งด่วน เนื่องจากการระบายน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำภาคกลางทำได้ยากกว่าการระบายน้ำในพื้นที่ภาคเหนือ เนื่องจากพื้นที่ภาคเหนือมีความลาดเอียงทำให้น้ำเหนือไหลลงมายังภาคกลางได้โดยใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อว่า การระบายน้ำฝนในพื้นที่ภาคกลางอาจจะต้องใช้เวลา 2-3 สัปดาห์ ซึ่งแนวทางการระบายน้ำยังคงเป็นไปตามแผนที่วางไว้
ดูข้อมูล ป/ท http://flood.gistda.or.th/ ภาพถ่ายดาวเทียม น้ำท่วมเปรียบเทียบ เดือน สิงหาคม 2555 (22สิงหาคม 2555 ) และ สิงหาคม 2554
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น