วันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2556

โกงชาติ โกงประชาชนและชาวนา จุดตายของรัฐบาลปูวันอาทิตย์ ที่ 30 มิถุนายน 2556



สวัสดี ครับ
         รัฐบาล 'ปู' ที่มีแต่เรื่องโกงกินไม่หยุดหย่อน กอร์ปกับการกระทำที่มุ่งแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ อย่างไม่
แคร์ต่อสายตาของประชาชนตลอดมา จนกระทั่งต้องมาปรับครม.เพื่อกู้หน้ากันใหม่อยู่ขณะนี้ แต่แม้กระนั้นก็ตาม ใน
เมื่อประชาชนขาดความไว้เนื่อเชื่อใจเสียแล้วเช่นนี้ จึงไม่ว่ารัฐบาลจะดิ้นรนอย่างไรประชาชนก็จะไม่ไว้วางใจอยู่ดี
แต่จะมองว่ารัฐบาลนี้เป็นเสือหิวที่จ้องแต่จะโกงกินต่อไปอีกอยู่นั่นเอง
         ความไม่ไว้วางใจรัฐบาลดังกล่าวชัดเจนยิ่งขึ้น เป็นเพราะเมื่อประชาชนเห็นรายชื่อรัฐมนตรีที่มีความรับผิดชอบ
ต่องานที่มีความสำคัญแล้ว ก็ยังเป็นคนหน้าเดิมที่มีตำหนิด้วยประการต่างๆ ส่วนคนที่แต่งตั้งเข้ามาใหม่ๆก็เห็นได้ว่า
เป็นการตอบแทนความชอบที่เคยสร้างบุญคุณให้แก่ทักษิณและครอบครัวในเรื่องหนึ่งเรื่องใดมาก่อน มิใช่จะพิจารณา
กันที่ฝีมือการทำงานที่จะมาบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ประชาชนก็หาไม่
         การโกงกินประเทศชาติและประชาชน โดยเฉพาะการใช้ชาวนาที่เป็นกลุ่มอาชีพหลักมาเป็นข้ออ้างหรือเป็น
ข่องทางสร้างความทุจริตคดโกง โดยร่วมกันเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่อย่างทุกวันนี้นั้น ต้องถือเป็นจุดตายของรัฐบาล
อย่างแน่นอน แม้ว่ารัฐบาลบาลจะใช้กลยุทธ์ปรับครม.มาบรรเทาเสียงขับไล่ตนแล้วก็ตาม แต่ถ้ารัฐบาลยังไม่ล้มเลิก
ช่องทางที่ส่อการโกงกินและช่องทางเพื่อเปิดทางให้ผู้หนึ่งผู้ใดพ้นจากความผิดแล้วกลับมาเสวยอำนาจเพื่อการคด
โกง เช่น การเร่งออกพ.ร.ก.เงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาท การเดินหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำอย่างถาวรอันอื้อฉาวเรื่อง
การฝ่าฝืนกฎหมายและการคดโกง ที่มีมูลค่า 3.5 แสนล้านบาท ตลอดจนการออกพ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่จะผ่านสภา
ในสมัยการประชุมหน้าในเดือนกรกฎาคมนี้แล้ว.

แนวหน้า

วันอาทิตย์ ที่ 30 มิถุนายน 2556

ปรับครม.ปู5ซื้อเวลาต่ออายุ ตัดตอนหนีพิษจำนำข้าว
วันอาทิตย์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2556, 02.00 น.
พิษโครงการรับจำนำข้าวกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่สำหรับรัฐบาลหุ่นเชิดนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่อยู่ในภาวะหลังพิงฝากลืนไม่เข้าคายไม่ออกหลังจากที่รัฐบาลจำนนต่อสถานการณ์จนยอมถอยกลืนน้ำลายตัวเองด้วยการลดราคารับจำนำข้าวจากตันละ 15,000 เหลือตันละ 12,000 บาท ซึ่งทำให้รัฐบาลต้องเผชิญจากพลังกดดันอย่างหนักหน่วงจากการประท้วงของชาวนาทั่วประเทศที่เริ่มรู้สึกว่าตัวเองถูกหลอกหลังเสพติดโครงการประชานิยมนี้จนเคลิบเคลิ้มงมงาย
ชาวนาทั่วประเทศซึ่งบุกทำเนียบรัฐบาลยื่นคำขาดต่อรัฐบาลหุ่นเชิดยิ่งลักษณ์ให้ทบทวนราคารับจำนำกลับไปเป็นตันละ 15,000 บาท เหมือนเดิมภายใน 7 วัน ไม่อย่างนั้นจะยกระดับการเคลื่อนไหวเพื่อกดดันรัฐบาล
โครงการรับจำนำข้าวซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของพรรคเพื่อไทยสะท้อนถึงความล้มเหลวเพราะบ่อนทำลายสถานะทางการคลังของประเทศอย่างรุนแรงตลอดจนทำลายวงจรการค้าข้าวทั้งระบบจนมีแนวโน้มที่จะนำประเทศไปสู่ความวิบัติล่มจม และที่เลวร้ายยิ่งกว่าก็คือเป็นโครงการที่มีการโกงบ้านกินเมืองอย่างมโหฬารท่ามกลางข่าวอื้อฉาวโยงใยไปถึงเครือญาติใกล้ชิดของผู้มีอำนาจในรัฐบาล
การจำนนต่อสถานการณ์จนต้องยอมถอยด้วยการลดราคาจำนำข้าวลงเป็นหนึ่งในแผนเอาตัวรอดเบื้องต้นเพื่อลดแรงเสียดทานจากกระแสกดดันจากการโจมตีของหลายฝ่ายทั้งฝ่ายค้าน นักวิชาการ หรือแม้แต่กระแสสังคมที่นับวันจะเสื่อมศรัทธาในรัฐบาลโดยมองว่า โครงการรับจำนำข้าวกำลังจะนำพาประเทศไปสู่ความล่มจมและถูกออกแบบมาเพื่อการโกงกินอย่างมโหฬารของผู้มีอำนาจทางการเมือง
การลดราคาจำนำข้าวลงนอกจากทำให้รัฐบาลหุ่นเชิดยิ่งลักษณ์ต้องเผชิญกับการลุกฮือประท้วงของชาวนาทั่วประเทศแล้ว ยังต้องเผชิญกับศึกภายในพรรคร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะพรรคชาติไทยพัฒนาที่มี นายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นผู้นำเงาไม่เห็นด้วยกับการลดราคาจำนำ หรือแม้แต่ สส.พรรคเพื่อไทยเองก็ออกมาคัดค้านรัฐบาลอย่างรุนแรงเพราะทำให้เสียฐานคะแนนเสียงทางการเมืองจากชาวนาทั่วประเทศ
รัฐบาลหุ่นเชิดยิ่งลักษณ์จึงอยู่ในภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเพราะหากจะกลับไปรับจำนำข้าวในราคาเดิมตันละ 15,000 บาท ก็จะทำให้รัฐบาลเสียหน้า ขณะเดียวกันก็จะถูกกระแสโจมตีอย่างหนักทั้งจากฝ่ายค้านคือพรรคประชาธิปัตย์  นักวิชาการ หรือแม้แต่สื่อตลอดจนองค์กรระหว่างประเทศ แต่ครั้นจะเดินหน้าลดราคาจำนำข้าวก็เต้องผชิญศึกทั้งภายนอกและภายในรัฐบาล
แม้รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะลดแรงเสียดทานด้วยการลดราคาจำนำข้าวลงอันส่งผลให้หยุดการขาดทุนปีละกว่า 2 แสนล้านบาท แต่ปัจจัยอันเป็นจุดเสื่อมและเป็นจุดตายของรัฐบาลอย่างแท้จริง ก็คือเงื่อนงำการโกงกินอย่างมโหฬารที่เชื่อมโยงกับผู้มีอำนาจในรัฐบาล
และที่สำคัญไม่เพียงเงื่อนงำการโกงกินโครงการรับจำนำข้าว แต่ยังรวมถึงพฤติกรรมส่อโกงมโหฬารงบเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งทั่วประเทศ งบเงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท เพื่อป้องกันน้ำท่วม
นอกจากจุดตายของรัฐบาลหุ่นเชิดยิ่งลักษณ์ในเรื่องพฤติกรรมส่อโกงบ้านกินเมืองแล้ว ที่สำคัญยังรวมถึงการทำตัวเป็นรัฐบาลหุ่นเชิดที่มุ่งทำทุกอย่างเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนักโทษหนีคุก โดยเฉพาะความพยายามผลักดันกฎหมายที่อ้างการสร้างความปรองดองบังหน้าแต่มีเป้าหมายแอบแฝงที่แท้จริงเพื่อลบล้างโทษความผิดทั้งหมดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ และทำให้ได้ทรัพย์สิน 46,000 ล้านบาท ที่ถูกศาลสั่งยึดตกเป็นของแผ่นดินคืน รวมทั้งฟอกโทษความผิดให้กับเหล่าแกนนำคนเสื้อแดงที่เป็นผู้ต้องหาก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมือง อันเป็นการทำลายหลักนิติรัฐและระบบศาลอย่างยิบเยิน
นอกจากนี้ยังรวมถึงแผนที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อทำลายระบบศาลและองค์กรอิสระต่างๆที่เป็นอุปสรรคขวากหนามในการแสวงหาผลประโยชน์และแผ่ขยายอำนาจอิทธิพลของระบอบทักษิณ โดยหวังแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปูทางไปสู่การผูกขาดอำนาจยึดครองประเทศอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในอนาคต
วิกฤติศรัทธาแห่งความเสื่อมของรัฐบาลชุดนี้ยังรวมถึงการลุแก่อำนาจสถาปนารัฐตำรวจเป็นเครื่องมือทางการเมือง และอาศัยกลไกอำนาจรัฐทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองรวมทั้ง โยกย้ายข้าราชการที่ดีมีความรู้ความสามารถและซื่อสัตย์สุจริตมีอุดมการณ์เพื่อชาติบ้านเมืองพ้นจากตำแหน่งสำคัญแล้วแต่งตั้งคนของระบอบทักษิณเข้ามาคุมอำนาจแทน
จากวิกฤติแห่งความเสื่อมของรัฐบาลหุ่นเชิดยิ่งลักษณ์ที่นับวันจะมีมากขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะจากพิษโครงการรับจำนำข้าวทำให้รัฐบาลหุ่นเชิดยิ่งลักษณ์โดยการบงการของ พ.ต.ท.ทักษิณ พยายามดิ้นรนเอาตัวรอดเพื่อตัดตอนซื้อเวลาต่ออายุรัฐบาลด้วยการปรับคณะรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ 5 ครั้งใหญ่เพื่อฝ่ามรสุมทางการเมืองโดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่เพื่อลดวิกฤติที่กำลังสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลอยู่ในขณะนี้ โดยการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหม่ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ คงถูกปรับเปลี่ยนพ้นตำแหน่งรมว.พาณิชย์ เพื่อเป็นการตัดตอนหนีความรับผิดชอบและลดกระแสโจมตีพิษโครงการรับจำนำข้าวไม่ให้ส่งผลกระทบต่อรัฐบาลทั้งคณะ
ขณะเดียวกันเป้าหมายอีกประการหนึ่งในการปรับคณะรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ 5 ก็คือเพื่อให้รางวัลบรรดาแกนนำพรรคเพื่อไทยซึ่งจงรักภักดีและใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนสลับหน้ากันมานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีโดยเฉพาะอย่างยิ่งนางเบญจา หลุยเจริญ อธิบดีกรมศุลกากร ที่รับใช้ปกป้องช่วยเหลือด้านผลประโยชน์แก่ครอบครัวชินวัตรมาตลอดโดยเฉพาะช่วงที่เป็นรองอธิบดีกรมสรรพากรออกมาประกาศว่าการขายหุ้นชินคอร์ปของตระกูลชินวัตรไม่ต้องเสียภาษีจนได้รับการปูนบำเหน็จจากข้าราชการธรรมดาได้รับการผลักดันจนเป็นระดับอธิบดีอย่างรวดเร็วจนกระทั่งได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรี
ดังนั้นแม้จะมีการปรับคณะรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ 5 ก็คงเป็นแค่เกมเก้าอี้ดนตรีเพียงเพื่อสร้างภาพซื้อเวลากลบเกลื่อนอำพรางการทุจริตตลอดจนความล้มเหลวหวังต่ออยุรัฐบาล โดยเฉพาะจากพิษโครงการรับจำนำข้าวโดยไม่ใช่การปรับเพื่อประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดินแต่อย่างใด ขณะที่ชาติบ้านเมืองยังต้องเผชิญกับปัญหาการโกงบ้านผลาญเมืองโดยไม่คำนึงถึงความวิบัติล่มจมของประเทศ รวมทั้งความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดิน ตลอดจนการลุแก่อำนาจโดยเผด็จการเสียงข้างมากในคราบประชาธิปไตยที่ใช้อำนาจตามอำเภอใจทำได้ทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้องโดยไม่คำนึงถึงความผิดถูกชั่วดีใดๆ ทั้งสิ้น
ทีมข่าวการเมือง

เปลี่ยน รมว.-เพิ่ม รมช. จับตา 2 เด้งที่กลาโหมวันอาทิตย์ ที่ 30 มิถุนายน 2556

วันอาทิตย์ ที่ 30 มิถุนายน 2556

ตำแหน่งที่เรียกเสียงฮือฮามากที่สุดในโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่กำลังปรับใหม่ของรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ใช่การยกเครื่องทีมเศรษฐกิจ แต่กลับกลายเป็นข่าวนายกฯหญิงจะไปนั่งควบรัฐมนตรีว่าการ (รมว.) กระทรวงกลาโหม
          จะว่าไปครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีข่าวลักษณะนี้ เพราะในการปรับใหญ่ ครม.เที่ยวก่อนหน้านี้ก็เคยมีข่าวมาครั้งหนึ่งแล้วว่า นายกฯยิ่งลักษณ์จะเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้ดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหม ของประเทศไทย
          แน่นอนว่าบรรดากองเชียร์ต้องพากันชอบใจ และบางส่วนน่าจะสะใจ โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่ชอบทหาร มองกองทัพในแง่ลบจากเรื่องการปฏิวัติรัฐประหารและใช้กำลังปราบปรามประชาชนในวิกฤติการเมืองช่วงที่ผ่านมา โดยมิพักต้องเสียเวลาพิจารณาเรื่องความเหมาะสม ภูมิรู้ และความเข้าใจในประเพณีปฏิบัติ ตลอดจนธรรมเนียมทหารแต่อย่างใด
          ที่น่าสนใจไปกว่านั้น มีข่าวว่าปรับ ครม.เที่ยวนี้จะเพิ่มเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการ (รมช.) กระทรวงกลาโหมด้วย!
          ข่าวล่าสุด ณ เวลา 18.00 น.ของวันที่ 27 มิ.ย. (ต้องบันทึกเวลาเอาไว้เนื่องจากข่าวโผเปลี่ยนเกือบทุกนาที) มีชื่อ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ติดโผเป็น รมช.กลาโหม ซึ่งก็เรียกเสียงฮือฮาไม่น้อยเหมือนกัน เนื่องจากในห้วงอายุรัฐบาลชุดเดียวกัน คือรัฐบาลยิ่งลักษณ์ พล.อ.ยุทธศักดิ์ เคยดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหม มาแล้ว คราวนี้ยอมลดชั้นมาเป็นรัฐมนตรีช่วยเลยหรือ
          อีกชื่อหนึ่งที่มีการเอ่ยถึง คือ พล.อ.สมชาย วิษณุวงศ์ (ตท.5) ส.ส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย อดีตบิ๊ก ศรภ. (ศูนย์รักษาความปลอดภัย) นอกจากนั้นยังมีชื่อ พล.อ.พฤณท์ สุวรรณทัต (ตท.10) รมช.คมนาคม ที่มีข่าวหนาหูช่วงก่อนหน้านี้แต่กลับแผ่วปลาย
          การเปลี่ยนตัว รมว.กลาโหม ทั้งๆ ที่ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัตเพื่อนร่วมรุ่น ตท.10 ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้มีอิทธิพลเหนือรัฐบาลตัวจริง ไม่ได้มีความบกพร่องผิดพลาดชัดเจนอะไร ทั้งยังส่ง "นายกฯหญิง" มานั่งว่าการเอง แถมด้วยรัฐมนตรีช่วยอีก 1 ตำแหน่ง อ่านเกมได้ว่าฝ่ายการเมืองกำลังเล็งประโยชน์ "2 เด้ง" กล่าวคือ
          1.การปรับย้ายนายทหารชั้นนายพลวาระปลายปี ที่ผ่านมามีกูรูบางสำนักวิเคราะห์ว่า การส่ง "นายกฯหญิง" มานั่งว่าการกลาโหม น่าจะเพื่อให้การประสานงานระหว่างกองทัพกับรัฐบาลเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น
          แต่กูรูอีกบางสำนักกลับเห็นแย้ง โดยบอกว่าที่ผ่านมา โดยเฉพาะ 1 ปีหลังมานี้ไม่มีปัญหาขัดแย้งใดๆ ระหว่างรัฐบาลกับกองทัพเลย มีแต่ความสดใสชื่นมื่น มีงานเลี้ยงระหว่างนายกหญิงฯกับผู้นำเหล่าทัพ และงบประมาณปี 57 ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภา ทุกเหล่าทัพก็ได้งบเพิ่มโดยถ้วนหน้า แฮปปี้กันทุกฝ่าย
          ฉะนั้นการส่ง "นายกฯหญิง" ซึ่งเป็นถึง "น้องสาวสุดที่รัก" ของผู้มีบารมีนอกรัฐบาลตัวจริงอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ มานั่งว่าการกลาโหมเอง ย่อมน่าจะเป็นการส่งสัญญาณ "ปรับใหญ่" ในการแต่งตั้งโยกย้ายปลายปีมากกว่า โดยเฉพาะเก้าอี้ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ที่น่าจะมีการขยับ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่งมาจะครบ 3 ปีแล้ว ถ้านั่งต่อไปยันเกษียณก็จะเป็น ผบ.ทบ.ยาวถึง 4 ปี ตำแหน่งล่างๆ ลงไปไม่มีการขยับ
          การเพิ่มเก้าอี้ รมช.กลาโหม ทำให้ดุลใน "บอร์ดปรับย้าย" หรือคณะกรรมการพิจารณาแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพล ขยับมาทางฝ่ายการเมืองมากขึ้น เพราะฝ่ายข้าราชการที่เป็นบอร์ดปรับย้าย "โดยตำแหน่ง" ประกอบด้วยผู้บัญชาการเหล่าทัพ 3 เหล่าทัพ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) และปลัดกระทรวงกลาโหม รวมเป็น 5 เสียง ขณะที่ฝ่ายการเมืองเดิมมีเพียง 1 เสียง คือ รมว.กลาโหม เมื่อเพิ่ม รมช.เข้าไปก็จะมี 2 เสียง
          เป็นที่ทราบกันดีว่า ปลัดกระทรวงกลาโหมคนปัจจุบัน พล.อ.ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน มีความใกล้ชิดสนิทแนบกับฝ่ายการเมือง จึงน่าจะเพิ่มเสียงให้ฝ่ายการเมืองได้อีก 1 เป็น 3 เสียง แต่ก็ยังไม่พอ
          มีข่าวกระเซ็นกระสายว่า บิ๊กกลาโหมรายหนึ่งซึ่งเป็นดองกับกลุ่มทุนยักษ์ที่มีสายสัมพันธ์อันดีกับคนที่ดูไบ กำลังออกแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน ทบ. โดยหาก พล.อ.ประยุทธ์ ข้ามไปนั่งเก้าอี้ ผบ.สส. ก็จะถือโอกาสดันนายทหาร ตท.13 ขึ้นเป็น ผบ.ทบ.แทน
          ที่น่าจับตาคือ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) และผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) คนปัจจุบันก็เป็นเพื่อนร่วมรุ่น ตท.13 ฉะนั้นหากมีการผลักดันนายทหาร ตท.13 ใน 5 เสือ ทบ.ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. โอกาสที่ฝ่ายการเมืองจะได้เสียงข้างมากในการปรับย้ายก็มีความเป็นไปได้สูงยิ่ง
          และ นายทหาร ตท.13 ใน 5 เสือ ทบ.ที่แนบชิดกับขั้วพรรคเพื่อไทย คือ พล.อ.จิระเดช โมกขะสมิต รองผบ.ทบ. ซึ่งหากเขาผงาดขึ้นเป็น ผบ.ทบ.ได้จริง ยังเท่ากับเป็นการหยุดความต่อเนื่องของสายบูรพาพยัคฆ์บนเก้าอี้เบอร์ 1 ของกองทัพบกด้วย เพราะ พล.อ.จิระเดช คือสายวงศ์เทวัญ
          2.การปิดเกมปัญหาภาคใต้ เป็นที่ทราบกันดีกว่าการเปิดโต๊ะเจรจากับขบวนการบีอาร์เอ็นเกิดจากการผลักดันของ พ.ต.ท.ทักษิณ เอง แต่การเดินเกมของคณะเจรจาที่นำโดย พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร(ตท.14) เลขาธิการ สมช. กับกลุ่มของนายฮัสซัน ตอยิบ กลับไม่มีความคืบหน้า ล่าสุดถึงกับมีข่าวกระเซ็นกระสายจาก สมช.ว่า คนที่ดูไบสั่งเปลี่ยนกลุ่มเจรจาเรียบร้อยแล้ว
          การปรากฏชื่อ พล.อ.สมชาย วิษณุวงศ์ ขึ้นมา ไม่ว่าเขาจะได้เข้ามาดำรงตำแหน่ง รมช.กลาโหม หรือไม่ มีประเด็นน่าสนใจคือ พล.อ.สมชาย เป็นคนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เคยใช้ให้ไปเจรจากับกลุ่มพูโลและบีไอพีพีสมัยเป็นรัฐบาลพรรคไทยรักไทยเมื่อปี 2548
          ขณะที่ พล.อ.ยุทธศักดิ์ มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับกองทัพ เคยเรียกร้องให้คณะเจรจาชุด พล.ท.ภราดร บูรณาการข้อมูลกับกองทัพ แต่กลับไม่ได้รับความสนใจจาก พล.ท.ภราดร และสไตล์การทำงานของ พล.ท.ภราดร ดูจะก่อความตึงเครียดกับกองทัพและฝ่ายการเมืองที่คุมงานความมั่นคงโดยไม่จำเป็น
          ทั้งนี้ จึงมีความเป็นไปได้ว่าการส่ง พล.อ.ยุทธศักดิ์ กลับมา คือการปรับสมดุลเรื่องการเจรจากับการปฏิบัติการทางทหารเพื่อดับไฟใต้ให้ได้เด็ดขาดในเร็ววันนี้ตามที่ พ.ต.ท.ทักษิณ วาดหวังไว้
          นี่คือแนวโน้ม 2 เรื่องใหญ่ๆ ที่พออ่านสัญญาณได้จากการปรับใหญ่ที่กระทรวงกลาโหม!

ประมวลภาพหน้ากากขาวชุมนุมวันนี้วันอาทิตย์ ที่ 30 มิถุนายน 2556 หมวด : นักข่าวอาสา

วันอาทิตย์ ที่ 30 มิถุนายน 2556

เมืองกาญจน์
แม่ฮ่องสอน หวั่นถูกคุกคามไม่กล้ามากันมาก
 
ชลบุรี
 
จันทบุรี
สิงห์บุรี
รูปภาพ : หน้ากากขาวที่สิงห์บุรี
อุบล โดนแดงเถื่อนทำร้าย..
ราชบุรี
 
พัทยา
รูปภาพ : V พัทยา
สงขลา
รูปภาพ : V สงขลา ที่ฐานทัพเรือคับ
นครสวรรค์
ข่อนแก่น
ชุมพร
สมุย
ปราจีน
โคราช
อำนาจเจริญ
นครศรีธรรมราช
ปัตตานี
ชลบุรี
ลำปาง มาแปลก..
พัทลุง
ประจวบ
ออสเตรเลีย
พระนครศรีอยุธยา
ยา
เชียงราย
อำนาจเจริญ

กทม.
อุดร
บุรีรัมย์
ภูเก็ต
ซานฟรานซิสโก
ก่อนกลับอยาลืมรับสิ่งนี้ไปด้วย..
ขอขอบคุณที่มาภาพ
สายตรงภาคสนาม
เดลินิวส์ ผู้จัดการ แนวหน้า.

'เงือกจอย'คว้าทองแรกทัพไทยลุยอินดอร์ เมื่อ 30 มิ.ย.56



'เงือกจอย'คว้าทองแรกทัพไทยลุยอินดอร์

'เจนจิรา ศรีสอาด' ผงาดคว้าเหรียญทองแรกให้ทัพนักกีฬาไทยในศึกเอเชี่ยนอินดอร์-มาร์เชี่ยลอาร์ทเกมส์ ที่เกาหลีใต้ได้สำเร็จ จากฟรีสไตล์ 50 ม.หญิง


                             30 มิ.ย. 56  การแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนอินดอร์และมาเชี่ยลอาร์ทเกมส์ ครั้งที่ 4 ที่เมืองอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ ไฮไลท์ของทัพนักกีฬาไทยอยู่ที่การแข่งขันว่ายน้ำ ที่มีชิง 8 เหรียญทอง ที่โดวอน อะควอติก เซ็นเตอร์ เพียงแค่รายการแรกที่มีการชิงชัย คือ ประเภทฟรีสไตล์ 50 ม.หญิง ที่ใช้สระยาว 25 เมตร ทัพนักกีฬาไทยก็ประเดิมเหรียญทองแรกได้สำเร็จ เมื่อ "เงือกจอย" เจนจิรา ศรีสอาด ดาวรุ่งทีมชาติไทยพุ่งแตะขอบสระเป็นคนแรก ทำเวลาได้ 25.21 วินาที เหรียญเงิน ยู ฮัง เซง จากฮ่องกง สถิติ 25.22 วินาที และเหรียญทองแดง เอลมิรา ไอกาลิเยวา จากคาซัคสถาน ทำเวลาได้ 25.23 วินาที ส่วนตัวเต็งของไทย "เงือกอุ้ม" ณัชฐานันตร์ จันทร์กระจ่าง แตะขอบสระเป็นอันดับ 4 ทำเวลาได้ 25.27 วินาที
                             เดี่ยวผสม 200 ม.หญิง “เงือกอุ้ม” ณัชฐานันตร์ จันทร์กระจ่าง ลงแข่งเป็นรายการที่ 2 ทำได้ดีที่สุดแค่เหรียญทองแดง ทำเวลาได้ 2.14.08 นาที โดยเหรียญทองตกเป็นของ เหวียน เวียน อันห์ จากเวียดนาม ทำเวลาได้ 2.10.05 น. ส่วนเหรียญเงิน ซานซิน เซา จากจีน ทำเวลาได้ 2.10.36 น. ขณะที่ เบญจพร ศรีพนมธร ดาวรุ่งอีกคนของไทย เข้าป้ายเป็นอันดับ 5 ทำเวลาได้ 2.10.36 น., กบ 100 ม.หญิง ชะวัลนุช สลับลึก เงือกสาวไทยแตะขอบสระเป็นอันดับ 6 ทำเวลาได้ 1.10.00 นาที 
                             สำหรับรายการอื่นๆ ที่นักกีฬาไทยลงแข่งขันแต่ไม่ผ่านคัดเลือกที่แข่งขันในช่วงเช้า คือ ฟรีสไตล์ 50 ม.ชาย ซึ่ง ปภังกร อิงคนนท์ แม้จะว่ายแตะขอบสระเป็นคนแรกของฮีต 4 แต่เวลาที่ทำได้ 23.32 วินาที ไม่เพียงพอที่จะให้เข้ารอบชิงชนะเลิศได้ ขณะที่ กวิน อเลกซานเดอร์ หลุยส์ เข้าเป็นที่ 7 ของฮีต 4 ด้วยเวลา 24.80 วินาที ส่วน กบ 100 ม.ชาย รดมยศ มาตเจือ ลงแข่งในฮีตที่ 3 ว่ายเข้าแตะขอบสระเป็นคนที่ 3 ด้วยเวลา 1.01.68 นาที ไม่ผ่านเข้ารอบ
                             กบ 100 ม.หญิง ผ่านคัดเลือกเข้าไปชิงชนะเลิศได้คนเดียวคือ ชะวัลนุช สลับลึก ทำเวลาได้ 1.11.11 นาที ส่วน ภูษณิศา แสงโพลง แตะขอบสระเป็นคนที่ 6 ของฮีต 1 ด้วยเวลา 1.18.81 น.ไม่ผ่านคัดเลือก, เดี่ยวผสม 200 ม.ชาย รดมยศ มาตเจือ ผ่านเข้าชิงชนะเลิศได้สำเร็จหลังทำเวลาได้ 2.03.30 น. ส่วน เจียรพงษ์ สังขะวัตร์ อยู่อันดับ 6 ของฮีต 3 เวลา 2.04.08 น.ไม่ผ่านคัดเลือก

เสื้อแดงทำร้ายยายหลานหน้ากากขาว ทั้งที่พยายามเลี่ยงการปะทะแล้ว โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 30 มิถุนายน 2556 19:11 น.

เสื้อแดงทำร้ายยายหลานหน้ากากขาว ทั้งที่พยายามเลี่ยงการปะทะแล้ว
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์30 มิถุนายน 2556 19:11 น.

อุบลราชธานี-หน้ากากขาวอุบลราชธานี เลื่อนเวลาเปลี่ยนสถานที่ชุมนุมหลายจุด เลี่ยงปะทะเสื้อแดง สุดท้ายเสื้อแดงรอเก้ออีกตามเคย แต่โชคร้ายยายหลานที่มาร่วมไล่รัฐบาลกับกลุ่มหน้ากากขาว เดินทางกลับบ้านถูกไพร่แดงดักทำร้าย
       
       ผู้สื่อข่าวรายงาน บรรยากาศการชุมนุมของหน้ากากขาวจังหวัดอุบลราชธานี ว่า จากเดิมตกลงจะนัดรวมตัวที่ศาลากลางหลังเก่า ถ.อุปราช ต.ในเมือง อ.เมืองอุบลราชธานี แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยตัวได้ เนื่องจากมีสมาชิกเสื้อแดงประมาณ 30-40 คน มาจอดรถดักรออยู่ในบริเวณดังกล่าว
       
       นางทัศนีย์ บุญประสิทธิ์ แกนนำกลุ่มหน้ากากขาวไม่ต้องการให้มวลชนทั้งสองปะทะกัน จึงนัดสมาชิกเลื่อนเวลาไปช่วงค่ำที่หน้าพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ และต่อมาเลื่อนมาที่หน้าอนุสาวรีย์ท้าวคำผงผู้สร้างเมืองอุบลราชธานี ซึ่งตั้งอยู่ในสวนสาธารณะทุ่งศรีเมืองที่อยู่ถัดจากศาลากลางหลังเก่าประมาณ 150 เมตร โดยมีมวลชนมาร่วมประมาณ 80 คน
       
       รายงานข่าวเพิ่มเติมแจ้งว่า หลังกลุ่มหน้ากากขาวกำลังสลายตัว และยายกับหลานชายวัยประมาณ 6 ขวบ เดินออกจากสวนสาธารณะด้านศาลแขวงจังหวัดอุบลราชธานี โดยยังไม่ได้ถอดหน้ากาก และพบเข้ากับกลุ่มเสื้อแดงประมาณ 4-5 คน ซึ่งกำลังตามหากลุ่มหน้ากากขาวได้ตรงเข้าทำร้ายด้วยการตบตีจนได้รับบาดเจ็บที่ใบหน้า ก่อนที่ตำรวจจะเข้ามากันยายหลานออกไป แต่ไม่ได้เข้าจับกุมคนเสื้อแดงที่ก่อเหตุ
       
       ส่วนยายหลานเมื่อถูกกันตัวออกมา ก็ได้เดินทางกลับบ้านไป

หน้ากากขาวบุรีรัมย์เดินหน้ารวมพลังขับไล่รัฐบาล-ไร้เงาเสื้อแดงป่วน โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 30 มิถุนายน 2556 19:10 น.

หน้ากากขาวบุรีรัมย์เดินหน้ารวมพลังขับไล่รัฐบาล-ไร้เงาเสื้อแดงป่วน
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์30 มิถุนายน 2556 19:10 น.

บุรีรัมย์ -กลุ่มหน้ากากขาวบุรีรัมย์กว่า 200 คน ยังเดินหน้าแสดงพลังต่อต้านการบริหารประเทศของรัฐบาล ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สาม ทั้งเชิญชวน ปชช.ร่วมออกมาแสดงพลังเชิงสัญลักษณ์กดดันให้รัฐบาลยุบสภาหรือลาออก พร้อมถือป้ายโจมตีการปรับ ครม.ปู 3 ไร้เงาคนเสื้อแดงป่วน
       
       เมื่อเวลา 15.30 น. วันนี้ ( 30 มิ.ย.56) ประชาชนจากหลากหลายสาขาอาชีพที่จังหวัดบุรีรัมย์ กว่า 200 คน ยังพร้อมใจกันสวมใส่หน้ากากขาว ออกมารวมตัวกันที่บริเวณข้างคลองละลมโบราณ ใกล้สวนรมย์บุรีในเขตเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ เพื่อแสดงพลังต่อต้านการบริหารประเทศของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในเชิงสัญลักษณ์ ติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่สามแล้ว
       
       กลุ่มหน้ากากขาวที่ออกมาแสดงพลังในครั้งนี้ ยังได้ผลัดเปลี่ยนกันกล่าวโจมจีการบริหารประเทศที่ล้มเหลวของรัฐบาล พร้อมทั้งมีการถือป้ายที่มีข้อความโจมตีรัฐบาลด้วย เช่น "ทนไม่ไหวแล้ว ทักษิณคิด ยิ่งลักษณ์เพื่อไทยทำ ยิ่งทำ ยิ่งกู้ ยิ่งโกง ประเทศยิ่งพัง , หมดเวลาของรัฐบาล โกง โกง โกง กู้ กู้ กู้ นายกยิ่งลักษณ์ ตระกูลชินวัตร ออกไป นอกจากนั้นยังได้ถือป้ายโจมตีถึงการปรับ ครม. ปู 3ด้วยว่า "ยิ่งลักษณ์นั่งกลาโหม รู้เรื่องทหาร อาวุธมั๊ย ไม่รู้ก็ออกไปเถอะ อย่าให้ชาติพังเสียหายกว่านี้"
       
       ทั้งนี้ เพราะเชื่อว่าการปรับ ครม.ครั้งนี้ล่าสุดนี้ไม่ใช่เพื่อหาคนที่มีความรู้ความสามารถมาพัฒนาประเทศหรือแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน แต่น่าจะมีนัยยะหรือประโยชน์อื่นแอบแฝง โดยเฉพาะที่จะให้นายกฯ นั่งควบเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมด้วยนั้น เชื่อว่าน่าจะมีจุดประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใดแอบแฝงอย่างแน่นอน
       
       พร้อมกันนี้กลุ่มหน้ากากขาว ยังได้ประชาสัมพันธ์ผ่านเครื่องขยายเสียงเชิญชวนประชาชนที่มีอุดมการณ์เดียวกันได้ตื่นตัวออกมาร่วมเคลื่อนไหวต่อต้าน เพราะหลายโครงการที่รัฐบาลทำ โดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าวที่สร้างเสียความเสียหายจำนวนมหาศาล และอีกหลายๆ โครงการที่ส่อไปทางทุจริต เพราะไม่สามารถชี้แจงต่อประชาชนได้ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลได้ยุบสภาหรือลาออก คืนอำนาจให้กับประชาชน
       
       สำหรับการออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มหน้ากาวขาวครั้งนี้ ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาคอยดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย แต่ไม่มีกลุ่มคนเสื้อแดงออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านแต่อย่างใด
       
       ด้านนางสำเนียง สุภัณพจน์ หนึ่งในผู้ที่มีเจตนารมณ์เดียวกับกลุ่มหน้ากากขาว บอกว่า ประชาชนที่สวมใส่หน้ากากขาวออกมาแสดงพลังในครั้งนี้ เป็นการแสดงพลังเชิงสัญลักษณ์ในการต่อต้านการทำงานของรัฐบาล และจะมีการออกมาเคลื่อนไหวแสดงพลังอย่างต่อเนื่อง
       
       ขณะนี้ในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ได้มีประชาชนที่เข้ามาเป็นสมาชิกในเฟซบุ๊ก ที่พร้อมจะออกมาร่วมแสดงพลังแล้วกว่า 3,000 คน และพร้อมที่จะไปร่วมเคลื่อนไหวกดดันขับไล่รัฐบาลทุกเมื่อหากได้รับการส่งสัญญาณจากทางเครือข่าย

ม็อบหน้ากากขาวหวิดปะทะม็อบเสื้อแดงอยุธยา ย้ายที่ชุมนุมเลี่ยงการเผชิญหน้า วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2556 เวลา 19:22:45 น.

ม็อบหน้ากากขาวหวิดปะทะม็อบเสื้อแดงอยุธยา ย้ายที่ชุมนุมเลี่ยงการเผชิญหน้า

วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2556 เวลา 19:22:45 น.

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 30 มิถุนายน ม็อบหน้ากากขาวอยุธยาเกือบ 100 คน  ได้ย้าย สถานที่ชุมชนจากหน้า สำนักงานเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา กลางตลาดเจ้าพรหม มาเป็นริมถนนนอกรั้วศาลากลางจังหวัด หลังจากม็อบเสื้อแดงอยุธยากว่า 500 คน ไปรวมตัวและยึดพื้นที่ได้ก่อน ซึ่ง พล.ต.ตงกรเอก เพชรไชยเวส ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ส่งกำลังตำรวจกว่า 200 นาย ดูแลความปลอดภัยทั้ง 2 ม็อบ ซึ่งพบว่าเหตุการณ์ยังสงบไม่มีการปะทะตามที่หวาดกลัวกัน

ด้านนางกัลยาณี จูปรางค์  ผู้ประสานงานม็อบหน้ากากขาวอยุธยา กล่าวว่า ที่ย้ายจากจุดเดิม เพราะไม่อยากปะทะ และหากกดดันห้ามแสดงความคิดเห็นแบบนี้ ต่อไปจะไปประท้วงที่หน้าทำเนียบรัฐบาล