วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เสื้อแดงแห่มาให้กำลังใจ แกนนำ นปช.หน้าศาลอาญา โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 29 พฤศจิกายน 2555 14:38 น



กลุ่มคนเสื้อแดง เดินทางทยอยมาให้กำลังใจแกนนำเสื้อแดงทั้ง 5 คน หน้าศาลอาญา ตามที่ศาลได้นัดสอบถาม 5 จำเลยคดีก่อการร้ายว่ากระทำผิดเงื่อนไขการประกันตัวหรือไม่
       
       

       
       

       
       

       
       

       
       

       
       วันนี้ (29 พ.ย.) ที่หน้าศาลอาญารัชดาภิเษก ถนนรัชดาภิเษก ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณด้านหน้ารั้วของศาล มีกลุ่มคนเสื้อแดงเดินทางมาให้กำลังใจแกนนำเสื้อแดง ประกอบด้วย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์, นายก่อแก้ว พิกุลทอง, นพ.เหวง โตจิราการ, นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย นายการุณ โหสกุล ซึ่งทั้งหมดเป็น ส.ส.พรรคเพื่อไทย และเป็นแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) อย่างต่อเนื่อง ที่ในวันนี้ศาลได้นัดสอบถาม 5 จำเลยคดีก่อการร้ายว่ากระทำผิดเงื่อนไขการประกันตัวหรือไม่ ทั้งนี้ กลุ่มคนเสื้อแดงไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปภายในศาล ทำได้เพียงจับกลุ่มยืนอยู่นอกรั้วบริเวณฟุตปาทเท่านั้น พร้อมตะโกนโห่ร้องให้กำลังใจ แต่ไม่ได้มีการตั้งเวทีปราศรัย หรือเครื่องขยายเสียงแต่อย่างใด ที่ประตูทางเข้าของศาลมีการติดป้ายห้ามเข้า และใช้โซ่มัดไว้ตรงประตู มีเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบดูแลความสงบเรียบร้อยอยู่ภายในและภายนอกของศาล เหตุการณ์โดยรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
       
       ทั้งนี้ ยังมีการพบว่า มีการวางแผงขายสินค้าบนทางเท้า ที่บริเวณหน้าสำนักงานคณะกรรมการกำกับ และส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ.โดยส่วนใหญ่นั้น กลุ่มผู้ที่เดินทางมาให้กำลังใจแกนนำ นปช. จะเป็นคนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และเขตปริมณฑล
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานต่ออีกว่า ทางกลุ่มคนเสื้อแดงได้มีการติดนิทรรศการภาพถ่ายเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2553 บริเวณรั้ว มีประชาชนที่เดินทางมารอขึ้นรถโดยสารประจำทางบริเวณป้ายรถเมล์ หยุดให้ความสนใจดูภาพดังกล่าว สำหรับการจราจรถนนรัชดาภิเษกทั้งขาเข้าและขาออกนั้น ไม่มีรถติดยังสามารถใช้เส้นทางดังกล่าวได้อย่างราบรื่น การจราจรเป็นไปอย่างสะดวกไม่ติดขัด สำหรับแกนนำคนเสื้อแดงก็เดินทางมาที่ศาลอย่างต่อเนื่อง
       
       นอกจากนี้ ยังได้มีผู้สื่อข่าวชาวต่างชาติที่เดินทางมาทำข่าวครั้งนี้ ด้วยความสนใจเป็นอย่างมากอีกด้วย
       
       

       
       

       
       

       
       

       
       

       
       

       
       

       
       

       
       

       
       

       
       

       
       

       
       

ตะลึง!ไทยเอดส์พุ่งชม.ละคน เมื่อ 29 พ.ย.55




ตะลึง!ไทยเอดส์พุ่งชม.ละคน

สธ.เผย ทุก 1 ชม.คนไทยติดเชื้อเอดส์เพิ่ม 1 คน ชี้เด็กผู้หญิงมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกอายุ 12 ปี พบ ม.4 ร้อยละ 40 เสียสาวแล้ว เล็งติดกล่องแจกถุงยางให้เด็กสาวพก

                    29 r.p. 55  ทุกวันที่ 1 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันเอดส์โลก (World AIDS DAY) ในขณะที่สถานการณ์ทั่วโลก จำนวนผู้ป่วยเอดส์ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สถานการณ์ในประเทศไทย พบว่าจำนวนผู้ติดเชื้อในปี 2554 พบว่ามีประมาณ 1 หมื่นคน ดังนั้นใน 1 ชั่วโมงเฉลี่ยจะมีคนไทย 1 คนที่ติดเชื้อเอดส์
                    นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคเอดส์ในประเทศไทยว่า ปัจจุบันจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยพบว่าผู้ป่วยด้วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธุ์ต่อ 1 แสนประชากร เพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 29 เปอร์เซ็นต์ในพ.ศ.2550 เป็น 44 เปอร์เซ็นต์ใน พ.ศ.2554 และในจำนวนนี้ประมาณ 42 เปอร์เซ็นต์เป็นวัยรุ่น ซึ่งสะท้อนว่าวัยรุ่นไทยมีเพศสัมพันธุ์ที่ไม่ปลอดภัย นอกจากนี้ยังพบว่ามีปัญหาตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์โดยวัยรุ่น 8 ใน 10 คน ไม่ต้องการมีลูกหลังจากการตั้งครรภ์ ซึ่งหมายถึงความไม่พร้อมในการวางแผนครอบครัวและการไม่ใช้ถุงยางอนามัย ห่วงอนามัยหรือยาคุมกำเนิดจนเกิดปัญหาการติดเชื้อเอชไอวี
                    "ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ส่วนใหญ่หรือประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ อยู่ในวัยแรงงานและเป็นกลุ่มชายรักร่วมเพศ หญิงบริการและผู้ใช้ยาเสพติด ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงมาก หากไม่มีการป้องกันการติดเชื้อ โดยเฉพาะในวัยแรงงานจะเป็นปัญหาและเป็นภาระสังคมในอนาคต" นพ.พรเทพ กล่าว
                    อธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุว่า จากสถิติของโครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติ (UNAIDS) พ.ศ.2554 พบว่าทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อเอชไอวี 34.2 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วง 10 ปีก่อน ประมาณ 5 ล้านคน มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2.5 ล้านคน เฉลี่ยติดเพิ่มนาทีละ 5 คน เสียชีวิต 1.7 ล้านคน เฉลี่ย 3 คนต่อนาที สำหรับประเทศไทยคาดการณ์ว่าใน พ.ศ. 2555 จะมีผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยสะสมรวม 1,157,589 ราย ยังมีชีวิตอยู่ 464,414 คน และมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 9,473 คนเฉลี่ยชั่วโมงละ 1 คน เสียชีวิต 695,905 คน กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน โดยรายใหม่ 62 เปอร์เซ็นต์ อยู่ในกลุ่มชายรักชาย พนักงานขายบริการทางเพศ ผู้ใช้ยาเสพติดชนิดฉีด นอกจากนี้พบว่าอัตราป่วยด้วยโรคเอดส์ในกลุ่มวัยรุ่นเพศหญิงสูงกว่าเพศชายในจำนวน 2 ต่อ 1
                    ขณะที่รายงานการสำรวจพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่นของกรมควบคุมโรค ประจำปี พบว่า วัยรุ่นไทยเริ่มมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกเมื่ออายุได้ประมาณ 12-13 ปี โดยวัยรุ่นหญิงที่ศึกษาในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ยอมรับว่าเคยมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก ส่วนวัยรุ่นหญิงในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 40 เปอร์เซ็นต์ยอมรับเช่นเดียวกัน รวมทั้งวัยรุ่นหญิงที่ศึกษาในวิทยาลัยอาชีวศึกษาระดับปวช.กว่า 50 เปอร์เซ็นต์บอกว่าเคยมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกกับคู่ของตัวเอง ทำให้เห็นว่าวัยรุ่นส่วนใหญ่ ยังมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดโรคทางเพศสัมพันธ์รวมทั้งเชื้อเอชไอวีด้วย
                    นพ.พรเทพ กล่าวด้วยว่า ส่วนการป้องกันติดเชื้อเอชไอวีในกลุ่มวัยรุ่นนั้น จะขยายการติดตั้งกล่องแจกจ่ายถุงยางอนามัยในโรงเรียนเพิ่มขึ้น รวมทั้งรณรงค์ให้ผู้หญิงไทยทุกคนพกถุงยางอนามัยคนละ 2 ชิ้นก่อนออกจากบ้าน โดยทำให้เป็นนิสัยเช่นเดียวกับการพกผ้าเช็ดหน้าหรือโทรศัพท์ เพื่อสร้างอำนาจต่อรองของผู้หญิงในการใช้ถุงยางอนามัยในระหว่างการมีเพศสัมพันธ์กับคู่ของตนเอง แต่ยอมรับที่ผ่านมามักถูกปฏิเสธจากสถานศึกษาไม่ให้เข้าไปทำกิจกรรมรณรงค์และติดตั้งกล่องถุงยางอนามัย เนื่องจากโรงเรียนส่วนใหญ่รับไม่ได้และไม่อยากเป็นข่าวตามสื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
                    "ถุงยางอนามัยที่ไม่ได้ผล คือกลุ่มวัยรุ่น เพราะยังไม่เห็นความสำคัญ ยังมักง่าย เราต้องพยายามกระจายออกไป และขอให้ทุกโรงเรียนอย่าปฏิเสธนะว่าเด็กเราลูกเรายังเวอร์จิ้น ของจริงตอนนี้ไม่มีใครรักเนื้อสงวนตัวกันแล้ว อย่าโกหกตัวเอง อย่าหลอกลวงตัวเอง สังคมมันเป็นอย่างนั้น อย่านึกว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องสกปรก มันเป็นเรื่องธรรมชาติ ตอนนี้แต่งงานอายุ 13-15 อย่าไปฝืนธรรมชาติ ถ้าฝืนธรรมชาติไม่ได้ก็ให้ใช้ถุงยางอนามัย ผมจะเป็นมิสเตอร์คอนดอม ผมจะหาลูกศิษย์ที่เป็นนักเรียนไปกับผม และพกคอนดอมไปด้วยให้เด็กหญิงไทยตั้งแต่อายุ13 ทุกคนใครจะเป็นลูกศิษย์ติดตามมิสเตอร์คอนดอมคนนี้ก็ต้องโชว์ถุงยางอนามัยทุกที่" นพ.พรเทพ กล่าว
                    ส่วนมาตรการป้องกันแก้ไขปัญหาโรคเอดส์ของไทยในปี 2556 อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จะเร่งรัดขยายการป้องกันกลุ่มเสี่ยง โดยคณะรัฐมนตรีกำหนดให้วันที่ 1 กรกฎาคมของทุกปีเป็นวันรณรงค์ตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวีแห่งชาติ โดยจะเริ่มปีหน้าเป็นต้นไป และเพิ่มการเข้าถึงโดยประชาชนเข้ารับบริการตรวจเลือดฟรีปีละ 2 ครั้งทุกสิทธิหลักประกันสุขภาพได้ที่โรงพยาบาลรัฐทุกแห่งทั่ว เพื่อให้ผู้ติดเชื้อเข้าสู่ระบบรักษาอย่างรวดเร็วและป้องกันแพร่เชื้อไปสู่คนอื่น โดยตั้งเป้าในปี 2559 ผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลง โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและผู้ใหญ่ลดลง 2 ใน 3 ของปี 2554 กลุ่มเด็กแรกเกิดติดเชื้อน้อยกว่า 2 เปอร์เซ็นต์ และผู้เสียชีวิตลดลงจากปี 2554 ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์
                    ด้านนายนิมิตร เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า ได้เก็บข้อมูลประชาชนทั่วไปที่โทรศัพท์เข้ามาปรึกษาการป้องกันติดเชื้อเอชไอวีทางฮอตไลน์ 1663 พบว่าเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายนมีเข้ามา 4,000 กว่าราย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเสี่ยง และจำนวนนี้มี 3,000 กว่ารายมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกันและกังวลว่าจะติดเชื้อ
                    สำหรับพฤติกรรมเสี่ยงที่พบจากโทรศัพท์เข้ามาปรึกษา ส่วนใหญ่เป็นการมีเพศสัมพันธ์ในคู่ของตัวเอง ไม่แน่ใจว่าคู่มีคนอื่นไหม ไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัยซึ่งสะท้อนพฤติกรรมทางเพศที่ไม่ป้องกันหรือพฤติกรรมทางเพศที่มีคู่มากกว่า 1 คน ถ้าเราประมาณการณ์ว่าคนที่ติดเชื้อรายใหม่ 1.2 หมื่นคนต่อปีแต่เข้าถึงบริการเพียงแค่ 3,000 คน และที่เหลืออีกกว่า 8,000 คนไปไหน นั่นคือสถานการณ์ที่เราต้องถามว่า ถ้าเรายังเข้าไม่ถึงกลุ่มคนอีกกว่า 8,000 กว่าคนที่ติดเชื้อ และก็ไม่รู้ตัวด้วย โดยเขายังคงมีพฤติกรรมทางเพศแบบเดิมโอกาสที่เชื้อจะกระจายก็เยอะ อันนี้คือสิ่งที่น่าห่วง

บก.จร.เผยเส้นทางที่จะปิดถนนช่วงงานวันที่ 4, 5 ธันวาคม วันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 เวลา 14:35:23 น.


บก.จร.เผยเส้นทางที่จะปิดถนนช่วงงานวันที่ 4, 5 ธันวาคม

วันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 เวลา 14:35:23 น.



พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย ผู้บังคับการตำรวจจราจร (ผบก.จร.) เปิดเผยถึงเส้นทางการปิดการจราจร วันพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 5 ธันวาคม หรือ "วันพ่อแห่งชาติ" ว่า สำหรับวันดังกล่าวคาดว่าจะมีประชาชนมาร่วมในงานพระราชพิธีดังกล่าวอย่างต่ำประมาณ 1.6 แสนคน โดยมีพิธีที่ลานพระราชวังดุสิต (ลานพระบรมรูปทรงม้า) โดยจะมีการปิดการจราจรตั้งแต่เวลา 18.00 น. วันที่ 4 ธันวาคม ถึงเวลาประมาณ 24.00 น. วันที่ 5 ธันวาคม สำหรับเส้นทางที่ปิดถนน ได้แก่ แยกมัฆวาน ถึงแยกสวนมิสกวัน ลานพระบรมรูป ถึงอู่ทองใน ถึงถนนราชวิถี ถนนศรีอยุธยา ตั้งแต่แยกวัดเบญจมบพิตร ถึงแยก พล.1 ถนนพิษณุโลก ตั้งแต่แยกพาณิชยการ ถึงแยกวังแดง และถนนกรุงเกษม ตั้งแต่แยกประชาเกษม ถึงแยกมัฆวาน ซึ่งเป็นเส้นทางพื้นที่รอบลานพระบรมรูป
 
พล.ต.ต.ปิยะกล่าวต่อว่า สำหรับเส้นทางที่ห้ามจอดรถ ก็จะเริ่มตั้งแต่เวลา 18.00 น. วันที่ 4 ธันวาคม ไปจนกว่าเสร็จสิ้นภารกิจวันที่ 5 ธันวาคม โดยห้ามจอดในถนนสุโขทัย ถนนสวรรคโลก ถึงแยกมัฆวาน ถนนราชวิถี ตั้งแต่แยกราชวิถี ถึงถนนสามเสน ถนนศรีอยุธยา ถึงตัดถนนสวรรคโลก กับถนนสามเสน ถนนพิษณุโลก ตั้งแต่แยกยมราช ถึงสวนมิสกวัน ถนนกรุงเกษม ตั้งแต่ถนนหลานหลวง ถึงถนนสามเสน ถนนพระราม 5 ตั้งแต่ถนนพระราม 5 ตัดสุโขทัย ยาวถึงพระราม 5 ตัดราชวิถี ถนนสวรรคโลก ตั้งแต่ถนนยมราช ถึงถนนสุโขทัย แยกอู่ทองใน แยกขัตติยานี สะพานมัฆวาน แยก จปร. ผ่านฟ้า ถนนราชสีมา รวมถึงลานพระบรมรูปทรงม้าและถนนราชดำเนินทั้งหมด

"นอกจากนี้ยังมีจุดลงรถสำหรับมวลชนที่จะมาร่วมงาน โดยจะลงรถที่สะพานพระราม 8 จำนวน 700 คัน ลงสะพานพระปิ่นเกล้า 650 คัน และลงด่วนยมราชหรือด่วนอุรุพงษ์ 1,650 คัน ส่วนจุดจอดรถของมวลชนที่มาร่วมงาน มีจำนวนรวม 3,520 คัน แบ่งเป็น 1.ถนนกำแพงเพชร 5 100 คัน 2.ลานจอดรถโรงปูน 100 คัน 3.ถนนกำแพงเพชร 2 150 คัน 4.ลานจอดรถ บช.ภ.1 120 คัน 5.ถนนกำแพงเพชร 6 700 คัน ถนนพุทธมณฑลสาย 1 550 คัน 7.ถนนราชพฤกษ์ 500 คัน 8.ถนนพุทธมณฑลสาย 2 700 คันและ 9.ถนนกาญจนาภิเษก 600 คัน" ผบก.จร.กล่าว
 
พล.ต.ต.ปิยะกล่าวอีกว่า เบื้องต้นได้มีการระดมตำรวจจราจรจาก บก.จร. จำนวน 600 นาย ตำรวจพื้นที่ 1,500 นาย ขณะนี้ความพร้อมทั้งสิ้นประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ โดยวันที่ 3 ธันวาคม จะนัดประชุมเพื่อซักซ้อมความเข้าใจและสรุปแผน กับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด แต่ยังไม่มั่นใจว่าจะนัดที่กรมประชาสัมพันธ์ หรือทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเมื่อถึงวันนั้นความพร้อมก็น่าจะสมบูรณ์ที่สุดแล้ว

นาทีชีวิต โดดตึกหนีไฟไหม้ เมื่อ 29 พ.ย.55



นาทีชีวิต โดดตึกหนีไฟไหม้
 

วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

วงจรปิด เผยวางเพลิงเผาโรงงาน เมื่อ 29 พ.ย.55



วงจรปิด เผยวางเพลิงเผาโรงงาน
 

บก.จร. จัดการจราจรรับมือลอยกระทง 6 จุดสำคัญ วันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 เวลา 15:33:20 น




บก.จร. จัดการจราจรรับมือลอยกระทง 6 จุดสำคัญ

วันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 เวลา 15:33:20 น.
  
เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ที่กองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย ผู้บังคับการตำรวจจราจร (ผบก.จร.) กล่าวถึงมาตรการดูแลความปลอดภัยทางถนนในวันลอยกระทง ว่า  เบื้องต้น ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่จะมีการจัดงานเทศกาลลอยกระทง มีทั้งสิ้น 6 จุดใหญ่ ประกอบด้วย สะพานพระราม 8 ฝั่งธนบุรี, อุทยานเบญจสิริ, สวนสันติชัยปราการ, เชิงสะพานพระราม 9 ทั้งฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรี, สวนลุมพินี และบึงลำพังพวย ในพื้นที่เขตบึงกุ่ม ซึ่งจุดนี้จะมีการปิดถนนศรีบูรพาทั้งเส้น เพื่อจัดงาน จึงคาดว่าการจราจรช่วงเย็นวันนี้ในจัดงานใหญ่ ทั้ง 6 จุด จะส่งผลกระทบกับการจราจรโดยรอบ

พล.ต.ต.ปิยะกล่าวอีกว่า เบื้องต้น มีการจัดกำลังจากกองบังคับการตำรวจจราจรกว่า 500 นาย ลงพื้นที่ เพื่ออำนวยการจราจรร่วมกับ สน. ท้องที่นั้น อีกทั้ง มีการจัดรถสายตรวจออกตรวจตราเส้นทางเพื่อป้องกันเหตุ ส่วนในกรณีของแก๊งซิ่ง ที่อาจจะรวมตัวกันในช่วงเทศกาล มาแข่งขันความเร็วกันบนถนน ผู้บังคับการจราจร ระบุว่า ได้มีการเตรียมแผนควบคุม โดยร่วมกับตำรวจกองบังคับการตำรวจนครบาล 1-9 จุดตรวจจุดสกัด เพื่อป้องกันการออกมารวมตัวแข่งซิ่ง อาจส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ รวมทั้ง ขอความร่วมมือประชาชน ขับรถด้วยความระมัดระวัง ในการออกมาร่วมงาน และขอให้ร่วมกันรักษาประเพณีไทย

มองภาพรวมซักฟอก รัฐบาล-ฝ่ายค้าน ใครเข้าตาประชาชน วันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 เวลา 16:57:26 น



มองภาพรวมซักฟอก รัฐบาล-ฝ่ายค้าน ใครเข้าตาประชาชน

วันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 เวลา 16:57:26 น  ที่มา:มติชนรายวัน 29 พ.ย.2555) 



หมายเหตุ - มุมมองและความคิดเห็นของนักวิชาการต่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ภายหลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรลงมติไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน

นายปกรณ์ ปรียากร 
อดีตคณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์


โดยภาพรวมมองว่าเป็นการทำหน้าที่ที่ดีของทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายค้านมีลักษณะการทำงานที่เป็นระบบ ที่สำคัญมีข้อมูลบางด้านของรัฐบาลแม้ว่าอาจจะไม่ชัดเจนว่ามีการทุจริตหรือไม่ แต่ต้องรับไปพิจารณาแก้ไข โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการประมูลในลักษณะวิธีพิเศษของอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมที่ดูแลกรมเจ้าท่า ในลักษณะนี้ค่อนข้างจะไม่มีความชัดเจนและรัฐมนตรีตอบไม่ชัดเจน ยังไม่ดีพอ ประเด็นนี้หากรัฐบาลไม่ปรับปรุงแก้ไขคิดว่าจะเกิดเป็นแรงเหวี่ยงกลับไปสู่ความไม่พอใจของคนภายนอกเพิ่มมากขึ้น

ส่วนเรื่องอื่นๆ อย่างนายกรัฐมนตรีไม่น่าจะเดินออกไปนอกห้อง น่าจะนั่งอยู่ในสภาตลอดเวลา ที่สำคัญคือการตอบไม่พยายามที่จะตอบเอง แม้จะทราบดีว่าตัวเองมีข้อจำกัดอะไร ควรจะนั่งอยู่ในสภาตลอด เพื่อให้รู้ว่าเป็นเรื่องที่สนใจ

ส่วนประเด็นที่ถกเถียงกันคือเรื่องที่พรรคฝ่ายรัฐบาลจะไปขอถอดถอนฝ่ายค้านเนื่องจากอภิปรายนอกประเด็นถือว่าผิดรัฐธรรมนูญนั้น อาจเป็นเรื่องที่มองว่าไม่ควรทำ เพราะอาจสะท้อนได้ว่าเป็นการไม่รับฟังเรื่องของการตรวจสอบ

การที่ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้คะแนนต่ำกว่ารัฐมนตรีท่านอื่น แสดงให้เห็นชัดว่าการทำงานยังมีข้อบกพร่อง คือรัฐบาลคงต้องทำอะไรบางอย่าง เพราะอย่างการประมูลด้วยวิธีพิเศษมันไม่มีความชัดเจนโปร่งใส ที่อ้างว่าดีกว่าการประมูลด้วยวิธีอื่นอันนี้เป็นเรื่องที่ผิด น่าจะนำไปสู่การปรับคณะรัฐมนตรี รวมทั้งบริษัทที่เข้ามาประมูลเชื่อมโยงเข้าไปสู่คนในแวดวงเดียวกัน

เรื่องการจำนำข้าวเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ฝ่ายค้านไม่ได้เน้นหนักเรื่องการจำนำแต่เน้นหนักในเรื่องการขาย ที่ถูกมองว่าเป็นการผูกขาดโดยคนจำนวนหนึ่ง

การอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น เป็นการให้ประชาชนได้รับรู้ว่าในกระบวนการประชาธิปไตยดีกว่าการไปประท้วงนอกสภา เพราะการพูดกันในสภามีโอกาสที่เราจะหักล้างกันด้วยข้อมูล ได้เห็นบทบาทของฝ่ายค้านในการทำหน้าที่ผดุงประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยไม่ใช่เสียงข้างมากลากไป เสียงคัดค้านเพียงหนึ่งเสียงแต่มีความถูกต้องต้องรับฟังคือ คนส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้มีการเมืองด้านนอกสภา

ส่วนท่าทีการอธิบายของนายกรัฐมนตรีนั้น เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นไปตามระบบและขั้นตอนในการชี้แจง ซึ่งสามารถทำหน้าที่ได้ดีกว่าที่คิด แม้จะเข้าใจว่าไม่มีประสบการณ์ทางการเมือง

ด้านการทำหน้าที่ของผู้นำฝ่ายค้านนั้น มองว่าทำหน้าที่ได้ดีอยู่เสมอ และในขณะเดียวกันสามารถที่จะจัดระบบการนำเสนอข้อมูลการเชื่อมโยงการอภิปรายของแต่ละคนเข้ามาด้วยกันอย่างเป็นระบบมากขึ้น


วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ 
นักวิชาการอิสระ

ประเด็นแรกต้องขอชมประธานในที่ประชุม โดยภาพรวมแล้วประธานวินิจฉัยไปในทางที่ห้ามผู้อภิปรายฝ่ายรัฐบาลมากกว่าฝ่ายค้าน ภาพรวมทำให้เห็นว่ารัฐบาลยังรักษาภาพได้ดีว่าประธานในที่ประชุมไม่ได้เอนเอียง ถือว่าควบคุมการประชุมได้ดี ประธานในที่ประชุมควบคุมการประชุมได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ก็มีผิดพลาดไปบ้าง เช่น นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภา เผลอใช้คำว่า "นักโทษชาย" แต่โดยภาพรวมประธานทั้ง 3 ท่านทำหน้าที่ได้ดี

มองว่าฝ่ายรัฐบาลต้องมีการปรับปรุงวิธีการจะประท้วงบ้าง ถ้ารู้ว่ายังไงก็ชนะด้วยเสียงอยู่แล้ว น่าจะมีน้ำใจในการอภิปราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนสุดท้ายที่ผู้แทนฝ่ายค้านกล่าวปิด มีการพูดเรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ มีการประท้วงยืดเยื้อ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเรื่องที่พูด พูดมานานแล้ว

มองว่ายิ่งประท้วงทำให้สังคมรู้สึกว่า พ.ต.ท.ทักษิณเป็นปัญหาเหลือเกิน แทนที่จะอยู่นิ่งๆ แล้วให้ฝ่ายค้านพูดเรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณไป วิธีชี้แจงที่ง่ายที่สุด คือ พ.ต.ท.ทักษิณไม่เกี่ยวกับรัฐบาลชุดนี้ แต่การที่ทำท่าทีร้อนรนอาจถูกมองว่า พ.ต.ท.ทักษิณสั่งมาให้ประท้วงหรือเปล่า คิดว่าพรรคเพื่อไทยต้องทำให้ดีกว่านี้

ประเด็นที่สอง คือ คิดว่านายกรัฐมนตรีน่าจะตอบคำถามได้มากกว่านี้ แต่ไม่ได้หมายความว่านายกรัฐมนตรีตอบน้อยเกินไปหรือตอบได้ไม่ดี ไม่ได้หมายความว่านายกฯจะมอบหมายให้ผู้อื่นตอบแทนไม่ได้ สิ่งที่ทำนั้นทำได้ตามกติกา ไม่มีปัญหา แต่ประเด็น คือ การอภิปรายไม่ไว้วางใจคือเวทีละครทางการเมือง ต้องเข้าใจว่าไม่ใช่กระบวนการตรวจสอบอย่างเดียว แต่อีกหน้าที่หนึ่งคือเป็นเวทีละครทางการเมือง (political theater) ซึ่งหมายความว่าเป็นโอกาสที่จะแสดงบทบาทของคุณให้ประชาชนประทับใจมากที่สุด

ในวันที่ 2 ที่นายกฯลุกขึ้นชี้แจงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มีชาร์ตมีป้าย มีการชี้ข้อมูลสลับกับการพูด ประชาชนประทับใจ ถ้าเกิดทำอย่างนี้มากขึ้น ในวันสุดท้ายตอบเรื่องทุจริตตอบเรื่องยาง เรื่องข้าว ถ้าชี้แจงเพิ่มมากขึ้น คิดว่าจะโกยคะแนนจากประชาชนได้อีกมาก ถ้าฝ่ายค้านเจอวิธีการชี้แจงเช่นนี้บ่อยๆ จากนายกฯ ฝ่ายค้านชอร์ตแน่ เพราะคำปรามาสจะถูกลบล้างจากความสามารถของนายกฯ ทั้งๆ ที่ความจริง ความสามารถในการตอบของนายกฯอาจไม่ตรงกับคำถามก็ได้ สาระอาจไม่ครบถ้วนก็ได้ แต่ไม่ใช่ประเด็น เพราะประชาชนเวลาดูการอภิปรายเขาดูละคร ไม่ได้ฟังการบรรยายวิชาการ นั่นคือสิ่งที่นักการเมืองไทยต้องทำความเข้าใจว่า ไม่ว่าคุณจะพูดถึงตัวเลขมากมาย สุดท้ายก็ต้องไปยื่น ป.ป.ช.พิจารณาต่อ

ถึงจะอภิปรายแบบวิชาการข้อมูลรายละเอียดมากมาย แต่ประชาชนที่นั่งดูที่บ้านไม่ได้ดูตรงนั้น เขาดูที่ลักษณะท่าทาง สีหน้า ความมั่นใจ คิดว่านายกฯทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่น่าเสียดายที่ไม่เอาศักยภาพออกมาใช้ให้เต็มที่

ส่วนนายอภิสิทธิ์ คิดว่าโดยภาพรวมนั้นพูดได้ดี เนื้อหายังแน่นเหมือนเดิม และคิดว่ามีเหตุผลที่บอกว่าไม่ต้องการจี้ให้นายกฯตอบในรายละเอียดของรัฐมนตรีแต่ละคน แต่ต้องการจะถามถึงนโยบายในภาพรวม นายอภิสิทธิ์พูดชัดเจนว่าไม่ได้ขอให้นายกฯรู้ทุกอย่าง แต่ขอให้อธิบายหลักเกณฑ์ในภาพรวมได้ ซึ่งขอชมว่ามาถูกทาง ตอนนี้สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ได้สองต่อก็คือ หนึ่งได้ต่อว่านายกรัฐมนตรีว่าตอบได้ไม่พอ ต่อที่สองคือแม้จะขออภิปรายนายกรัฐมนตรี แต่สุดท้ายก็ได้มีโอกาสอภิปรายรัฐมนตรีรายกระทรวง

ประเด็นที่สาม คือ ทั้งหมดทั้งปวงยังไม่จบเพราะเรื่องทุจริตข้าว ทุจริตเรือ ต้องไปพิสูจน์กันต่อที่ ป.ป.ช. ว่าทุจริตหรือเปล่า แล้วเรื่องการแต่งตั้งนายพล มีคดีค้างอยู่ในศาลปกครอง การอภิปรายไม่ไว้วางใจแม้จะได้ลงมติว่าไว้วางใจและได้ดำรงตำแหน่งต่อ แต่กระบวนการตรวจสอบในเรื่องเดียวกันยังมีช่องทางอื่น ยังไม่จบเพียงแค่กระบวนการนี้