วันศุกร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

'สุเทพ'ยัน14พ.ค.สู้นัดเดียวจบ เมื่อ 2 พ.ค.57



'สุเทพ'ยัน14พ.ค.สู้นัดเดียวจบ
 
นายสุเทพ กล่าวบนเวทีสวนลุมพินี ถึงการนำมวลชนไปเชิญแขกในองค์กรต่างๆ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา
รวมทั้งร่วมงานวันแรงงานแห่งชาติ ที่บริเวณหน้ารัฐสภาด้วย พร้อมกล่าวถึงการเดินขบวนในวันที่ 5 พฤษภาคม จากสวนลุมฯ ไปสนามหลวง จะมีขบวนเดินไปพร้อมกับเปิดเพลงพระราชนิพนธ์ โดยในวันนั้นจะไม่มีการปราศรัยโจมตีรัฐบาล และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เนื่องจากเป็นวันมหามงคล เมื่อเสร็จพิธีแล้วขบวนก็จะเคลื่อนกลับสวนลุมฯ และจะมีการจุดเทียนระหว่างเคลื่อนขบวน จากนั้นเมื่อเสร็จพิธีถวายพระพรชัยมงคล และถวายสัตยาธิษฐานแล้ว วันที่ 6 พฤษภาคม จะหยุดพักการเคลื่อนขบวน 1 วัน ต่อจากนั้นจะมีกิจกรรมเคลื่อนขบวนเชิญชวนพี่น้องมาร่วมกับพวกเราทุกวัน วันที่ 13 พฤษภาคม จะมีการทำบุญใหญ่เพื่อไล่เสนียดจัญไร และวันที่ 14 พฤษภาคม เวลา 10.00 น. จะรวมพลครั้งใหญ่ที่สุดเพื่อเรียกคืนอำนาจอธิปไตยกลับคืนสู่ประชาชน 
"จึงอยากเชิญชวนพี่น้องต่างจังหวัดขอให้เตรียมเสื้อผ้า เสบียงอาหาร เต็นท์ มุ้ง เพราะต้องอยู่หลายวันด้วยกันที่นี่ นอนค้างที่ กทม.ตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม ร่วมกับคนกรุงเทพฯ และในวันรุ่งขึ้นก็เดินขบวนทวงคืนอธิปไตย ขอให้เอาจิตใจที่เข้มแข็งมาร่วมต่อสู้ อย่าเอาอาวุธมา เราสู้ด้วยความสงบ"
เลขาธิการ กปปส.ประกาศด้วยว่า นัดครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย นัดเดียวเท่านั้น แล้วจบ จะไม่มีครั้งต่อไปอีกแล้ว
พวกเราลงทุนลงแรง เสียเงินเสียทอง บางท่านเสียเลือดเนื้อชีวิต ครั้งนี้ครั้งสุดท้ายจริงๆ เราจะทำเพื่อชาติเพื่อแผ่นดินครั้งใหญ่ ให้จารึกไว้ในประวัติศาสตร์ประเทศไทย และต้องยึดมั่นในแนวทางต่อสู้ สู้ด้วยใจรักชาติ รักแผ่นดิน สู้โดยไม่ให้มีความรุนแรง อย่าว่าพวกเราไม่ฟังเหตุฟังผล ซึ่งพวกเราฟังมามาก และให้โอกาสมามากแล้ว แต่เมื่อรัฐบาลยังดื้อดึงก็อย่ามาเกลี้ยกล่อมเรา ถ้าเขาอยู่เราก็จบ ไม่มีเกี้ยเซียะกัน 
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ป.ป.ช.เชือด 36 ส.ว.โชว์ “เพื่อไทย” เสียวสันหลัง โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 1 พฤษภาคม 2557 06:07 น.

ป.ป.ช.เชือด 36 ส.ว.โชว์ “เพื่อไทย” เสียวสันหลัง

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์1 พฤษภาคม 2557 06:07 น.

สะเก็ดไฟ
       
       พลันที่ “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ” (ป.ป.ช.) มีมติฟันทิ้ง 36 ส.ว.ที่ร่วมลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มา ส.ว.และได้พิจารณารับหลักการในวาระที่ 1 และลงมติในวาระที่ 2
       
       โดยเฉพาะมาตรา 6 กรณีให้ ส.ว.ที่พ้นวาระแล้วลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ว.ได้โดยไม่ต้องเว้นวรรค เพราะเป็นการกระทำที่เล็งเห็นได้ว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน ซ่อนอยู่ข้างหลัง
       
       ส่วน ส.ว.อีก 14 คนรอดตายอย่างหวุดหวิด เพราะ “ป.ป.ช.” เห็นว่าไม่ได้ลงมติวาระ 2 ในมาตรา 6 จึงไม่เข้าข่ายการรกระทำที่อาจจะมีผลประโยชน์ทับซ้อน
       
       เมื่อนับยอดผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา ส.ว.310 คน “ป.ป.ช.” ลงมติในส่วน 50 ส.ว.ไปแล้ว รวมกับก่อนหน้านี้ลงมติฟัน “สมศักดิ์ เกียรติสรานนท์” ประธานรัฐสภา และ “นิคม ไวยรัชพานิช” ประธานวุฒิสภาไปแล้ว ทำให้เหลือ 258 ส.ส.ที่ต้องรอลุ้นกันตัวโก่งว่า “ป.ป.ช.” จะลงดาบฟันหรือไม่ และนับยอดกันแล้วมี “ส.ส.เพื่อไทย” อยู่หลายร้อยคน งานนี้หาก “ป.ป.ช.” มีมติฟันทิ้ง มีหวัง “ส.ส.เครือชินวัตร” ต้องตายยกเข่งอีกตามเคย
       
       ก่อนหน้านี้ “เพื่อไทย” ค่อนข้างมั่นใจว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา ส.ส.จะโดน “ป.ป.ช.” ฟันแค่ 4 คนเท่านั้น ประกอบด้วย “สมศักดิ์” - “นิคม” - “อดุมเดช รัตนเสถียร” - “นริศร ทองราช” (เสียบบัตรแทน) หลายคน “เพื่อไทย” จึงค่อนข้างโล่งอกโล่งใจหวังว่า “ป.ป.ช.” จะมีความปรานี
       
       แต่เมื่ออ่านทิศทางจากการที่ “ป.ป.ช.” ฟัน 36 ส.ว.แล้ว “พลพรรคเพื่อแม้ว” ถึงกับออกอาการหวั่นไหวหนาวๆ ร้อนๆ กันทั้งพรรค
       
       ปมที่ “ป.ป.ช.” ใช้ฟัน 36 ส.ว.มีผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่สามารถนำมาใช้กับ 258 ส.ส.ได้ จึงรอลุ้นว่า “ป.ป.ช.” จะวินิจฉัยความผิดของ 258 ส.ส.อย่างไร
       
       ปมนี้น่าจะทำให้ 258 ส.ส.เดือดร้อนมากที่สุดคงหนีไม่พ้น “การปลอมร่างรัฐธรรมนูญ” เพราะร่างที่ “อุดมเดช” ยื่นต่อ “สมศักดิ์” เป็นคนละร่างกับที่ “รัฐสภา” ใช้พิจารณาในวาระ 1 ซึ่ง “ศาลรัฐธรรมนูญ” ได้วินิจฉัยไว้ค่อนข้างชัดเจนว่าการที่ “รัฐสภา” ไม่ได้นำร่างฉบับที่ “อุดมเดช” เสนอต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2556 มาใช้ในการพิจารณาวาระที่ 1 ขั้นรับหลักการ โดยได้มีการนำร่างที่จัดทำขึ้นใหม่ ซึ่งมีหลักการแตกต่างจากร่างเดิมเสนอ เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
       
       กรณีนี้อาจจะทำให้ 258 ส.ส.ตายยกพวงได้ง่ายเลย “ทั้ง ส.ส.เสื้อแดง-ส.ส.เหนือ-ส.ส.อีสาน” โดนกราวรูด
       
       แต่หากดูการตัดสินของ “ป.ป.ช.” ในการใช้หลักการพิจารณาความผิดของ 50 ส.ว.แล้ว อาจจะมี ส.ส.บางคนที่รอดพ้นจากความผิดได้
       
       แต่มีเงื่อนไขว่าใน 258 ส.ส.ที่ร่วมลงชื่อยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา ส.ว. ต้องมีมติไม่เห็นชอบในร่างรับหลักการวาระ 1 เท่านั้น ฟันธงกันง่ายๆ หาก 258 ส.ส. ใครที่ลงมติรับหลักการวาระ 1 ทำใจรอล่วงหน้าได้เลยว่า “ป.ป.ช.” จัดการฟันทิ้งอย่างแน่นอน
       
       คำถามจึงอยู่ที่ว่าจะมี “ส.ส.เพื่อไทย” หน้าไหนที่กล้าแหกมติพรรค โหวตสวนในขั้นรับหลักการวาระ 1 บ้าง ตรวจแถวดูกันแล้วแทบจะไม่มีให้เห็น ตอนนี้มีข่าวว่าใน “เพื่อไทย” ไล่เช็คกันรายคนว่า จะมีใครบางที่อาจจะรอดเงื้อมมือของ “ป.ป.ช.”
       
       ส่วนประเด็นการเสียบบัตรแทนของ “นริศร” อาจจะโดนความผิดรายบุคคลทั้งตัว “นริศร” และ ส.ส.ที่ฝากเสียบบัตรแทน ประเด็นนี้ตายเดี่ยว ซึ่งมีไม่กี่คน ไม่โดนยกเข่ง
       
       ในภาวะที่ยังไม่มีอะไรแน่นอน “รัฐบาล” ดูเหมือนอยากจัดการเลือกตั้งเสร็จเรียบร้อย แต่สถานะของ “ส.ส.เพื่อไทย” เกินครึ่งอยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะโดน “ป.ป.ช.” สอย ซึ่งมีบทลงโทษตามหลังมาแน่นอน ดังนั้นเลือกตั้งไป “ส.ส.เพื่อไทย” จะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
       
       ชั่วโมงนี้ “พรรคเพื่อไทย” มีแต่คำว่า “แพ้” กับ “แพ้” อยู่ที่ว่าจะยอมรับว่า “แพ้” ตอนไหน

ยุติวิกฤตประเทศ ต้อง “ประชาชน” เท่านั้น นักการเมืองไม่เกี่ยว!! โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 1 พฤษภาคม 2557 06:08 น.

ยุติวิกฤตประเทศ ต้อง “ประชาชน” เท่านั้น นักการเมืองไม่เกี่ยว!!

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์1 พฤษภาคม 2557 06:08 น.

ผ่าประเด็นร้อน
       
       นาทีนี้เชื่อว่าหลายคนคงรำคาญกับความเคลื่อนไหวของบางคนที่ไม่รู้จักสถานะตัวเองว่ามีแค่ไหน ยังคิดว่าตัวเองเป็นผู้นำทางความคิด ผู้นำที่คนศรัทธา ซึ่งสมัยก่อนอาจจะใช่พอพูดแบบนั้นได้บ้าง แต่ในตอนนี้ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้ว เพราะชาวบ้านจำนวนมากเขา “ตื่นรู้” และรู้จริงอย่างเหนียวแน่น ไม่ใช่วูบวาบเหมือนที่ผ่านมาแล้ว มันเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ชาวบ้านกำลังขีดเส้นให้นักการเมืองต้องเดินตาม 
       
       เพียงแต่ว่าชาวบ้านที่ตื่นรู้แม้จะมีจำนวนมาก แต่ก็ยังไม่ใช่ตื่นรู้ทั้งหมด เพราะยังมีบางกลุ่มบางพวกที่แม้จะตื่นรู้แต่ก็เป็นผลจากการรับรู้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนกลายเป็นว่าไปเป็นเครื่องมือของกลุ่มโจรชั่วทางการเมืองไปเสียอีก อย่างไรก็ดี เชื่อว่าในที่สุดแล้วพวกเขาก็จะได้เรียนรู้ด้วยตัวเองในที่สุด แต่คงต้องใช้เวลา
       
       เชื่อหรือไม่ว่าความวุ่นวายในบ้านเมืองทุกวันนี้หากมองให้ลึกลงไปแล้วจะพบว่าสาเหตุมาจากความตื่นรู้ของชาวบ้าน ได้รับรู้ข้อมูลความชั่วจากการเข้าถึงข้อมูลที่ไหลทะลักเข้ามาแบบสายน้ำ ในยุคโซเชียลฯ ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย ชาวบ้านสามารถกลายเป็น “นักข่าว” เอง และส่งข่าวประจานให้สังคมได้รับรู้อยู่ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าบางครั้งจะเป็นการสร้างหลักฐานเท็จเพื่อทายฝ่ายตรงกันข้าม แต่ด้วยข้อมูลที่มาอย่างรอบด้านทำให้มีการคัดกรองได้มากขึ้นเช่นเดียวกัน เพราะหลักฐานที่มีทั้งภาพและเสียง รวมทั้งสามารถค้นหาข้อมูลย้อนหลังมายืนยันได้ตลอดเวลา เหมือนอย่างที่นักการเมืองเคยโกง เคยมีญาติพี่น้องทุจริต หรือแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะก็มีการประจานให้เห็นอยู่ตลอดเวลา
       
       จะว่าไปแล้วพฤติกรรมชั่วๆ ของนักการเมืองนั้นมีมานานแล้ว เป็นเรื่องปกติไม่ค่อยแตกต่างจากปัจจุบันเท่าใดนัก เพียงแต่ว่าในสมัยก่อนชาวบ้านขาดการรับรู้และเข้าถึงข้อมูลด้วยตัวเอง แต่เมื่อเข้าสู่ยุคโซเชียลฯ ทำให้ทุกคนฉลาดขึ้นตาสว่างขึ้น จนกระทั่งไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสื่อกันมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องฟังบรรดานักวิชาการเหมือนแต่ก่อน และในเวลานี้สังคมกำลังชี้นำสื่อ เพราะสื่อกำลังหาข่าว หาข้อมูลจากเฟซบุ๊กจากคลิปของชาวบ้าน กลายเป็นว่าความคิดของชาวบ้าน “แหลมคม” กว่าพวกสื่อขี้ข้า นักวิชาการกระจอกๆ ที่เคยอวดตัวมานาน
       
       การตื่นรู้ของชาวบ้านดังกล่าวแม้จะมีมากขึ้น แต่มันก็ยังไม่ใช่ทั้งหมด หรือยังมีบางกลุ่มยังมีความคิดสวนทาง กลายเป็นเครื่องมือของนักการเมืองไปเสียอีก แต่เอาเป็นว่าความตื่นรู้ของชาวบ้านส่วนใหญ่เขา “เหลือทน” กับนักการเมืองทุกคนในบ้านเมืองนี้ไปแล้ว และยืนยันว่าจะไม่ยอมทนอีกต่อไป และนี่แหละจึงเป็นที่มาของการออกมาขับไล่รัฐบาลชั่ว นักการเมืองชั่วทุกคน ต้องการให้เกิดการปฏิรูปและปฏิวัติโดยประชาชนล้วน เพื่อวางกติกากันใหม่ จากนั้นค่อยเรียกนักการเมืองที่ในความหมายใหม่ตีองเปรียบเหมือน “ขี้ข้าของชาวบ้าน” เพียงแต่ว่าตอนนี้ยังไม่สำเร็จเด็ดขาด เพราะยังมีการขัดขวางจากกลุ่มนักการเมือง เพราะเขาเสียประโยชน์จึงพยายามต้านทานอย่างเต็มที่ แต่เชื่อเถอะไม่ว่าจะอย่างมันก็ย่อมผ่านไปจนได้ เพราะถึงอย่างไรชาวบ้านโดยเฉพาะกลุ่ม กปปส.ที่กำลัง เชิด กำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ ในเวลานี้เขาไม่ยอมถอยหรอกเพราะได้เดินมาไกลเกินกว่าที่ถอยหรือประนีประนอมกับใครแล้ว และเชื่อหรือไม่ว่าแม้นาทีนี้กำนันสุเทพ จะถอดใจ แต่รับรองว่าชาวบ้านเขาก็ไม่ยอมถอยอย่างเด็ดขาด ดีไม่ดีจะรุมกระทืบเอาด้วยซ้ำ
       
       อย่างที่บอกแล้วว่า พวกเขาล้ำหน้าไปไกลแล้ว ไม่ยอมนักการเมืองไม่ว่าหน้าไหนทั้งนั้น เพราะพวกเขาอดทนมานาน จนเหลือจะทนอีกต่อไป
       
       นั่นคือปรากฏการณ์ของมวลมหาประชาชนที่กำลังเดินหน้าขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายที่กำหนดเอาไว้อย่างมั่นคง นั่นคือการปฏิรูปโดยประชาชนเท่านั้น เพียงแต่ว่าหนทางข้างหน้ายังไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่เท่านั้น ซึ่งก็มีสองทางเท่านั้น สำเร็จหรือไม่สำเร็จเท่านั้น ไม่มีการเจรจาแบบวิน-วิน หรือออกเสมอเป็นอันขาด
       
       ดังนั้นความพยายามของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่กำลังเดินเกมเจรจากับทุกฝ่าย โดยเฉพาะพวกนักการเมือบเขี้ยวลากดิน ที่สร้างปัญหาให้กับบ้านเมืองมาช้านาน ไม่ว่าจะเป็น ทักษิณ ชินวัตร และเครือข่าย บรรหาร ศิลปอาชา, สุวัจน์ ลิปตพัลลภ หรือใครก็ตาม แม้ว่าจะมีที่มาซับซ้อนหรือไม่ ชาวบ้านเขาไม่สนใจ และไม่อยากรับรู้ เพราะนั่นไม่เป้าหมาย เป้าหมายที่ต้องการคือต้องกันนักการเมืองทุกคนออกไปอย่าแส่เข้ามาเป็นอันขาด และอย่าได้แปลกใจที่ความเคลื่อนไหวของอภิสิทธิ์ จะเรียกเสียงด่าทอรอบทิศ เพราะในตอนแรกคิดว่าเขาจะเข้าใจจุดมุ่งหมายของมวลชนได้ดีกว่าใคร แต่เห็นท่าทีที่พลิกกลับตาลปัตรแบบนี้มันก็ไม่ต่างจากคนทรยศ มันถึงมีอารมณ์มากกว่าเดิม และที่สำคัญสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ก็ไม่มีทางสำเร็จ กลายเป็นว่า “มิตรใหม่ก็ไม่มี ขณะที่มิตรเก่าก็หันหลังให้”
       
       อีกไม่นานสภาพของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็จะเป็นอย่างนั้นจริงๆ 


พฤษภา 'เดือนพิพากษา' โจร

    วันนี้...อยากคุยเรื่อง "คน" ในสังคมยุค "ข่าวสารครองโลก" คือมนุษย์กว่า ๖,๐๐๐ ล้านคน อยู่ใต้อิทธิพลเทคโนโลยีการสื่อสารและสารสนเทศ ที่เรียกว่า IT ทั้งนั้น ดังนั้น ผมอยากสรุปสั้นๆ ว่า....
    "สิ่งที่เห็น หาใช่สิ่งที่เป็นเสมอไป"!
    ไม่ใช่อะไรหรอก เห็นปฏิกิริยาตอบสนองสังคมบนทางสายเปลี่ยนประเทศไทยปัจจุบันแล้ว เกิดความรู้สึกว่า
    การสู้รบทางภาคพื้นดิน ไม่วิปริต และน่าห่วงเท่า การสู้รบทางภาคอากาศ 
    คือข่าวสารที่สาดใส่ซึ่งกันและกัน ผ่านหน้าจอโทรทัศน์ "ทุกระบบ" ไม่ว่า ดาวเทียม ดิจิตอล ฟรีทีวี เคเบิล วิทยุ
    ยิ่งนาทีนี้ "สื่อสารออนไลน์" จะตามเฟซบุ๊ก ตามโซเชียลมีเดีย ทั้งหลาย-ทั้งปวง เป็นทั้งสนามรบ เป็นทั้งอาวุธรบ ที่ไม่มีกฎ-กติกาใดๆ และใคร สามารถควบคุมใครได้!?
    "ความเร็ว" ระบบไอทีวันนี้ เท่ากับ "ความลวง" จะลวงมาก-ลวงน้อย, จริงมาก-จริงน้อย, เจตนา-ไม่เจตนา ทั้งผู้แพร่ข่าวสารและผู้รับ 
    "ไม่เน้น" ความจริงเท่ากับเน้น "ความเร็ว"!
    ขอให้เร็ว ขอให้รู้ก่อน ขอให้รู้ทันที นั่น...มนุษย์ ๖,๐๐๐ กว่าล้าน ภายใต้ไอทีครอบงำวันนี้ พึงพอใจแล้ว
    จะจริงผสมเท็จ จะเท็จผสมลวง หรือจริงทั้งร้อย-เท็จทั้งล้าน แล้วค่อยไปว่ากัน ข้างหน้า 
    เพราะยุคไอที ไม่ใช่ยุคแสวงหาความจริง มนุษย์ต้องการเพียงสิ่งสนองอยากที่เรียกว่า "ความเร็ว" เท่านั้น 
    ความเร็วสนองเป้าหมายทั้งทางธุรกิจ การเมือง การค้า  การสังคม ทุกสิ่ง-ทุกอย่าง 
    เพราะไอที คืออุปกรณ์ขับเคลื่อนระบบทุนนิยมครองโลก ที่สหรัฐออกแบบไปสู่ "พิมพ์เขียวโลก" ที่วางไว้นานกว่าศตวรรษแล้ว!
    ใครที่ต้องการ "ความจริงล้วน" จากข่าวสารยุคไอที  โน่น...ต้องรอ และต้องทำใจ เพราะความจริงที่ต้องการ จะมีค่าและเป็นที่ต้องการ ก็ต่อเมื่อโลกหมุนสู่
    ระบบธรรมาภิบาล!
    พูดว่าธรรมาภิบาล เหมือนหักฝักข้าวโพดจากต้น เห็นแต่เปลือก ไม่เห็นเนื้อ เอาง่ายๆ สำหรับคนไทยวันนี้
    มองเห็น "เศรษฐกิจพอเพียง" วันไหน 
    ก็มองเห็น "ธรรมาภิบาล" วันนั้น!
     ในทางเดียวกัน ถ้าจะเทียบให้เห็นภาพ ข่าวด่วนที่ว่อนตามโลกข่าวสารไอทีวันนี้ จะตามเฟซบุ๊ก ตามอินเทอร์เน็ตทั่วไป ก็เหมือนจังก์ฟูด-ฟาสต์ฟูด 
    สะดวกสบาย ซื้อง่าย-ขายคล่อง รวดเร็วทันใจ ตอบโจทย์ชีวิต "มนุษย์เร่งด่วน" ที่ วิ่งไล่เงาตัวเองทั้งชีวิต แต่ไม่เคยทัน
    ทั้งๆ ที่รู้ มีค่าเท่าขยะ "อิ่มท้องไว-ป่วยเร็ว-ตายเร็ว" แต่สังคมโลก ถูกออกแบบให้มนุษย์ศตวรรษนี้ ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของสิ่งที่เรียกว่าไอทีเช่นนี้ 
    ทำไงได้ล่ะ....
     เขาเป็นกันทั้งโลก เราจะฝืนโลกอยู่ฝ่ายเดียว-คนเดียว มันก็แห้งเหี่ยวหัวโต! 
    ดังนั้น ข่าวลวง ข่าวเสกสรรปั้นแต่ง ข่าวตะแบง ข่าวบิดเบือน จึงเป็นสินค้าระบบทุน ครองตลาดข่าวสารไอที 
    ข่าวเพื่อความจริง ไม่สำคัญเท่า ข่าวเพื่อความเร็ว!
    อย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เขาเพียงทำหน้าที่ในฐานะหัวหน้าพรรคการเมืองตามระบบเลือกตั้ง เดินสายไปพบปะผู้นำองค์กรต่างๆ ด้วยเป้าหมายคลี่คลาย "ทางตัน" ทางการเมืองตามแนวทางของเขา
    ทั้งที่นายอภิสิทธิ์ยังไม่ทันอธิบาย ขยายความละเอียด  แต่ข่าวสารที่อ่านตามโซเชียลมีเดียทั้งหลาย
    "อภิสิทธิ์เสียคน" ไปแล้ว!
    ผมว่าสรุปกันเร็วไป สรุปโดยยังไม่มี "ข้อเท็จจริง" ในรายละเอียดทางปฏิบัติไปสู่เป้าหมายที่ครบถ้วนและชัดเจน
    เพราะเท่าที่ฟัง ขณะนี้อยู่ในขั้นเดินสายพบปะ การพบปะนั้น นายอภิสิทธิ์มีธงในการเจรจาสู่เป้าหมายขนาดไหน แบบไหน อย่างไร เจ้าตัวยังไม่ได้ให้รายละเอียด
    บอกคร่าวๆ ๒ คำ.... 
    "ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง" และ "เลือกตั้งก่อนปฏิรูป"!?
    แล้วสุดท้าย...ลงตัวแบบไหน ลง-ไม่ลง นายอภิสิทธิ์เองก็ยังตอบไม่ได้ อีกอย่างอยู่ในขั้นตอนเจรจาแต่ละฝ่าย จะให้เอาที่พูดจา หรือที่ตัวเองต้องการมาพูด มาโพนทะนาล่วงหน้าภายนอกก่อน
    แล้วใครเขาจะคุยด้วยล่ะ...?
    ผมว่าสถานการณ์นี้ อภิสิทธิ์ทำตัวเป็นคนที่ "ทุกฝ่าย" เข้าใจผิด ดีกว่าให้ "เข้าใจถูก" การไปซ้าย ก็ถูกมวลมหาประชาชนด่า ครั้นไปขวา ก็ถูก นปช.เสื้อแดงด่า 
    นั่นแหละ....มาถูกทางแล้ว!
    เพราะคุณยังเป็นหัวหน้าพรรคในระบบการเมือง คุณก็ต้องเดินตามบท-ตามหน้าที่ตามวิถีการเมืองระบบเลือกตั้ง ส่วนเป้าหมายที่จะไปสู่ 
    เลือกตั้งก่อนหรือปฏิรูปก่อน เมื่อจบการเจรจาหารือตามเส้นทางแล้ว ได้ผลอย่างไร นั่นแหละ...
    แฟนๆ จะคอยฟัง และท่านก็ต้องแจกแจงเบื้องหน้า-เบื้องหลัง, เบื้องลึก-เบื้องตื้น ที่คลุมเครือ นำไปสู่ความคลางแคลงขณะนี้
    ให้ "แจ่มแจ้ง-แดงแจ๋"
    หลังจากนั้น จะได้สรุปเป็นที่สะเด็ดน้ำว่า อภิสิทธิ์เสียคน หรือยังเป็นคนไม่เสีย!?
    ส่วนกำนันสุเทพนั้น ทั้งทางกฎหมาย ทั้งทางปฏิบัติ "กรวดน้ำ-คว่ำขัน" ตัดขาดจากความเป็นนักการเมือง ตัดขาดจากพรรคประชาธิปัตย์ไปแล้ว ไม่มีอะไรสัมพันธ์กันทั้งทางนิตินัยและพฤตินัย
    นอกจาก "ใจ" บนความเป็นมนุษย์ ฐานที่คุ้นเคย ย่อมมีเยื่อใยแห่งมิตร แห่งสหายผูกพัน อันไม่เกี่ยวว่าต้องเดินหรือไม่เดินตามกัน 
    กำนันสุเทพ ประกาศเป็นร่างทรงมวลมหาประชาชน มีคำตอบประเทศไทยคำตอบเดียว "ต้องปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง"
    ไม่หันหลังคืนการเมือง คืนประชาธิปัตย์ หรือพรรคไหนๆ อีกแล้ว จบเพื่อชาติวันไหน กลับไปเป็น "กำนัน...ร่างทรงมวลมหาประชาชนตลอดกาล" วันนั้น!
    "อภิสิทธิ์-สุเทพ" มีเป้าหมายเดียวกัน "ต้องปฏิรูปประเทศก่อน" แต่วิธีการสู่เป้าหมายนั้น "ทางใคร-ทางมัน"
    ฉะนั้น "มนุษย์ไอที" ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งด่วนสรุปคน เพราะสิ่งที่เห็น หาใช่สิ่งที่เป็นเสมอไป ในเมื่อเรื่องยังไม่จบ และอภิสิทธิ์ยังไม่ได้ "แบไพ่" ให้เห็นทั้งหมด
    แม้กระทั่ง เรื่องตึงตัง-โครมครามทางไอที ซัดใส่ประธานศาลปกครองสูงสุด "นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล" ตอนนี้
    ฉุกคิดบ้างมั้ย...ทำไมจึงขุดเรื่องขึ้นมา คล้ายมีใครบางคนต้องการ "ทำลาย-ดิสเครดิต" ท่านช่วงนี้...เวลานี้?
    ทราบกันมั้ย ในศาลปกครองสูงสุดนั้น ประกอบด้วย "คนของใคร-เด็กของใคร" ใช่ว่าใครเป็นประธาน ทุกคนในศาลปกครองต้องภักดี
    ถ้าปลายทาง คือตำรวจ กับต้นทาง คือศาลปกครอง ไม่มีใครฮะแฮ้ม...กัน ไอ้จดหมายน้อย-จดหมายใหญ่ จู่ๆ จะโผล่ออกมาตอนคดีย้ายถวิล เปลี่ยนศรี กำลังเข้าไคลได้อย่างไร?
    คนนอก จะต่อไม่ติด แต่คนใน มองตาก็รู้ว่าใคร มันเป็น "ปฏิบัติการล้างแค้น" ท่านหัสวุฒิ ฐานจี้คดีคุณถวิลที่ถูกดองไว้ ให้มีผลเป็นคำวินิจฉัยออกมา
    และจากคำตัดสินศาลปกครองนั่นแหละ นำยิ่งลักษณ์สู่ "หลักประหาร" ที่ศาลรัฐธรรมนูญในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้!
    พูดแล้วก็ตื่นเต้น ป.ป.ช.ถือฤกษ์สุริยคราส แถลงเมื่อวาน (๒๙ เม.ย.๕๗)
    -ไม่รับพยานเพิ่ม ๗ ปากที่ยิ่งลักษณ์ขอ
    -สรุปสำนวนทั้งหมดเสนอองค์คณะไต่สวน ๖ พ.ค.
    -เสนอ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ อาจลงมติชี้มูล ไม่ ๘ พ.ค.ก็ ๑๕ พ.ค.
    แหม...แบบนี้ พฤษภา ตาก็ต้องไม่กะพริบน่ะซี้!?

"กำนันสุเทพ" ชวนมวลชนแต่งเสื้อเหลืองรวมตัววัดพระแก้ว เมื่อ 1 พ.ค.57



"กำนันสุเทพ" ชวนมวลชนแต่งเสื้อเหลืองรวมตัววัดพระแก้ว
 
เลขาฯ กปปส. ประกาศนำมวลชน ขับไล่รัฐบาลครั้งสุดท้าย ชวนมวลชนแต่งเสื้อเหลือง แสดงความจงรักภักดีที่วัดพระแก้ว ย้ำ กปปส. ไม่ร่วมรัฐบาลประชาชน
เมื่อวันที่ 30 เม.ย. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ขึ้นเวทีปราศรัยที่สวนลุมพินี พร้อมประกาศนำมวลชน กปปส.
ต่อสู้ครั้งสุดท้ายในการขับไล่รัฐบาล 3 ขั้นตอน เริ่มต้นวันที่ 5 พ.ค.นี้ นัดชุมนุมใหญ่ที่บริเวณวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว ย่านสนามหลวง โดยเชิญชวนให้สวมใส่เสื้อสีเหลือง เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดี โดยกล่าวว่า หลังจากที่ปฏิบัติต่อสู้ครั้งสุดท้าย เพื่อทวงคืนอำนาจอธิปไตยแก่คนไทยทั้งประเทศสำเร็จ จากนั้นจะจัดตั้งรัฐบาลของประชาชน ซึ่งจะมีนายกรัฐมนตรี ที่ประชาชนยอมรับ และรัฐบาลชุดนี้จะไม่มีนักการเมืองตัวแทนของนักการเมืองเข้ามาร่วมเป็นคณะรัฐบาล รวมถึงจะไม่มีคนของ กปปส.ร่วมอยู่ด้วย จากนั้นจะเร่งดำเนินการปฏิรูปประเทศจัดตั้งสภานิติบัญญัติของประชาชนโดยจะใช้เวลาทั้งหมด 18 เดือน เพื่อแก้ปัญหาพื้นฟูประเทศ และจ่ายเงินชาวนาให้ครบภายใน 30 วัน

หลังจากจัดตั้งรัฐบาล เราจะต้องปฏิบัติการเรียกคืนอำนาจอธิปไตยให้สำเร็จให้ได้ไม่ว่าจะใช้เวลานานเท่าใด และในวันที่ 14 พ.ค. ก็จะเป็นวันที่เรียกคืนอำนาจอธิปไตย.

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

พยาบาลสาวระบายแค้น-ตบหัวทิ่มโจรแสบชิงทรัพย์ เมื่อ 1 พ.ค.57



พยาบาลสาวระบายแค้น-ตบหัวทิ่มโจรแสบชิงทรัพย์
 
สภ.สองพี่น้อง รวบโจรกรรไกรจี้ชิงทรัพย์วันเดียว 2 ราย เหิมสู้ตำรวจเจ้าทุกข์พยาบาลสาวรุดชี้ตัว พร้อมตบหัวคว่ำระบายแค้น

วันที่ 1 พ.ค. ร.ต.ท.นิคม ขุนสอาดศรี ร้อยเวร สภ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี รับแจ้งมีคนร้ายใช้อาวุธจี้ชิงทรัพย์ที่บริเวณหน้าโรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 17 รีบไปตรวจสอบพร้อมด้วย พ.ต.อ.สุเมธ สุนทร ผกก. พ.ต.ท.ไพบูลย์วาสนาม รอง ผกก.ป. พ.ต.ท.สุกฤษฏิ์ วิศิษฐ์ชนะชัย สวป. ร.ต.ท.สุพัฒน์ชัย ขานไข รอง สวป. และเจ้าหน้าที่สายตรวจ ที่เกิดเหตุพบ น.ส.ขนิษฐา ปิ่นแก้ว อายุ 25 ปี พยาบาลสาวโรงพยาบาลดังกล่าวยืนอยู่ด้วยอาการตัวสั่นสีหน้าวิตกพร้อมให้การว่า ก่อนเกิดเหตุตนถูกคนร้ายรูปร่างอ้วน สวมหมวกกันน็อคสีเทา ใช้กรรไกรจี้ขู่บังคับเอากระเป๋าสตางค์ ภายในมีเงินสดประมาณ 400 บาท ก่อนขี่รถจยย.สีแดง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนหลบหนีไป หลังรับแจ้งเจ้าหน้าที่กระจายกำลังติดตามหาตัวคนร้ายอย่างเร่งด่วน



ต่อมารับแจ้งว่า เกิดเหตุคนร้ายใช้กรรไกรจี้ชิงทรัพย์ที่บริเวณตู้เอทีเอ็ม หน้าธนาคารกสิกรไทย (จำกัด มหาชน) สาขาสองพี่น้อง รีบไปตรวจสอบ
เมื่อไปถึงพบ ด.ต.สมบัติ หมายงาม ผบ.หมู่งานสืบสวน สภ.บางตาเถร กำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงปล้ำอยู่กับคนร้าย จึงนำกำลังเข้าช่วยเหลือ จนสามารถจับกุมตัวคนร้ายได้คือ นายศิวกร หรือนายเกษมสันต์ สีถัน อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 156 หมู่ 3 ต.ทุ่งคอก อ.สองพี่น้อง พร้อมของกลางกรรไกร 1 เล่ม รถ จยย. ฮอนด้าเวฟ 100 สีแดง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน และเงินสดจำนวน 24,000 บาท หลังจากที่ใช้กรรไกรจี้ขู่บังคับเอาเงินจาก น.ส.บัวน้ำทิพย์ อ้นแพ อายุ 33 ปี ขณะที่จะนำเงินฝากเข้าบัญชีที่ตู้เอทีเอ็มดังกล่าว



จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า มีอาชีพขับรถ จยย. รับจ้าง เบอร์ 5 สายท่ารถสายบางลี่-วัดไผ่โรงวัว แต่เงินไม่พอใช้
เนื่องจากติดยาเสพติด จึงคิดสั้นหันมาก่อเหตุจี้ชิงทรัพย์ และวิ่งราวทรัพย์หลายคดีในพื้นที่ ซึ่งต่อมา น.ส.ขนิษฐาผู้เสียหายที่ถูกชิงทรัพย์ ได้มาดูตัวพร้อมชี้ตัวยืนยันว่า เป็นคนร้ายที่ก่อเหตุก่อนหน้านี้ พร้อมกับใช้มือตบไปที่ศีรษะผู้ต้องหาอย่างแรง 2 ครั้งระบายความแค้น เจ้าหน้าที่ต้องเข้าห้ามปราม เบื้องต้นแจ้งข้อหาใช้อาวุธจี้ชิงทรัพย์ และวิ่งราวทรัพย์ มีสารเสพติดในร่างกาย ก่อนนำตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป.
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ฉากหลังม่าน'นักสู้เมืองปักษ์ใต้' กำลังใจปราบพยศ'ระบอบทักษิณ' เมื่อ 1 พ.ค.57



ฉากหลังม่าน'นักสู้เมืองปักษ์ใต้' กำลังใจปราบพยศ'ระบอบทักษิณ'
 
มหากาพย์การต่อสู้ของ "ลุงกำนัน" กับระบอบทักษิณ จำเป็นต้องมีกำลังใจที่ดี ในการฝ่าฟันอุปสรรคขวากหนาม ที่ประดังประเดเข้ามา
สิ่งหนึ่งที่ช่วยเพิ่มพูลพลังนั้นคือ ศรีภรรยาสุดเลิฟ "ศรีสกุล พร้อมพันธุ์ หรือคุณต๊อบ" และลูกๆ ทั้ง 6 คน ที่ยืนหยัดเคียงข้างไม่เคยห่าง

"นิตยสาร Lips (ลิปส์) ฉบับ The Power Change" ได้นำชีวิตหลังเวทีของลุงกำนัน ในมุมที่หลายคนไม่เคยเห็น มาตีแพ่ว่าเหตุใด อดีตนักการเมืองคนดังแห่งเมืองปักษ์ใต้คนนี้ ถึงได้ยืนหยัดต่อสู้ได้อย่างมั่นคง

"ผมถือว่าผมโชคดีที่ได้เจอและรักคุณต๊อบ เพราะเธอเข้มแข็งและยืนหยัดเป็นกำลังใจให้ผมในทุกช่วงแห่งการต่อสู้ทางการเมืองของผม ช่วยให้ผมผ่านวิกฤติทางการเมืองครั้งสำคัญๆ มาได้ จนถึงวันนี้ เธอก็ออกมายืนเคียงข้าง ร่วมต่อสู้อย่างเข้มแข็งอดทน เป็นส่วนหนึ่งของมวลมหาประชาชน เหมือนที่ผมเป็นในวันที่เสียงนกหวีดดังกรีดก้องเมืองไทย ทุกคนก็ได้เห็นภาพกำนันนักสู้ยิ้มเคียงคู่กับภรรยาผู้งามพร้อม

ศรีสกุลมักจะมาให้กำลังใจกำนันสุเทพ ที่ด้านหลังเวทีปราศรัยอยู่เสมอ 
รวมถึงลูกๆ ทั้ง 6 คนก็ออกมาช่วยคุณพ่อต่อสู้กับระบอบทักษิณอย่างเต็มที่ สะท้อนให้เห็นว่าเบื้องหลังการยืนหยัดสู้อย่างเด็ดเดียวของลุงกำนันแห่งมวลมหาประชาชนนั้นไม่เคยโดดเดี่ยว ด้วยมีความรักของคนในครอบครัวเป็นแบ็กอัพที่แข็งแกร่งและมั่นคง"

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกำลังใจ ที่นิตยสาร Lips ช่วยการันตีว่าหัวใจนักสู้ของ "ลุงกำนัน" จะไม่มีวันแห้งเหือดไปจาก "มวลมหาประชาชน"