วันพุธที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2557

สุดโหดฆ่ารัดคอข่มขืน-สาวสวยผมทองหมกพงหญ้า เมื่อ 30 เม.ย.57



สุดโหดฆ่ารัดคอข่มขืน-สาวสวยผมทองหมกพงหญ้า
 
เหตุสะเทือนขวัญ!ฆาตกรโหดฆ่ารัดคอข่มขืนสาวสวยผมทองหมกพงหญ้า ตร.เชื่อถูกล่อลวงมาจากที่อื่น เนื่องจากไม่มีใครรู้จักว่าผู้ตายเป็นใครมาจากไหน คาดเหยื่อคนมีเงินเพราะสวมนาฬิกายันต์ห้าแถว รุ่นมหาละลวยของ "อาจารย์หนู กันภัย"

เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 29 เม.ย. ร.ต.ท.มกรา ศรีสกุลพิสุทธิ์ ร้อยเวร สภ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา
รับแจ้งพบศพหญิงสาวถูกฆ่าโยนทิ้งริมถนน ทางเข้า หมู่บ้านวารุณี หมู่ 8 ต.คลองจิก ไปตรวจสอบพร้อมชุดสืบสวน แพทย์ รพ.บางปะอิน เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน และหน่วยกู้ภัยอยุธยารวมใจ ที่เกิดเหตุเป็นป่าหญ้าริมถนนคอนกรีตทางเข้าหมู่บ้าน พบศพหญิงสาว อายุประมาณ 25-30 ปี สูงประมาณ 170 เซนติเมตร ผมยาวโกรกสีทอง รูปร่างหน้าตาดี สวมเสื้อยืดแขนสั้นสีขาว กางเกงขาสั้นสีดำ นิ้วกลางมือซ้ายสวมแหวนทอง สวมนาฬิกายันต์ห้าแถว รุ่นมหาละลวย ของอาจารย์หนู กันภัย เลขโค้ต 72125 ข้อมือขวาใส่กำไลแบบสแตนเลส 2 วง สวมสร้อยคล้ายทองที่บริเวณลำคอมีรอยเขียวช้ำรอบ ไม่สวมเสื้อยกทรงชั้นใน อวัยวะเพศมีคราบเลือดแห้งกรังติดอยู่ คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 8 ชั่วโมง ตรวจสอบไม่พบเอกสารว่าเป็นใครมาจากไหน

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุคนหาปลาขี่รถจยย. ผ่านบริเวณจุดที่พบศพ
และพบต้นหญ้าที่ขึ้นปกคลุมข้างทางรกทึบถูกแหวกเป็นทางเหมือนมีการลากบางสิ่งลงไป จึงจอดรถลงไปตรวจสอบ กระทั่งพบศพหญิงสาวรายดังกล่าว จึงรีบแจ้งผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ จาการสอบถามคนในหมู่บ้านไม่มีใครเคยเห็นหรือรู้จักผู้ตายมาก่อน

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า ผู้ตายน่าจะถูกคนร้ายที่รู้จัก และคุ้นเคยลวงมาข่มขืน
แต่ผู้ตายพยายามต่อสู้ขัดขืน จึงถูกคนร้ายบีบคอเสียชีวิตแล้วนำศพมาโยนทิ้งบริเวณดังกล่าวเพื่ออำพรางคดี ก่อนจะหลบหนีไปโดยไม่ได้แตะต้องทรัพย์สินมีค่าของผู้ตาย ท้ังนี้ชุดสืบสวนจะได้สอบถามไปยังร้านอาหาร ร้านคาราโอเกะ สถานบริการต่าง ๆ และโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมใกล้กับที่เกิดเหตุเพื่อหาเบาะแสของผู้ตาย และติดต่อญาติและผู้เกี่ยวข้องมาสอบสวนและสืบสวนติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป.



ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

สลด!!รถเมล์สาย505ทับร่างหนุ่มเซเว่นดับอนาถ เมื่อ 30 เม.ย.57



สลด!!รถเมล์สาย505ทับร่างหนุ่มเซเว่นดับอนาถ
 
29 เม.ย.57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.30 น.ที่ผ่านมา ร.ต.ท.สมเจตน์ ธรรมบุตร พนักงานสอบสวน สภ.เมืองนนทบุรี
ได้รับแจ้งว่ามีรถประจำทางชนรถจักรยาน มีผู้เสียชีวิตที่เกิดเหตุ บริเวณแยกแคลาย ด้านถนนติวานนท์ จากนั้นจึงประสานแพทย์เวรจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู ร่วมตรวจสอบ

ในที่เกิดเหตุพบร่างชาย 1 ราย นอนเสียชีวิตอยู่กลางถนน ในสภาพนอนหงาย สวมชุดพนักงานของเซเว่น อีเลฟเว่น
ทราบชื่อคือ นายภาคภูมิ องค์วัฒนะพัฒน์ อายุ 25 ปี เป็นพนักงานเซเว่น อีเลฟเว่น ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการร้าน อยู่บ้านเลขที่ 73/247 หมู่ 6 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี มีบาดแผลฉีกขาดบริเวณสโพก และใกล้กันพบรถจักรยานปั่นสีแดงล้มอยู่ ซึ่งเป็นของผู้เสียชีวิต ส่วนคู่กรณีเป็นรถประจำทาง สาย 505 ยี่ห้ออีซูซุ สีส้ม ทะเบียน 12-5368 กทม. หมายเลขข้างรถ 7-55052 วิ่งระหว่าง ปากเกร็ด - สวนลุมพินี ซึ่งมี นายธวัช หอมหวาย เป็นพนักงานขับรถ ยืนรอให้การกับเจ้าหน้าที่อยู่ภายในที่เกิดเหตุ

จากการสอบถามเพื่อนร่วมงานผู้เสียชีวิต เล่าว่า นายภาคภูมิได้เลิกงานในช่วงเวลา 10.00 น.และจะเข้างานอีกครั้งในเวลา 22.00 น.
โดยที่นายภาคภูมินั้น จะขี่จักรยานจากบ้านพัก ที่อยู่ภายในซอยประชาราษฎร์ 16/1 มาทำงานที่เซเว่น อีเลฟเว่น สาขาตลาดจิตเทวัญ ด้านถนนสนามบินน้ำ ซึ่งมีระยะทางไกลหลายกิโลเมตร และคาดว่าช่วงเกิดเหตุ นายภาคภูมิน่าจะกำลังขี่รถจักรยานกลับบ้านพัก แต่มาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตเสียก่อน

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสอบสวน นายธวัช แจ้งว่า ได้รับผู้โดยสารออกจากปากเกร็ด มุ่งหน้าปลายทางที่สวนลุมพินี 
เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุ ได้แซงรถจักรยานของผู้ตาย โดยที่นายธวัช อ้างว่าเห็นผู้ตายขับขี่ส่ายไปมาในจังหวะที่รถกำลังจะแซง จึงทำให้รถจักรยานนั้นล้มลง และคาดว่าร่างผู้ตายน่าจะกระเด็นเข้าไปใต้ท้องรถ จนเป็นเหตุให้ถูกทับและเสียชีวิต แต่อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ขับขี่รถประจำทางไปสอบสวนต่อที่ สภ.เมืองนนทบุรี พร้อมจะต้องแจ้งข้อหาและดำเนินคดีตามกฎหมาย จากนั้นจึงมอบผู้เสียชีวิตให้ทางเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู นำส่งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ร.พ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ รังสิต เพื่อชันสูจน์ต่อไป


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์แนวหน้า  

อาณุภาพแห่งรัก.สาวอ้วนสุดในโลกประกาศลดน้ำหนักเพื่อแต่งงาน เมื่อ 30 เม.ย.57



อาณุภาพแห่งรัก.สาวอ้วนสุดในโลกประกาศลดน้ำหนักเพื่อแต่งงาน
 
สาวอ้วนที่สุดในโลกชาวสหรัฐวัย 38 ปี ประกาศลดน้ำหนักลง 127 กิโลกรัม เพื่อสวมชุดเจ้าสาวและเข้าพิธีวิวาห์ตามปกติ ขณะที่น้ำหนักปัจจุบันของเธอคือ 347 กิโลกรัม
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากรัฐไอโอวา ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 29 เม.ย.ว่า นางชาริตี เพียซ ชาวอเมริกัน วัย 38 ปี แม่หม้ายลูกติด 1 คน
ที่มีน้ำหนักตัวมากที่สุดในโลก และอาศัยอยู่ที่รัฐไอโอวาของสหรัฐ ประกาศลดน้ำหนักลง 127 กิโลกรัม เพื่อสานความฝันวันวิวาห์ของตนเองกับหนุ่มวัย 22 ปี นายโทนี ซาวเออร์ให้เป็นจริงให้ได้ โดยน้ำหนักตัวปัจจุบันของเธออยู่ที่ 347 กิโลกรัม ดังนั้นน้ำหนักที่เธอต้องการลดจึงมีค่าเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของน้ำหนักตัวทั้งหมด เธอกล่าวว่า แพทย์ในโรงพยาบาลในรัฐเทกซัส ตกลงที่จะผ่าตัดลดความอ้วนให้เธอ หากเธอลดน้ำหนักลงได้ตามเป้าหมาย

เธอสัญญากับตัวเองว่า จะไม่จัดงานแต่งงานระหว่างเธอกับคู่หมั้นที่ห้องรับแขกในบ้านเด็ดขาด
เธอมีความฝันที่จะสวมชุดวิวาห์ เดินไปตามทางระหว่างผู้ที่มาเป็นสักขีพยานในงานแต่งงานที่เธอกับคู่หมั้นต้องการจะจัดเป็นแบบแนวคาวบอย เพราะทั้งคู่ชอบเพลงแนวคันทรีเหมือนกัน นอกจากนี้เธอยังต้องการที่จะลดหนักเพื่อเฉลิมฉลองให้กับวันสำคัญของชีวิตด้วยการเต้นไปกับคู่หมั้น และเพื่อน ๆ ทั้งคืน

ท้ังนี้เพียซ มีอาการบวมน้ำเหลืองทำให้ขาทั้งสองข้างของเธอบวมขึ้น 
และในที่สุดก็กลายเป็นผู้หญิงที่อ้วนที่สุดในโลกทุบสถิติของนางพอลลีน พอตเตอร์ ซึ่งมีน้ำหนักอยู่ที่ 291 กิโลกรัม เพียซไม่ค่อยได้ออกไปไหนไกลบ้านตั้งแต่ปี 2544 เนื่องจากอาการป่วยนี้ เธอยังกังวลอีกด้วยว่า เธออาจเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจหรือเส้นเลือดอุดตันที่สมอง อันที่จริงเพียซต้องการที่จะลดนำหนักให้ได้ถึง 89 กิโลกรัม เนื่องจากเธอต้องการที่จะมีชีวิตแบบคนปกติทั่วไป .


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอังคารที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2557

จับ"กะเทยเพี้ยน"ปาหินใส่พระบิณฑบาตร-จุดไฟเผาจยย.ชาวบ้าน เมื่อ 29 เม.ย.57



จับ"กะเทยเพี้ยน"ปาหินใส่พระบิณฑบาตร-จุดไฟเผาจยย.ชาวบ้าน
 
ตำรวจเมืองคอนรวบหนุ่มเบี่ยงเบน จิตป่วน ปาหินใส่พระขณะบิณฑบาต บาดเจ็บ 2 รูป ก่อนราดน้ำมันจุดไฟเผารถ จยย.ชาวบ้านวอด
เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 29 เม.ย. พ.ต.อ.สมพงศ์ ทิพย์อาภากุล ผกก.สภ.เมืองนครศรีธรรมราช พ.ต.ท.วินัย คงประพันธ์ รอง ผกก.สส. พร้อมพวกจับกุมคนร้ายขี่รถจยย. ตระเวนก่อเหตุวุ่นวายทั่วเมืองทั้งปาหินใส่พระภิกษุที่กำลังออกบิณฑบาตช่วงเช้าจนได้รับบาดเจ็บ และราดน้ำมันจุดไฟเผารถจยย.ชาวบ้าน ที่นำมาจอดไว้บริเวณ รพ.เทศบาลนครนครศรีธรรมราช โดยมีผู้ที่เห็นเหตุการณ์สามารถบันทึกภาพ และถ่ายคลิปนำไปโพสต์ลงเฟซบุ๊ค และยูทูป เพื่อเตือนภัย และขอให้ประชาชนช่วยกันแจ้งเบาะแสให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุให้โดยเร็ว

กระทั่งสามารถจับกุมคนร้ายรายดังกล่าวไว้ได้ ทราบชื่อต่อมาคือนายปกรณ์ กาหริมล่า อายุ 31 ปี ชาว จ.ระนอง
ขณะ กำลังขับรถ จยย. ซูซูกิ อาร์ซี 100 สีเขียว ทะเบียน ว-0366 สุราษฏร์ธานี วนเวียนอยู่ในเขตเทศบาลเมือง โดยเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้ทำการตรวจค้นในรถจยย.คันดังกล่าวพบก้อนอิฐสีแดง ท่อนไม้ยาวกว่า 1 คืบ อีก 1 อัน ซุกซ่อนอยู่ใต้เบาะ และยังพบข้าวสารบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกประมาณ 2 กิโลกรัม ควบคุมมาสอบสวนที่โรงพัก


เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า เป็น รปภ.ของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในตัวเมืองนครศรีธรรมราช 
มีนิสัยกระเดียดไปทางผู้หญิง รักสวยรักงาม วันเกิดเหตุได้ขี่รถ จยย.ตระเวนเที่ยวไปตามถนนราชดำเนิน ผ่านบริเวณหน้าวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร พบพระภิกษุและสามเณรกำลังเดินบิณฑบาตริมถนน จึงใช้ก้อนอิฐที่เตรียมมาขว้างใส่พระ และสามเณรจนได้รับบาดเจ็บ ก่อนจะขี่รถ จยย. หลบหนีไป เนื่องจากก่อนหน้านี้ตนเคยคบหาชอบพอกับสามเณรรูปหนึ่ง และพยายามจะขอมีเพศสัมพันธ์ด้วย แต่ถูกหลอกลวงพาไปกักขังในห้องน้ำในสวนสาธารณะแห่งหนึ่งในตัวเมืองนครศรีธรรมราชนานหลายชั่วโมงกว่าจะออกมาได้ จึงเกิดความแค้นออกติดตามหาตัวสามเณรรูปดังกล่าวเพื่อล้างแค้น แต่ไม่พบจึงก่อเหตุกับพระเณรที่ได้รับบาดเจ็บแทน ส่วนสาเหตุที่จุดไฟเผารถ จยย.ชาวบ้าน เนื่องจากเข้าใจว่าเป็นรถจยย.ของคนที่ตนไม่ชอบหน้า



ด้าน พ.ต.ท.วินัย เปิดเผยว่า จากการตรวจค้นห้องเช่าของนายปกรณ์ ผู้ต้องหาบริเวณหลังวัดมุมป้อม 
พบดีวีดีลามกอนาจาร ประเภทรักร่วมเพศ จำนวนหนึ่ง โทรศัพท์มือถือ ซึ่งมีรูปภาพผู้ชายร่วมรักกับผู้ชายด้วยกันเต็มไปหมด นอกจากนี้ยังพบบัตรเอทีเอ็ม บัตรเครดิตของผู้ต้องบหาอีก 3 ใบ น้ำมันเบนซินซึ่งใช้ก่อเหตุเผารถจยย.ชาวบ้านครึ่งขวด จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน โดยจากการสอบสวนปากคำนายปกรณ์ให้การวกไปวนมา พูดและเชื่อถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้คล้ายคนมีปัญหาทางจิต ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้สอบสวนขยายผลว่านายปกรณ์ เคยก่อคดีอื่น ๆ อีกหรือไม่.





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

กอ.รมน.คงทหารคุมม็อบตามเดิม หวั่นเหตุฉุกเฉินไม่ทันสถานการณ์ เมื่อ 29 เม.ย.57



กอ.รมน.คงทหารคุมม็อบตามเดิม หวั่นเหตุฉุกเฉินไม่ทันสถานการณ์
 
29 เม.ย.57 ที่ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) สโมสรตำรวจ 
พ.อ.บรรพต พูลเพียร โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กล่าวถึงผลการประชุมคณะกรรมการอำนวยการ กอ.รมน.ครั้งที่ 3/2557 โดยมี พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการประชุม ว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติในการประชุม เมื่อวันที่ 28 เม.ย.57 เห็นชอบให้ประกาศพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ในเขตพื้นที่กรุงเทพ จ.นนทบุรี อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี และ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ระหว่างวันที่ 1 พ.ค. - 30 มิ.ย.57

ทั้งนี้ มอบหมายให้ กอ.รมน.รับผิดชอบในการดำเนินการตามมาตรา 15 และให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ความมั่นคง เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย จำนวน 18 ฉบับ ตามมาตรา 16 วรรค 4 รวมทั้งออกข้อกำหนดตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายใน พ.ศ.2551 จำนวน 5 ข้อ

ในการนี้รัฐบาลได้กำหนดให้ ศอ.รส.ที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นตามคำสั่ง กอ.รมน.ที่ 110/2557
ลงวันที่ 18 มี.ค.57 ยังคงเป็นหน่วยงานในการดำเนินการในพื้นที่ดังกล่าว สำหรับโครงสร้างและอัตรากำลังของ ศอ.รส.ในที่ประชุมได้เห็นชอบกรอบการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานตามความจำเป็น และสอดคล้องกับสถานการณ์มีกรอบอัตรา จำนวน 60,717 อัตรา ในส่วนที่สำคัญยังคงเดิม ประกอบด้วย กำลังตำรวจ 112 กองร้อย และกำลังทหาร 57 กองร้อย จัดจากสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม 1 กองร้อย กองบัญชาการกองทัพไทย 1 กองร้อย กองทัพบก 46 กองร้อย กองทัพเรือ 7 กองร้อย กองทัพอากาศ 2 กองร้อย โดยมี รมว.กระทรวงแรงงาน เป็น ผอ.ศอ.รส.

โฆษก กอ.รมน.กล่าวต่อว่า ในที่ประชุมไม่ได้มีการพูดถึงการปรับลดกำลังทหาร แต่การที่ กอ.รมน.ยังคงกรอบใช้อัตรากำลังเดิมนั้น
เนื่องจากการประชุมบอร์ด กอ.รมน.แต่ละครั้งจะต้องมีการเชิญรัฐมนตรีหลายกระทรวงมาเข้าร่วมประชุม จึงเกรงว่าหากพิจารณาปรับลดกำลังลงไปแล้วเกิดสถานการณ์ความรุนแรงขึ้น และต้องขอกำลังเพิ่มเติมนั้นอาจจะไม่ทันต่อสถานการณ์ จึงต้องคงกรอบอัตราเดิมไว้ก่อน ส่วนทาง ศอ.รส.จะใช้กำลังทหาร หรือตำรวจจำนวนเท่าไรนั้น ทาง ศอ.รส.จะเป็นผู้พิจารณาเอง

อย่างไรก็ตาม การใช้กำลังทหารให้เป็นไปตามข้อบังคับ กห.ว่าด้วยการใช้กำลังทหาร การเคลื่อนย้ายกำลังทหาร และการเตรียมพร้อม พ.ศ.2545 โดยก่อนปิดการประชุม พล.ต.อ.ประชา ได้ฝากให้ดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่าย ควบคู่กับการดูแลความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้วย
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์แนวหน้า  

"ถวิล"ลั่นไม่เข้ารายงานตัวกับ "ปู" เมื่อ 29 เม.ย.57



"ถวิล"ลั่นไม่เข้ารายงานตัวกับ "ปู"
 
"ถวิล" ลั่นไม่เข้ารายงานตัวต่อ "ยิ่งลักษณ์" แต่พร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาล เหตุเป็น ขรก.มืออาชีพ ไม่สน "ดีเอสไอ"ออกหมายเรียกขึ้นเวที กปปส.ยันไม่ได้ทำผิด กม.

เมื่อวันที่ 29 เม.ย. ที่รัฐสภา นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)
กล่าวถึงการได้กลับเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการ สมช.โดยปฏิเสธที่จะรายงานตัวต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม และจะไม่รับมอบงานจาก พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการ สมช. พร้อมเปิดเผยถึงภารกิจแรกที่จะดำเนินการว่า จะทบทวนนโยบายด้านความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้  ทั้งนี้จะยังคงแนวทางการพูดคุยสันติภาพกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไว้ตามนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาในวิธีอื่น  ขณะเดียวกันจะสานงานเดิมที่ค้างไว้สมัยดำรงตำแหน่งด้วย





เลขาธิการ สมช. กล่าวยืนยันว่า ไม่กังวลที่จะต้องกลับไปร่วมงานกับรัฐบาล เพราะมีความเป็นมืออาชีพ 
มั่นใจว่าสามารถทำงานร่วมกับทุกฝ่ายได้โดยที่รัฐบาลไม่ต้องหวาดระแวง ส่วนการเข้าประชุม ครม.เป็นดุลพินิจของฝ่ายบริหารว่าจะอนุญาตให้ตนเข้าร่วมประชุมด้วยหรือไม่ รวมทั้งการประชุม ศอ.รส. ที่กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องเข้าร่วม แต่หากร้องขอก็พร้อมเข้าให้ข้อมูล  อย่างไรก็ตามตนไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่งแต่เหตุผลที่ขอคืนตำแหน่ง เนื่องจากต้องการสร้างมาตรฐานในการรับราชการและสร้างขวัญกำลังให้กับข้าราชการประจำที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อก้าวไปสู่ตำแหน่งที่สูง ไม่ใช่การนำบุคคลภายนอกเข้ารับตำแหน่ง

 ส่วนการตั้งข้อสังเกตว่าสมช.อาจถูกลดบทบาทลงนั้น เป็นเรื่องที่สังคมต้องประเมิน แต่ส่วนตัวพร้อมทำงานในช่วงอายุราชการที่เหลืออยู่ 5 เดือนนี้อย่างเต็มที่ 





นายถวิล ยังกล่าวถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ออกหมายเรียกให้มารับทราบข้อกล่าวหา กรณีการขึ้นเวที กปปส. ว่า  ยืนยันไม่ได้ทำผิดกฎหมาย เพราะเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญและหากมีการกลั่นแกล้งก็พร้อมที่จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป นอกจากนี้จะเดินทางเข้าให้ถ้อยคำต่อศาลรัฐธรรมนูญที่เรียกไต่สวนคู่ความในคดีในวันที่ 6 พ.ค.นี้ด้วย.  



ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

'ผบ.ทบ.'ไม่ขัด!ศอ.รส.ปรับลดทหาร เมื่อ 29 เม.ย.57



'ผบ.ทบ.'ไม่ขัด!ศอ.รส.ปรับลดทหาร
 
29 เม.ย.57 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ให้สัมภาษณ์
ถึงกรณีปัญหาการพูดคุยระหว่าง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ กับพล.อ.สายหยุด เกิดผล อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดในฐานะประธานคณะรัฐบุคคล กรณีที่จะร่างพระบรมราชโองการ ขอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวลงพระปรมาภิไทยแก้วิกฤติบ้านเมือง ว่า ถือเป็นความหวังดีของผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ที่อาจจะสื่อสารกันคลาดเคลื่อน อยากให้มองกันที่เจตนาเป็นหลัก ส่วนจะทำได้หรือไม่ขึ้นอยู่กลไกต่างๆ แต่ไม่อยากให้ดึงสถาบันมายุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้ง โดยในส่วนของ ผบ.เหล่าทัพ ก็มีการพูดคุยกันว่า จะควบคุมกำลังพลให้อยู่ในระเบียบวินัย ดูแลประชาชนให้เท่าเทียมกัน ซึ่งขณะนี้ก็มีหลายฝ่ายพยายามหาทางออกให้กับประเทศ ก็อยากให้ดำเนินการต่อไป ทหารจะดูแลคนทุกพวกทุกฝ่ายไม่ให้ใช้กำลังต่อกัน
สำหรับ กรณี พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ที่ปรึกษานายกฯและอดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด ฝึกกองกำลังที่ จ.นครราชสีมา นั้นตนได้เสนอเรื่องดังกล่าวให้ ศอ.รส.ว่าการดำเนินการดังกล่าวผิดกฎหมายหรือไม่ รวมถึงอีกหลายกลุ่มก็มีการจัดตั้งกองกำลัง
พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึง กรณี ศอ.รส.จะปรับลดกำลังทหาร ว่า ทหารออกไปทำหน้าที่ดูแลไม่ให้เกิดความรุนแรง 
แม้จะแก้ไขได้ไม่ทั้งหมดแต่ก็ทำให้เบาบางลง ถือเป็นอำนาจของ ศอ.รส.หากจะปรับลดกำลังทหาร แต่ก็ต้องถาม พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ว่า จะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้หรือไม่ การดูแลปลอดภัยของความประชาชน ร่วมถึงการสร้างความความเชื่อมั่น ส่วนตนไม่มีปัญหาอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม ตนรู้สึกไม่สบายใจ ที่เห็นผู้นำท้องถิ่น หน่วยงาน มาพูดให้เกิดความรุนแรงด้วยการใช้กำลัง ตนมองว่าหากมีการใช้กำลังต่อกันทุกอย่างก็ไม่จบและจะเพิ่มความขัดแย้ง
"5-6 เดือนมานี้ ผมพูดทุกอย่างไปหมดแล้ว ทั้งการแก้ปัญหาของประเทศ การหาทางออก ถ้าไม่เลือกกัน ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร"ผบ.ทบ.กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่ทางตำรวจออกมาระบุว่า ไม้หนึ่ง แกนนำเสื้อแดง ที่ถูกยิงเสียชีวิต เป็นหนึ่งในบัญชีดำของกองทัพนั้น ให้ไปหาข้อมูลมา ทางการข่าว ไปดูุว่าเขาเกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรงหรือไม่ อย่ามาโยงทหาร เพราะทหารทำหน้าที่ดูแบประชาชนทุกพวกทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม ตนจะดำเนิรคดีกับบุคคล สื่อ ที่กล่าวหาว่าตนไม่อะไรเพราะมีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก