วันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

สุดทน! รถถูกราดน้ำกรด 4 ครั้งรวด - พ่นสีประจาน ′ฝีมือเมียน้อย′ เมื่อ 6 ก.พ.57



สุดทน! รถถูกราดน้ำกรด 4 ครั้งรวด - พ่นสีประจาน ′ฝีมือเมียน้อย′
 
วัน ที่ 5 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รถเก๋งฮอนด้า หมายเลขทะเบียน กบ.9991 อุดรธานี ซึ่งเป็นของ นางสุภาภรณ์ (สงวนนามสกุล)

 มีข้อความเขียนด้วยสีทาป้ายสีแดงคำว่า ฝีมือเมียน้อย ทั้งด้านหน้าและด้านข้างรถ นอกจากข้อความดังกล่าวแล้วรอบๆ รถยังมีร่องรอยของการถูกราดด้วยน้ำกรดทั้งคัน จนทำให้สีของรถเสียหาย โดยรถคันดังกล่าวเพิ่งถูกคนร้ายบุกใช้น้ำกรดราดรถขณะจอดอยู่ในลานจอดรถโรง พยาบาลอ่างทอง 3 ตรงข้ามสำนักงานประกันสังคมอ่างทอง เมื่อวันที่ 9 มกราคม ที่ผ่านมา จนได้รับความเสียหาย ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 4 ที่ถุกคนร้ายบุกใช้นำกรดราดรถ

นาง สุภาภรณ์ เปิดเผยด้วยน้ำตานองหน้าว่า ตนเองเป็นคนเขียนข้อความดังกล่าวเอง

 เนื่องจาก หลังจากเกิดเหตุถูกน้ำกรดราดรถมา 4 ครั้งยังไม่สามารถจับกุมคนร้ายได้ แม่ตนเองจะให้ข้อมูลไปถึงสาเหตุ แต่ทางเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้เรียกคู่กรณีมาเคลียร์หรือสอบถามแต่อย่างใด ทำให้ตนเองคับแค้นใจจึงอยากประกาศให้คนทั่วไปรู้ว่าที่ตนเองโดนทำเช่นนี้ เป็นฝีมือใคร ซึ่งรถคันดังกล่าวตนเองก็ขับไปทุกที่ บางคนก็ลงมาสอบถามว่าสาเหตุมันเป็นอย่างไร ทุกวันนี้ทั้งตัวเองและลูกอยู่ด้วยความหวาดผวาว่าจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้น เมื่อไหร่อีก ตนเองรู้ดีว่าเป็นฝีมือใคร แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ มันยิ่งคับแค้นใจหนัก หากพึ่งใครไม่ได้ตนเองคงต้องไปพึงมูลนิธิปวีณาแล้ว

ขณะ ที่จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงความคืบหน้าทางคดี 

ปรากฏว่า ทางเจ้าหน้าที่ได้ออกหมายจับคนร้ายตามภาพสเก็ตแล้วแต่เมื่อไม่มีหลักฐานก็ ยังไม่สามารถที่จะเรียกตัวบุคคลที่ผู้เสียหายคาดว่าเป็นคนอยู่เบื้องหลังมา ดำเนินคดีได้ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่ได้นิ่งนอนใจแต่อย่างใด 
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

ลอบสังหาร “แม้ว” โหรฟันธง19ก.พ. เมื่อ 6 ก.พ.57



ลอบสังหาร “แม้ว” โหรฟันธง19ก.พ.!
 
“แม้ว” ดวงตก 19 ก.พ. นี้ หมอดูดังฟันธงมีเกณฑ์ถูกลอบสังหาร 19 ก.พ. 57ที่ จ.สุรินทร์ น.ส.สิริยากร มีสุข หรือหมอก้อยฟ้า นักพยากรณ์ดวงชะตาชื่อดัง กล่าวว่า จากการตรวจดูดวงชะตาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ และ รมว.กลาโหม นับจากนี้จะเกิดความปั่นป่วนวุ่นวายพอสมควร เพราะเกิดเดือน ส.ค. ปีมะแม จะวุ่นวายเกี่ยวกับเรื่องของบริวารมากกว่า 8 เรื่องจะมีคำพูดคำจาที่ขัดแย้งกันทางการเมืองพอสมควร วันที่ 19 ก.พ. นี้จะเกิดอาเพศความปั่นป่วนวุ่นวายจากฝ่ายตรงข้าม และความวุ่นวายทางการเมืองจะเกิดขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงเดือน ส.ค. จึงจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ทั้งนี้ในช่วงวันที่ 19 ก.พ. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ต้องระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ เพราะอยู่ในช่วงดวงตกและมีเกณฑ์ถูกลอบสังหาร
ที่ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เมืองทองธานี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม 
กล่าวถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์ ยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. เป็นโมฆะ ว่า รัฐบาลทำตามขั้นตอนของกฎหมาย และรัฐธรรมนูญ ไม่ได้มีเจตนาตามที่พรรคประชาธิปัตย์กล่าวหา
ส่วนกรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ระบุว่ารัฐบาลหมดความชอบธรรมที่จะทำหน้าที่รัฐบาลรักษาการ
เนื่องจากหลังการเลือกตั้งไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้นั้น นายกฯ กล่าวว่า พูดหลายครั้งแล้วว่า ตนมีหน้าที่ต้องทำงานรักษาตำแหน่งนี้ภายใต้ข้อกฎหมายของรัฐธรรมนูญ จนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามา ถ้าไม่ปฏิบัติตามก็จะถูกหาว่าละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ในส่วนนี้ กกต. ก็ต้องเร่งจัดการเลือกตั้งซ่อมให้มีจำนวน ส.ส. ให้ครบ
ต่อ ข้อถามว่า หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป เป็นห่วงหรือไม่ว่าจะเกิดสุญญากาศทางการเมือง
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ในแง่ของข้อกฎหมายไม่ได้ทำให้เกิดสุญญากาศ ถ้าเราค่อย ๆ แก้ตามขั้นตอนกฎหมายจะทำให้มีทางออกสามารถดำเนินไปได้ แต่ช่วงนี้อาจจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นต่างจากทุก ๆ ครั้ง เนื่องจากพ้นจากการเลือกตั้งแล้ว จะต้องรอ เพราะจำนวน ส.ส. ยังไม่ครบ ซึ่งจะต้องรอฟัง กกต. ที่จะประชุมในวันที่ 6 ก.พ. นี้ หวังว่า กกต. จะมีความชัดเจน มีข้อแนะนำ และทางออก.
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

กินของไหว้เจ้าหนุ่มหลอนฆ่าตัวตาย โดดสะพานลอยรถทับซ้ำดับคาที่ เมื่อ 6 ก.พ.57



กินของไหว้เจ้าหนุ่มหลอนฆ่าตัวตาย โดดสะพานลอยรถทับซ้ำดับคาที่
 
หนุ่มหลอนโดดสะพานลอยรถชนซ้ำทับตายสยองหลังกินของไหว้เจ้า บอกโดนคุณไสยเส้นผมมัดร่างพันไส้สุดทรมานวิ่งหนีกระเจิงออกจากบ้านไปฆ่าตัว ตาย

อาถรรพณ์! หนุ่มหลอนโดดสะพานลอยรถชนซ้ำทับตายสยองหลังกินของไหว้เจ้า แฟนสาวเผยเป็นลูกจ้างร้านอะลูมิเนียมย่านฝั่งธนฯ ปกติแข็งแรง แถมไม่เคยมีเรื่องเครียด เผยเมื่อช่วงต้นเดือนหิ้วของไหว้วันตรุษจีนจากร้านมาให้ทำกับข้าวกินอ้าง เจ้านายให้แล้ว จู่ ๆ นิสัยเปลี่ยน มักพูดบ่นคนเดียว ถึงขั้นเพ้อเจ้อ บอกโดนคุณไสยเส้นผมมัดร่างพันไส้สุดทรมานวิ่งหนีกระเจิงออกจากบ้านไปฆ่าตัวตาย โปลิศสุดมึนรีบส่งผ่าชันสูตรหาสารแปลกปลอม
หนุ่มหลอนกระโดดสะพานลอยฆ่าตัวตายรายนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 5 ก.พ. 
ร.ต.ท.สุธน ธีรพงษกร พนักงานสอบสวน สน.ตลิ่งชัน รับแจ้งมีผู้กระโดดจากสะพานลอยคนข้ามเสียชีวิตบริเวณหน้าสถาบันเนติบัณฑิต ถนนกาญจนาภิเษก แขวงบางระมาด เขตตลิ่งชัน จึงรีบไปตรวจสอบพร้อมแพทย์เวร รพ.ศิริราช และอาสามูลนิธิร่วมกตัญญู
ที่เกิดเหตุอยู่บนถนนฝั่งขาออกทิศทางมุ่งหน้าบางแค โดยในช่องคู่ขนานพบศพนายเกรียงศักดิ์ เมืองขวา อายุ 30 ปี ชาว จ.นครพนม
สวมเสื้อยืดสีน้ำเงิน กางเกงขาสั้นสีเดียวกันสภาพนอนคว่ำหน้า มีแผลถูกกระแทกอย่างแรงทั่วร่าง กระดูกหักหลายแห่งกลางหลังมีรอยถูกล้อรถยนต์ทับผ่าน เลือดทะลักออกจมูกและปากอย่างน่าสยดสยอง ห่างไปประมาณ 30 เมตร พบรถเก๋ง ยี่ห้อออดี้ รุ่น เอ 6 สีเทา ทะเบียน ภฮ 399 กรุงเทพมหานคร ซึ่งที่กันชนและกระโปรงหน้าบุบยุบทั้งแผ่นกันกระแทกใต้ท้องรถยังหลุดเสียหาย โดยมีนายณรงค์ ธนานุรักษ์ อายุ 58 ปี คนขับยืนรอมอบตัวกับเจ้าหน้าที่อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุ
สอบสวนนายณรงค์ ให้การว่าเป็นพนักงานให้ผู้บริหารบริษัทแห่งหนึ่ง ก่อนเกิดเหตุเพิ่งจะนำรถออกจากอู่ 
ย่านต่างระดับฉิมพลีเพื่อมุ่งหน้ากลับบ้านพักแถวหลักสองใช้ความเร็วประมาณ 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแต่เมื่อถึงจุดเกิดเหตุซึ่งผ่านใต้สะพานลอยพอดี จู่ ๆ ก็เห็นเงาดำร่วงลงมาหน้ารถอย่างกะทันหันก่อนจะกลิ้งเข้าไปใต้ท้องรถจึง พยายามเหยียบเบรก แต่ด้วยความเร็วทำให้ลากศพมาไกลดังกล่าว
ด้าน น.ส.ทองสัย ดัชถุยาวัตร อายุ 30 ปี แฟนของผู้ตายให้การทั้งน้ำตาว่าผู้ตายทำงานเป็นลูกจ้างร้านอะลูมิเนียมแห่งหนึ่งใกล้จุดเกิดเหตุ
ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้ตายก็ปกติดีไม่มีความ เครียดใด ๆ แต่เมื่อวันตรุษจีนที่ผ่านมาผู้ตายได้นำเครื่องเซ่นไหว้เทพเจ้าที่อ้างว่า นายจ้างให้เอามาให้ตนทำกับข้าวกินกันอย่างเอร็ดอร่อย แต่หลังจากนั้นผู้ตายกลับเกิดอาการประหลาดโดยมักพูดคนเดียว ใจลอย เพ้อเจ้อ ทั้งยังบ่น พึมพําติดต่อกันเป็นเวลานาน
“เมื่อ 2 วันก่อนเขาอาการหนักมากถึงกับไม่หลับไม่นอน จึงไม่ได้ไปทำงาน ทั้งยังทำตัวประหลาดเพราะจากปกติเคยดื่มเหล้าเป็นประจำ แต่กลับไม่แตะเลย ที่สำคัญยังบอกมีเส้นผมพันอยู่ทั่วร่างและในท้องแล้วจึงพยายามโทรฯหาพี่ชาย ของเขาให้มาช่วยพาไปหาหมอ ก่อนเกิดเหตุในช่วงเช้า จู่ ๆ เขาก็กระวนกระวายวิ่งออกจากบ้านอย่างรวดเร็ว โดยเอาแต่พูดว่า “กูอยู่ไม่ได้แล้ว” จึงรีบชวนพี่ชายขับรถออกไปตามกระทั่งเห็นเดินอยู่กลางถนน ก่อนจะวิ่งไปกระโดดสะพานลอยลงมาถูกรถชนซ้ำดังกล่าวจึงไม่รู้ว่าจะเป็น อาถรรพณ์หรือเกี่ยวกับปีชงของเขาหรือไม่” แฟนสาวให้การอย่างเศร้าสร้อย
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่คาดว่าผู้ตายอาจเกิดความเครียดบางอย่างจึงตัดสินใจ ฆ่าตัวตาย ซึ่งจะได้ส่งศพไปผ่าชันสูตรเพื่อหาสารพิษในร่างกายตามขั้นตอนและ ประสานให้ญาติมารับศพกลับไปบำเพ็ญกุศลตามขั้นตอนต่อไป.
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

เปิด'บันทึกทหาร'แยกหลักสี่ เมื่อ 6 ก.พ.57



เปิด'บันทึกทหาร'แยกหลักสี่
 

เปิด'บันทึกทหาร'แยกหลักสี่ ทั้ง2ฝ่ายต่างใช้ความรุนแรง! : ตะลุยกองทัพ ทีมข่าวความมั่นคง

เหตุปะทะเดือดที่แยกหลักสี่ เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ผ่านมาเกือบ 1 อาทิตย์ แต่ข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ก็ยังสับสน และแม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐเองก็มองกันไปคนละทางกัน โดยตำรวจแถลงว่า เหตุความรุนแรงเกิดจากการ์ดกปปส. และมือที่สาม ขณะที่ทหารท้วงติงว่า อย่าเพิ่งด่วนสรุป โดยทหารที่อยู่ใน "พื้นที่ปะทะ" ที่แยกหลักสี่ได้ส่งรายงานสถานการณ์ต่อผู้บังคับบัญชา มีรายละเอียดดังนี้
  
              11.50 น. มีกำลังตำรวจ 200-250 นาย เดินทางเข้าไปบริเวณด้านหน้าห้างสรรพสินค้าไอทีสแควร์ หลักสี่ เพื่อเตรียมเจรจากับกลุ่ม กปปส.ที่อยู่ในสำนักงานเขตหลักสี่
  
              12.15 น. ตำรวจเดินทางไปที่สำนักงานเขตหลักสี่เพื่อเจรจากับแกนนำกปปส. นำโดย พ.ต.อ.เจริญ ศรีศศลักษณ์ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 (รอง ผบก.น.2) เพื่อขอให้ผู้ชุมนุมยอมให้ขนอุปกรณ์และหีบเลือกตั้งออกมา แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ โดยระหว่างนั้นมีผู้ชุมนุม กปปส.300-400 คน อยู่ที่หน้าสำนักงานเขตหลักสี่ และมีกลุ่มผู้สนับสนุนให้มีการเลือกตั้ง หรือกลุ่มคนเสื้อแดง จ.ปทุมธานี ประมาณ 250-300 คน มารวมตัวกันที่วัดหลักสี่เพื่อเตรียมทวงคืนสำนักงานเขตหลักสี่ แต่กลุ่ม กปปส.ใช้รถบัส และเรียกระดมการ์ดเพื่อป้องกันการบุกทวงคืนสำนักงานเขตหลักสี่
  
              12.50 น. ตำรวจเดินทางกลับไปที่ด้านหน้าห้างสรรพสินค้าไอทีสแควร์ เพื่อประเมินสถานการณ์ เพราะเกรงว่าจะเกิดการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุม
  
              14.50 น. กลุ่มผู้สนับสนุนการเลือกตั้งได้ออกจากวัดหลักสี่ เลี้ยวขวาไปทางห้างสรรพสินค้าไอทีสแควร์ มุ่งหน้าสำนักงานเขตหลักสี่ ซึ่งก่อนหน้านั้น พ.ต.อ.เจริญ ได้เข้าไปเจรจาในวัดหลักสี่แล้ว โดยขอร้องไม่ให้ออกมาปะทะกัน แต่ไม่สำเร็จ
  
              15.05 น. ตำรวจได้เข้าไปเจรจากับกลุ่มผู้สนับสนุนการเลือกตั้งอีกครั้งที่สะพานข้าม คลองเปรมประชากร ถนนแจ้งวัฒนะ เพื่อไม่ให้เข้าไปที่เขตหลักสี่
  
              15.45 น. กลุ่มผู้สนับสนุนการเลือกตั้งที่ปักหลักตรงแยกหลักสี่ได้เลิกการชุมนุม กะทันหัน เเพราะแกนนำแจ้งว่าทหารเตรียมที่จะ "รัฐประหาร"
  
              15.49 น. แต่ในระหว่างที่กลุ่มผู้สนับสนุนการเลือกตั้งจะเคลื่อนตัวกลับได้มีรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า คัมรี ทะเบียน ฌจ 2476 ขับเข้าไปในพื้นที่ชุมนุม ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมเข้าใจผิด และฮือเข้ามาทุบรถ โดยรถยนต์คันดังกล่าวเป็นของ พ.อ.บุญชัย ศรีหะ ทหารสังกัดมณฑลทหารบกที่ 12 (มทบ.12)
  
              15.51 น. มีคนนำ "ประทัดยักษ์" ขว้างลงมาจากสะพานข้ามแยกหลักสี่ 2 ลูก ลูกแรกลงหน้าศาลพระพรหม หน้าห้างสรรพสินค้าไอทีสแควร์ ลูกที่ 2 ลงใกล้ตอม่อสะพานข้ามแยกหลักสี่ ซึ่งระหว่างนั้นทางชุดปฏิบัติการมวลชนของทหาร ได้เข้าปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บจากการถูกสะเก็ดระเบิดประทัดยักษ์ 4 ราย
  
              16.15 น. กลุ่ม กปปส. ที่ปักหลักอยู่ห้าแยกลาดพร้าว 400-500 คน ได้เดินทางมาสมทบที่แยกหลักสี่ และมีการโต้เถียงก่อนจะมีการขว้างปาก้อนหิน และยิงหนังสติ๊กตอบโต้กับกลุ่มคนเสื้อแดงที่ปักหลักอยู่หน้าห้างสรรพสินค้า ไอทีสแควร์
  
              16.45 น. คนร้ายปาประทัดยักษ์อีก 2 ลูก มาตกบนถนนแจ้งวัฒนะ ใกล้ป้อมตำรวจแยกหลักสี่ จากนั้นกลุ่มผู้ใช้อาวุธทั้งสองฝั่ง จึงใช้อาวุธปืนยิงตอบโต้กันอย่างดุเดือด
  
ทั้ง 2 ฝ่ายมีการใช้อาวุธปืน และวัตถุระเบิดหลายชนิด ทั้งยิง และขว้างใส่กันนานประมาณ 1 ชั่วโมง โดยที่มีคนติดค้างอยู่กลางพื้นที่ปะทะ โดยเฉพาะป้อมตำรวจที่มีทั้งชุดปฏิบัติการมวลชนของทหาร ตำรวจ และสื่อมวลชน
    

              17.45 น. เสียงปืน และระเบิดสงบลง 17.50 น. ชุดปฏิบัติการมวลชนของปตอ.พัน.6, หน่วยกู้ชีพโรงพยาบาลได้ลำเลียงผู้บาดเจ็บไปรักษา เวลา 18.00 น. สื่อมวลชน และผู้บาดเจ็บสามารถออกจากพื้นที่ได้ โดยมีผู้บาดเจ็บถูกนำส่ง รพ.วิภาวดี 6 ราย เป็นชาย 4 ราย หญิง 2 ราย 19.00 น. เจ้าหน้าที่ได้เข้าไปตรวจการณ์ ไม่พบผู้ชุมนุมตกค้าง
    น่าสังเกตว่า บันทึกของทหารไม่ได้ระบุว่า ฝ่ายใดเป็นผู้ใช้ความรุนแรงก่อน และชายชุดดำถืออาวุธเป็นใคร ซึ่งเป็นเรื่องที่ตำรวจจะต้องค้นหาความจริงมาตอบคำถามสังคมต่อไป

............................................
 

(หมายเหตุ : เปิด'บันทึกทหาร'แยกหลักสี่ ทั้ง2ฝ่ายต่างใช้ความรุนแรง! : ตะลุยกองทัพ ทีมข่าวความมั่นคง)

วันเสาร์ ที่ 18 มกราคม 2557 ไทยโพสต์ฉบับวานนี้ขายเกลี้ยงแผง เพราะบทความนี้. สหรัฐอเมริกากับรัฐบาลยิ่งลักษณ์



16 ม.ค. 2557, 08:01 น.

โดย...ภุมรัตน์ ทักษาดิพงษ์ อดีตผู้อำนวยการ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ

เวลานี้ รัฐบาลยิ่งลักษณ์กำลังเพลี่ยงพล้ำด้านการเมืองในประเทศ เพราะถูกกดดันในทุกด้าน ไม่เพียงแต่ถูกกดดันจากมวลมหาประชาชนของ กปปส.เท่านั้น ยังมีตัวละครอื่นตามรัฐธรรมนูญ อาทิ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม องค์กรอิสระ เช่น ป.ป.ช. กกต. เป็นต้น ที่เตรียมพิพากษาความผิดของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ซึ่งคงไม่นานเกินรอ ดังนั้น ผู้จัดการรัฐบาลจึงวางแผนดึงมหาอำนาจนอกประเทศเข้ามาเพื่อเพิ่มน้ำหนักให้กับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยใช้การปล่อยข่าวปฏิวัติเพื่อสร้างเงื่อนไข

แหล่งข่าวในวงการทูตอเมริกัน เปิดเผยว่า วอชิงตันมีท่าทีชัดเจนว่า หากทหารปฏิวัติ อเมริกาอาจเข้าแทรกแซง และอ้างว่าจะมีประเทศอื่นเข้าร่วมด้วย ขณะเดียวกัน สื่อต่างประเทศลงข่าวว่า อเมริกาแสดงความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทย และเสนอให้คู่ขัดแย้งหาทางประนีประนอมกันโดยสันติวิธี โดยพร้อมที่จะเป็นตัวกลางเจรจาให้ ส่งเสริมการเจรจาและเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยอย่างสันติ ขณะเดียวกัน อเมริกาก็แสดงความชื่นชมรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่มีความอดทนอดกลั้นไม่ใช้ความรุนแรงในการปราบปรามประชาชนที่ออกมาต่อต้าน

ก่อนหน้านี้ นายบันคีมุนได้แสดงความห่วงใยสถานการณ์การเมืองในไทย และอยากให้คู่ขัดแย้งหาทางแก้ปัญหาโดยสันติวิธีผ่านการเจรจา เขาเปิดเผยด้วยว่า ได้โทรศัพท์พูดคุยกับนายกฯ ยิ่งลักษณ์ และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แล้ว แต่หลังจากที่อภิสิทธิ์มีจดหมายชี้แจงว่า สิ่งที่ยิ่งลักษณ์แจ้งให้บันคีมุนทราบนั้นไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เช่น อ้างว่าการออกกฎหมายนิรโทษกรรมไม่ได้มุ่งช่วยพี่ชาย องค์กรอิสระเป็นต้นตอของความขัดแย้ง ผู้ชุมนุม กปปส.เป็นพวกติดยาเสพติด เป็นที่ทราบกันดีว่า บันคีมุน ซึ่งอเมริกาสนับสนุนให้เป็นเลขาธิการสหประชาชาติถูกอเมริกาลากเข้ามาเล่นในเรื่องนี้ด้วย อย่างไรก็ดี หลังจากที่อภิสิทธิ์ชี้แจงข้อเท็จจริงให้ทราบแล้ว นายบันคีมุนดูชะงักไป แต่ต้องดูต่อว่าอเมริกาจะบีบให้บันคีมุนเล่นเกมนี้อีกหรือไม่อย่างไร

ทั้งหมดน่าเชื่อว่าเป็นฝีมือของ มร.ที. ซึ่งมีความใกล้ชิดกับอเมริกามาก เขาเก่งในเรื่องการเล่นเกมระหว่างประเทศ เมื่อใดที่พลาดพลั้ง ก็จะใช้ยุทธศาสตร์ “โลกล้อมประเทศ” เขาเกี่ยวข้องกับอเมริกันมานานแล้ว ก่อนเข้าสู่อำนาจครั้งแรก เขาจ้างบริษัทอเมริกันให้มาวางแผนการเลือกตั้งจนได้ชัยชนะอย่างท่วมท้น หลังตกจากอำนาจ เขาได้ไปจ้าง “บริษัทล็อบบี้” ที่มีชื่อเสียงในอเมริกา 3 บริษัท บริษัทละ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ (30 ล้านบาท) หนึ่งในสามนั้นคือ บริษัทล็อบบี้ของนายเจมส์ เบเกอร์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ที่มุ่งล็อบบี้สมาชิกสภาคองเกรส และพุ่งตรงไปยังประธานาธิบดีได้เลย นอกจากนั้น มร.ที. ได้จ้าง “บริษัทประชาสัมพันธ์” อเมริกันให้วางแผนประชาสัมพันธ์เพื่อให้ตัวเองดูดีขึ้น ให้พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง ให้ยิ่งลักษณ์มีภาพลักษณ์ที่ดี วาทกรรมทางการเมืองต่างๆ ออกมาจากบริษัทประชาสัมพันธ์นี้ รวมทั้งการวางแผนให้ยิ่งลักษณ์ไปปรากฏตัวในการประชุมระหว่างประเทศในที่ต่างๆ รวมทั้งการกล่าวหาคำปราศรัยที่อูลันบาตอร์ ประเทศมองโกเลีย ฯลฯ บริษัทอเมริกันที่รับจ้างประชาสัมพันธ์ให้กับรัฐบาลยิ่งลักษณ์นั้น ยอมรับอย่างเปิดเผยว่าตนเองเป็นลูกจ้างของ มร.ที

ไม่เพียงเท่านั้น “กองทุนพัฒนาประชาธิปไตย” ของอเมริกายังจัดสรรงบประมาณเอามาแจกจ่ายให้กับกลุ่มการเมืองนอกสภาที่กดดันรัฐบาลอภิสิทธิ์ขณะนั้น โดยอ้างว่าเป็นการสนับสนุนการพัฒนาประชาธิปไตย เป็นที่รู้กันดีว่า กองทุนนี้เป็น “องค์การบังหน้า” ของอเมริกันในการสนับสนุนด้านการเงินให้กับกลุ่มหรือองค์กรในต่างประเทศเพื่อล้มรัฐบาลที่ขัดผลประโยชน์ของอเมริกา

อเมริกาและ มร.ที. มีผลประโยชน์ร่วมกัน เพราะเป็นกลุ่มทุนโลกาภิวัตน์ มร.ที. ดึงอิทธิพลของอเมริกามาสนับสนุนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ขณะที่อเมริกาสนับสนุนให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์เพื่อผลประโยชน์ในการใช้ไทยเป็นฐานต่อต้านอิทธิพลจีน และแสวงประโยชน์ร่วมกันกับแหล่งพลังงานในอ่าวไทย และ ฯลฯ

อเมริการู้ว่า เมื่อต้องการอะไร เขาพูดกับ มร.ที. คนเดียวจบ พูดกับ มร.ที. ง่ายกว่าพูดกับอภิสิทธิ์หรือคนอื่น เอาจาก มร.ที. ง่ายกว่าจากคนอื่น ตกลงกับ มร.ที.แล้ว ยิ่งลักษณ์รับไปทำ อเมริกาไม่สนใจว่ารัฐบาลชุดนี้จะถูกประชาชนนับล้านคนต่อต้าน แต่อเมริกามองผลประโยชน์ของเขาเป็นสำคัญ

กปปส.ค่อนข้างอ่อนในเรื่องการทำความเข้าใจกับต่างประเทศ โชคดีที่ยังมีคนไทยในต่างประเทศคอยช่วยเหลือทำคลิปชี้แจงให้ ผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่รู้เรื่องประเทศไทยดี เช่น มร.ไมเคิล ยอน มร.โทนี่ ตาคาร์ลุคซี่ เป็นต้น คอยเขียนตอบโต้ผู้สื่อข่าวต่างชาติด้วยกันที่รับจ๊อบมาเขียน เช่น แอนดรู แมคเกรเกอร์ เป็นต้น

อย่างไรก็ดี สุเทพ เทือกสุบรรณ โชคดีอยู่บ้างที่ได้รับการโหวตโดยสื่อต่างประเทศของอเมริกันให้เป็น “บุคคลแห่งเอเชีย ประจำปี 2556” โดยมีคะแนนสูงถึงร้อยละ 87 แซงตัวเก็งคนอื่นมาตลอด ทำให้ภาพลักษณ์ของสุเทพดีขึ้นในสายตาต่างประเทศ อย่างน้อยใครที่คิดจะ “อุ้ม” สุเทพ ต้องคิดหนักขึ้น ตำแหน่งนี้ มร.ที.เมื่อเป็นนายกรัฐมนตรีก็หวังไว้เหมือนกัน แต่ไม่ได้ ซ้ำสถาบันจัดลำดับต่างประเทศยังจัดให้เขาเป็นผู้นำที่คอร์รัปชั่นมากที่สุดลำดับต้นๆ และเป็นนายกรัฐมนตรีที่ห่วยลำดับต้นๆ เสียอีก ส่วนยิ่งลักษณ์เป็นนายกรัฐมนตรีที่ห่วยที่สุด

กิจการภายในประเทศไม่ได้อยู่แบบโดดๆ เรื่องภายในอาจลามไปยังภายนอกได้ ขณะเดียวกัน ภายนอกอาจเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในได้ อเมริกาสร้างทฤษฎีที่ว่า เหตุที่เกิดขึ้นในประเทศหนึ่งแม้เป็นเรื่องภายในประเทศ แต่จะส่งผลถึงภายนอกในทุกกรณี ดังนั้น ประเทศที่เสียประโยชน์ย่อมมีสิทธิเข้าแทรกแซง เป็นทฤษฎีที่อเมริกาตั้งขึ้นมาจากกรณีอิรัก ที่อเมริกามองว่ากระทบต่อผลประโยชน์ของสหรัฐในตะวันออกกลาง ดังนั้น อเมริกาจึงเข้าไปแทรกแซง ทฤษฎีห้ามแทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน เป็นเพียงตัวหนังสือ|เท่านั้น อาจทำได้สำหรับประเทศเล็กๆ แต่ใช้ไม่ได้กับประเทศมหาอำนาจ

กล่าวโดยสรุป หากไม่มีเงื่อนไข ทหารก็ไม่ปฏิวัติ เมื่อทหารไม่ปฏิวัติ ก็ไม่มีเงื่อนไขให้อเมริกาเข้ามาแทรกแซง กปปส.ก็ไม่ต้องการให้ทหารปฏิวัติ โดยมวลมหาประชาชนจะทำการ “ปฏิวัติประชาชน” เอง เมื่อเป็นเช่นนี้ อเมริกาจะมาอ้างว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงผ่านการปฏิวัติรัฐประหารของทหารก็ไม่ได้ หากทำตัวเป็นหมาป่าจะขย้ำลูกแกะ ลูกแกะนับล้านๆ ก็พร้อมจะสู้กับหมาป่าตัวนี้

ทำไมทหารจึงออกมาไม่ได้ เมื่อ 6 ก.พ.57



ทำไมทหารจึงออกมาไม่ได้?

เอกสารสำคัญจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกา กรณีการตั้งฐานทัพเรือในประเทศไทย
เนื้อความในเอกสารนี้ จะทำให้การชุมนุมที่มีคนออกมาร่วมเป็นล้านคน หรือเรื่องการปฎิรูปประเทศ กลายเป็นเรื่องเล็กๆไปเลย เนื่องจาก การที่เราให้ รมว. ต่างประเทศของเราเป็นคนลงนามในสัญญาจ้างนี้ ผูกพันกับไทย ตามกฎหมายระหว่างประเทศจ่ายเงินไปบางส่วน สัญญาจึงสมบูรณ์แล้ว ระยะเวลาของสัญญา 22 พ.ย. 2556 ถึง 28 ก.พ. 2557 ประมาน 3 เดือน สั้นมากสำหรับเรื่องใหญ่และสำคัญขนาดนี้แสดงว่าเตรียมการมาก่อนแล้ว

การเปิดเผยรายละเอียดของสัญญาในเวบไซต์ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ ถึงแม้จะเป็นไปตามกฎหมายของเขา แต่ก็เป็นการประกาศโดยเปิดเผยว่า รัฐบาลไทย และ บริษัทล๊อบบี้ Davenport McKesson Corporation ได้ทำการโดยสมัครใจ และเปิดเผย ถ้าขึ้นศาลก็แพ้เขา

เนื้อหาสำคัญ รัฐบาลไทยโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ สุรพงศ์ โตวิจักรชัยกุล ได้ว่าจ้าง Davenport McKesson Corporation ให้เป็นตัวแทนรัฐบาลไทยในการล๊อบบี้ให้สมาชิกสภาคองเกรส ของประเทศสหรัฐอเมริกา ให้อนุมัติ ให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐ มาสร้างฐานทัพเรือ ในประเทศไทย รวมทั้งประเทศไทยจะช่วยเหลือทางทหารในการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในอ่าวบริเวณน่านน้ำของราชอาณาจักรไทย "หมายความว่าเราจะเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ในอ่าวไทยทั้งหมดแก่สหรัฐทันที อย่างนี้จะไม่เรียกว่าขายชาติได้อย่างไร"
เหตุที่รัฐบาลไทยไปจ้างบริษัทล๊อบบี้ เช่นนี้เพราะอเมริกา มีความประสงค์ที่จะมาตั้งฐานทัพเรือในประเทศไทยมานานแล้วเนื่องจากเป็นจุดสำคัญทางยุทธศาสตร์ และเป็นการปิดล้อมประเทศจีนไม่ให้แผ่อิทธิพลลงสู่ประเทศอาเซียน แต่กระทรวงกลาโหมสหรัฐ เสนอเรื่องเข้าสภาคองเกรสฝ่ายเดียวไม่ได้ เพราะจะถูกตั้งคำถามว่าทางประเทศไทยว่าอย่างไร จึงส่งสัญญานให้ฝ่ายไทย เสนอผ่านบริษัทล๊อบบี้ เขาก็จะรับลูกทันที หากสภาคองเกรส อนุมัติ ก็จะมีผลผูกพันตามกฎหมายระหว่างประเทศทันที

"เขาจึงออก พรบ. นิรโทษกรรมสุดซอย เพื่อเบี่ยงเบนประเด็น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม. 190 ซึ่งผ่านสภาในอีก 2 วันถัดจาก พรบ. สุดซอย"

จึงไม่แปลกใจที่ อดีตนายก สามารถเดินทางเข้าออกสหรัฐได้ โดยไม่กลัวว่าจะถูกจับกุม เพราะศาลประจำวอชิงตันได้รับฟ้องกรณีฆ่าตัดตอน 2,500 ศพ ไว้แล้ว

ทั้งหมดจึงเป็นการวางแผนไว้ตั้งแต่แรกแล้ว เป้าหมายน่าเป็นแหล่งพลังงานในอ่าวไทย เพราะถ้าจะสร้างฐานทัพเรือ ก็คงต้องใช้ที่สนามบินอู่ตะเภา เพราะสร้างเพิ่มเติมอีกไม่มาก และเป็นทั้งสนามบินและท่าเรือ แล้วประกาศเขตปลอดภัยของฐานทัพ อาจมีรัศมีถึง 300 กม. เพราะจะมีเรือบรรทุกเครื่องบิน เรือดำนำพลังนิวเคลียร์ เครื่องบินรบชนิดต่างๆ รวมทั้งต้องนำอาวุธนิวเคลียร์ติดมาด้วยแน่นอน พื้นที่ดังกล่าวครอบคลุมแหล่งพลังงานในพื้นที่ทับซ้อนไทย- เขมร ก็ไม่มีใครเข้ามาได้ เพราะต้องได้รับอนุญาติจากสหรัฐ เขาจึงขุดน้ำมันได้แต่เพียงผู้เดียว และขณะนี้ เซฟรอน ได้สัมปทานจากรัฐบาลไทยไปทั้ง 15 แปลงแล้ว
แต่พอศาลรัฐธรรมนูญรับฟ้อง กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม. 190 ทำให้ติดขัด เขาจึงเปลี่ยนตัว จากประชา พรหมนอก ไปเป็น สุรพงศ์ ที่ไม่มีบารมีในกองทัพ และตำรวจ เลยแปลกไหมครับ ก็เพราะให้สุรพงศ์ มาแล้วเรียกแขกอย่างเดียว เพื่อบีบให้เกิดการนองเลือด แล้วบีบให้ทหารปฎิวัติ , ม. 190 ก็จะหายไป ทางสหรัฐก็ลงมติอนุมัติทันที แล้วก็มีผลผูกพันตามกฎหมายระหว่างประเทศ ประเทศไทยก็จะสูญเสียเอกราชทางดินแดน เสียน่านน้ำในอ่าวไทย และอาจจะเลยไปถึงฝั่งอันดามันบางส่วนด้วย กองทัพสหรัฐก็จะเข้ามาควบคุมประเทศในอาเซียนได้มาขึ้น โดยใช้ไทยเป็นฐาน
นอกจากนั้นจะเสียความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับเพื่อนบ้าน และที่สำคัญกับประเทศจีน ซึ่งอาจถึงขั้นตัดความสัมพันธ์ ประเทศชาติก็จะเสียหายมากมาย เพื่อแลกกับผลประโยชน์ของใครบางคน บางกลุ่ม
ทั้งหมดถูกวางแผนและเตรียมการมาก่อนทั้งสิ้น

วันเสาร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2557

การให้คนเลวมีอำนาจ อันตรายต่อบ้านเมืองขนาดไหน ก็จงดูนี่เป็นตัวอย่าง*ป๋าเปลว วันพฤหัสบดี ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557

การให้คนเลวมีอำนาจ อันตรายต่อบ้านเมืองขนาดไหน ก็จงดูนี่เป็นตัวอย่าง...!

พ.ต.ท.หญิง พญ.อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล รองโฆษก สตช. แถลงสรุปผลประชุม ศรส. (๔ ก.พ.๕๗) โดย ศรส.เร่งรัดขอออกหมายจับแกนนำ กปปส.ที่ขัดขวางเลือกตั้ง
ทั้งจะมีหนังสือถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สถานทูต และ UN เพื่อแจ้งข้อมูลการกระทำผิดของแกนนำ กปปส.ในทุกมิติที่มีการดำเนินคดี

ประสานสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อสั่งเนรเทศ "นายสาธิต เซกัล" นายกสมาคมธุรกิจอินเดีย-ไทย ย่านสีลม ฐานร่วมเป็นแกนนำ กปปส. ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ครับ....เลวบริสุทธิ์จริงๆ!ลุแก่อำนาจ ขาดจิตพินิจใคร่ครวญในสิ่งที่ทำ ไม่ได้หมายถึงผู้แถลง หากแต่ผมหมายถึง "คนไหนก็ได้" ใน ศรส.ที่ออกคำสั่งนี้!?

ณ วันนี้...ขณะนี้ มีไอ้พวกสัตว์นรก มันขนนักฆ่าเขมรเข้ามาบ่อนทำลายภายในประเทศ แทรกซึมอยู่กับกองกำลังระบอบทักษิณ ทั้งฆ่า ทั้งทำร้ายคนไทย ขนาด ผบ.หน่วยซีล บอกว่า ขนผ่านแดนกันเข้ามาเป็น ๑๐ คันรถ!
ทั้งคนไทยและคนเทศที่รักเมืองไทย...เขาสะดุ้ง มองเห็นพิษภัยจากนอกชาติที่ระบอบทักษิณชักนำเข้ามา ด้วยเป้าหมายจะเปลี่ยนประเทศไทยเป็น "แดงทั้งแผ่นดิน"

คนรักบ้าน-รักเมือง พากันร้องบอก แต่ ศรส.เฉย...เฉยไม่เฉยเปล่า ปกป้องอีกตะหาก!
ไม่เพียงขนเขมรเข้ามาเป็นกองกำลังเข่นฆ่าคนไทยด้วยความมักใหญ่ใฝ่สูงของตัวเองและคณะเท่านั้น ยังเป็นที่ประจักษ์ด้วยว่า.....
อสัตย์ทรามตัวนี้ ยังใช้อำนาจเหนือประเทศบงการผ่านยิ่งลักษณ์ ไปเพื่อตกลงแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับต่างชาติ โดยเฉพาะชาติตะวันตก โดยเอาทรัพยากรและแผ่นดินประเทศ.... เป็นทุนธุรกิจตระกูล!

ดังจะเห็นว่า สหรัฐ-อังกฤษ แสดงท่าทีปกป้องและเข้าข้างรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในทุกกรณี แม้ขณะมวลมหาประชาชนเฉียด ๑๐ ล้าน ลุกฮือพร้อมกันขับไล่ยิ่งลักษณ์  แต่ สหรัฐ-อังกฤษ กลับตัดต่อพันธุกรรมประชาธิปไตยโดยมองเฉพาะเปลือกคลุมรัฐบาลน้องสาวทักษิณเป็นตัวสรุป ไม่ว่าหมู หมา กา ไก่ เมื่อใช้พิธีกรรมเลือกตั้งชุบตัว ถือเป็นประชาธิปไตยหมด  โดยแสร้งไม่รู้-ไม่เห็นเนื้อหาเป็นจริงว่า พิธีกรรมเลือกตั้งชุบตัว ที่อำนวยให้คนเลวเข้าไปมีอำนาจทุจริต คอร์รัปชัน โกงบ้าน-กินเมืองนั้น มันยัดห่าธิปไตย
ไม่ใช่ประชาธิปไตย ของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ตามเนื้อหาปรัชญาประชาธิปไตยแท้จริง!

โดยสันดานแห่งประเทศจักรวรรดินิยมทุน ชอบคบหารัฐบาลประชาธิปไตยโจร เพราะพวกนี้ไม่มีอุดมการณ์ชาติ ขี่ง่าย เป็นรัฐบาลประชาธิปไตยเด็กดีสำหรับเขา ตกลงผลประโยชน์กันง่าย

อย่างที่ทักษิณเอาประเทศไทยไปชำแหละแลก แล้วให้รัฐบาลนังมารร้ายแหกขา เปิดท่า-เปิดประเทศ ให้พวกมันเข้ามาทั้งลับ-ทั้งแจ้ง ซึ่งหมิ่นเหม่ต่ออธิปไตยชาติอยู่ขณะนี้!

นี่...อย่างนี้ ศรส.จะโดยเฉลิม โดยปึ้ง โดยอดุลย์ โดยธาริต หรือใครก็ช่าง รู้ทุกข์ เห็นโทษ จากภัยนอกชาติที่กรายถึงหัวบ้างมั้ย
และทำอะไรเป็นทางสกัดกั้น-ป้องกันบ้าง?

ทุกวันนี้ คนระดับอำนาจประเทศ มากต่อมาก นอกจากไม่รู้สึกเจ็บแค้น-แสนอายที่ชาติอื่นแทรกแซงเข้ามาแสดง "อำนาจเหนือ" บ้านเราเท่านั้น ยังพอใจเปิดประตูบ้าน-ประตูเมือง กวักมือเชื้อเชิญ "อำนาจนอกชาติ" ให้เข้ามาเป็นพวก แบบให้เขาเข้ามามี "อำนาจเหนือประเทศ" ตัดสินเรื่องราวภายในของพวกเรากันเอง  ลืมเรื่อง ตาอิน-ตานา และตาอยู่ กันแล้วหรือ?
สถานทูต และยูเอ็นน่ะ ยกให้มันเป็นพ่อพวกมึงใน ศรส.น่ะได้....!
แต่ที่จะดึงให้มามีอำนาจ-อิทธิพลเหนือกลไกบริหารและปกครองประเทศของเราน่ะ....อย่าทะลึ่ง!
ขอถามหน่อย...มันเรื่องอะไรที่ ศรส.จะต้องนำเรื่องราวในบ้าน-ในเมืองขณะนี้ไปรายงานให้เขาทราบ ขนาดว่า "ทุกมิติที่มีการดำเนินคดี"!?

การไปดึง "นอกชาติ" มาเป็นพวก เพื่อต่อยตีกับคน "ในชาติ" กันเองอย่างนี้ เข้าข่าย "ขายชาติ" รู้มั้ย มันช่างบัดซบนัก
ยุโรป-สหรัฐ นอกจากบุญแห่งอำนาจเก่าที่มันเกาะกินมาจนหมดแล้วขณะนี้ มันมีลักษณะสังคมชาติอะไรดีกว่าของเราไม่ทราบ ถึงได้เอาหัวล้านไปเช็ดเกือกเขา?

ไอ้พวกไพร่เพื่อไทยนี่...กระทั่งสำนึกมันก็ยังไพร่!
เราแค่เห็นต่างกันภายใน กลับไม่ใช้จิตสำนึกแห่งชั่ว-ดี สำนึก กลับแร่ๆ ไปยกอำนาจบ้านเมืองให้เขา ทำนองชักน้ำเข้าลึก-ชักศึกเข้าบ้าน ด้วยการไปรายงาน "ทุกมิติคดี" มันเท่ากับเปิดช่องให้ต่างชาติเข้ามา "มีอำนาจเหนือ" ในกิจการภายใน ทำอย่างนั้น มันไม่ต่างอะไรกับยกบ้าน-ยกเมืองให้เขาครอง! เพราะอย่างนี้ สหรัฐพ่อมึง ถึงย่ามใจ ทำเป็นคำรามข้ามโลกเข้ามาจุ้นจ้านเรื่องราวของไทยแทบทุกวัน นี่...วานซืน ทำเป็นฮึ่ม...อย่ารัฐประหารนะ

เสือกให้มันน้อยๆ หน่อยได้มั้ย บอกผ่านสถานทูตสหรัฐไปถึงนางโฆษกทำเนียบขาวนั่นด้วย!
และนี่ จะเจ้าธาริต เจ้าเหลิม เจ้าปึ้ง เจ้าไหนก็แล้วแต่ ไอ้นักรบเขมรที่ขนมาฆ่าคนไทยน่ะ
ทำไมไม่ตามจับ แล้วเนรเทศมันออกไป....หือ?

แต่กับ "นายสาธิต เซกัล" เขาอยู่ในเมืองไทยตั้งแต่อ้อนแต่ออก เรียกว่าเป็นคนไทย "ทางจิตวิญญาณ" มากกว่าคนไทยอย่างพวกมึงด้วยซ้ำ ไม่เคยประพฤติเสื่อมเสีย ไม่เคยทำอะไรให้ประเทศไทยเสียหาย   ตรงกันข้าม เขาเป็น "นายกสมาคมธุรกิจอินเดีย-ไทย" ซึ่งไม่ต้องอธิบายว่าสำคัญและเป็นคุณกับประเทศทั้งสองขนาดไหน   และที่สำคัญ นายสาธิต เซกัล มีความเคารพ เทิดทูน "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ทั้งกาย วาจา และใจ อันประจักษ์ชัดแล้ว   แค่ไม่สวมเสื้อแดง ไม่ยอมเป็นขี้ข้าทักษิณ ไปขึ้นเวทีกปปส.ขับไล่นังมารร้ายกับกำนันสุเทพเท่านั้นแหละ  นังยิ่งลักษณ์ ให้ ศรส....สั่งเนรเทศ?

นี่แหละถึงว่า อำนาจเมื่ออยู่ในมือโจร ทั้งบ้านเมือง และสุจริตชน พากันเดือดร้อน
สมมุติว่า นายสาธิตต้องถูกเนรเทศพ้นประเทศไทยไปจริงๆ ด้วยสถานภาพของเขา เฉพาะตัวคนไม่เดือดร้อนอันใด
แต่ความเป็น "ไทย-อินเดีย" บนสถานภาพ "นายกสมาคมฯ" และความเป็นคนไทยโดยจิตวิญญาณที่สร้างคุณให้กับสังคมชาติทั้งสองมายาวนานนี่ซี หมอง และแตกร้าว เพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ด้วยโมหะแห่งโจรหน้ามืด!  หมองกับอินเดียพลเมืองนับพันล้านก็ว่าหนักหนา
แต่ว่าปัญหาข้าวที่นางบานฉ่ำทำไว้มากมายจนประเทศเสียหายยับเยินยากแก้ไขให้กลับคืนได้ในระยะเวลาอันสั้นนี่ซี....
นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รมว.พาณิชย์ ไข่ทองแดงเม็ดขวาทักษิณ และนางยิ่งลักษณ์ ช่วยกันหลอกลวงโลกว่าขายข้าว G to G กับจีน ๑.๒ ล้านตัน   จีนเคยปฏิเสธแล้วด้วยซ้ำว่า...ไม่เคยซื้อข้าว G to G กับไทย แทนที่ ๒ ตนจะสำนึกผิด ขอโทษ-ขอโพยเขาแต่ต้น กลับตีขลุมแบบทำเฉย  รัฐบาลกลางจีนดูจะไม่พอใจพฤติกรรมไม่ซื่อตรงรัฐบาลยิ่งลักษณ์มาก สุดท้าย เมื่อวาน (๔ ก.พ.) เมื่อแถกต่อไม่ไหว นายนิวัฒน์ธำรงก็สารภาพ  บริษัทจีนอุปโลกน์ ขอยกเลิกสัญญาไปแล้ว!

สรุปคือ ไม่มีข้าว G to G ระหว่างรัฐบาลไทย-จีน ๑.๒ ล้านตัน อย่างที่เคยโกหกตอแหลกันไว้!
ทั้งจีน ทั้งอินเดีย ซึ่งมีประชากรรวมแล้ว "ครึ่งหนึ่ง" ของพลโลก ๖,๐๐๐ ล้าน รัฐบาลโจรสร้างปัญหาให้ประเทศแก้เรียบร้อย
เหลือแต่ "เขมรฮุน เซน" เท่านั้น เป็นทองแผ่นเดียวกับตระกูลทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ เปิดด่านให้ขนข้าวมาขาย "จ่ายสด" เหมือนชาวนาเชียงใหม่ /ชาวนาทั่วไปได้แต่ "ใบประทวน" ไว้ต้มกิน!
http://thaipost.net/news/050214/85584