วันอังคารที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2556

"ตั้ม-โฆษกคปท." ยันสู้ต่อ!! ร่วมพี่น้องปชช.ลั่นบทบาทอาจเปลี่ยนบ้าง หลังได้รับการประกันตัววันนี้ (31 ธ.ค.56)



"ตั้ม-โฆษกคปท." ยันสู้ต่อ!! ร่วมพี่น้องปชช.ลั่นบทบาทอาจเปลี่ยนบ้าง หลังได้รับการประกันตัว
"ตั้ม-โฆษกคปท." ขึ้นเวที คปท. เล่าเหตุการณ์ขณะถูกควบคุมตัว ยืนยันต่อสู้กับพี่น้องประชาชน แต่บทบาทอาจจะเปลี่ยนไปบ้าง หลังได้รับการประกันตัว
วันนี้ (31 ธ.ค.56) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.40 น.กลุ่มเครือข่ายนักศักษาและประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) บริเวณสะพานชมัยมรุเชฐถนนพิษณุโลก ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อเวลาประมาณ 13.00 น. ซึ่งในวันนี้ นายพิชิต ไชยมงคล โฆษก คปท. ถูกปล่อยตัวแล้ว ด้วยการประกันตัวในวงเงินประกัน 1 แสนบาท ภายหลังถูกจับกุมตัวตั้งแต่วันที่ 29 ธ.ค.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ นายพิชิต ได้ขึ้นเวที คปท. เล่าเหตุการณ์ขณะที่ถูกควบคุมตัวอยู่ที่ ตชด.ภ.1 ตลอด 2 วันที่ผ่านมา ว่าได้รับการดูแลจาก เจ้าหน้าที่ ตชด.ภ.1 เป็นอย่างดีเยี่ยม โดยนายพิชิตไม่ได้เกิดความตรึงเครียดแต่อย่างใด และเล่าเหตุการณ์ต่างๆด้วยรอยยิ้ม เพื่อสร้างเสียงหัวเราะให้กับผู้ชุมนุม
นอกจากนั้น นายพิชิต กล่าวยังกล่าวอีกว่า ศาลได้มีคำสั่งว่าขอให้ตนอย่าผิดเงื่อนไขการประกันตัว โดยห้ามยุยง ปลุกปั่น ห้ามสั่งการ ห้ามเป็นการนำ พร้อมยืนยันว่า จะยังร่วมต่อสู้กับพี่น้องประชาชน แต่บทบาทอาจจะเปลี่ยนไปบ้าง ส่วนการปราศรัยยังเหมือนเดิม

ตำรวจในระบอบทักษิณวันอังคาร ที่ 31 ธันวาคม 2556

วันอังคาร ที่ 31 ธันวาคม 2556

       

สองเดือนสุดท้าย ก่อนสิ้นปี 2556 รัฐบาลระบอบทักษิณได้เผยธาตุแท้ของความอำมหิต โหดร้าย เลวทราม ออกมาอย่างหมดเปลือก โดยอาศัยความเป็นรัฐตำรวจ รักษาอำนาจทางการเมืองของตนเอง ก่อให้เกิดความสูญเสียร้ายแรงแก่ประชาชนและประเทศชาติส่วนรวม
เหตุการณ์ความสูญเสียที่เกิดขึ้น ล้วนแต่มีกลิ่นสีกากีคละคลุ้ง อาทิ
เหตุการณ์คืนวันที่ 30 พ.ย.56 ล้อมสังหารนักศึกษาในมหาวิทยาลัยรามคำแหง นายทวีศักดิ์ โพธิ์แก้ว นักศึกษารามคำแหง ถูกยิงเสียชีวิต ตำรวจไม่เข้าระงับเหตุ ไม่เข้าไปช่วยเหลือ อ้างว่าเข้าพื้นที่ไม่ได้ จนในที่สุด ทหารต้องบุกเข้าไปช่วยนักศึกษานับร้อยคนออกมาช่วงสายวันที่ 1 ธันวาคม 56
เหตุการณ์เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 56 หน้าสนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง การใช้กำลังตำรวจปะทะกับผู้ชุมนุม คปท. ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก อาทิ นายวสุ สุฉันทบุตร ผู้ชุมนุม ถูกยิงด้วยอาวุธปืน กระสุนทะลุตับ เสียชีวิต, ด.ต.ณรงค์ ปิติสิทธิ์ ผบ.หมู่ จร. สน.ตลาดพลู ถูกยิงเสียชีวิต มีผู้บาดเจ็บสาหัสอีกจำนวนมาก
พฤติกรรมของตำรวจได้ระดมยิงแก๊สน้ำตาอย่างผิดหลักสากล ยิงตั้งแต่เช้ายันบ่าย โดยยิงวิถีพุ่งตรงเข้าใส่ผู้ชุมนุม ทำให้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก แถมด้วยการยิงกระสุนยางอย่างเมามัน มีคนในชุดตำรวจดาหน้าทุบตีผู้ชุมนุม ทำลายรถยนต์-รถจักรยานยนต์ของผู้ชุมนุมอย่างโหดร้าย โดยเมื่อผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ทหารไปตรวจค้นรถของตำรวจก็พบอาวุธหนักจำนวนมาก มีทั้งปืน เครื่องกระสุนจริง และระเบิดมือ!
เวลาประมาณตีสาม วันที่ 28 ธันวาคม 56 คนร้ายใช้อาวุธสงคราม บุกกราดยิงใส่กลุ่มการ์ด คปท. ด้านหลังเวทีปราศรัย บริเวณเชิงสะพานชมัยมรุเชฐ นายยุทธนา องอาจ เสียชีวิต มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 3 ราย เป็นการก่อเหตุอุกอาจ เล็ดรอดด่านของตำรวจอย่างสะดวกโยธิน
ขณะที่ท่าทีของตำรวจ แสดงตนเป็นปฏิปักษ์อย่างรุนแรงกับประชาชนผู้ชุมนุม กปปส. คปท. และทุกกลุ่มที่ต่อต้านระบอบทักษิณ

1) ก่อนรัฐประหารในปี 2549 การชุมนุมของพันธมิตรฯ ขับไล่ระบอบทักษิณ ตำรวจก็แสดงตนเป็นปฏิปักษ์ชัดเจน โดยบรรดาตำรวจที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ปูนบำเหน็จ แต่งตั้ง ผลักดัน เข้าไปยึดกุมกลไกของรัฐไว้เกือบจะทั้งหมด ต่างแสดงบทบาทค้ำจุนอำนาจของระบอบทักษิณ ตัดตอนการตรวจสอบ รวมถึงเล่นงานฝ่ายต่อต้านระบอบทักษิณ อาทิ กกต.ยุค พลตำรวจเอกวาสนา เพิ่มลาภ (สามหนาห้าห่วง), ป.ป.ช.ยุค พล.ต.อ.วุฑฒิชัย ศรีรัตนวุฑฒิ (ขึ้นเงินเดือนตัวเอง), ป.ป.ง.ที่ตรวจบัญชีสื่อมวลชนและเอ็นจีโอ ฯลฯ
มีการฆาตกรรมในสงครามยาเสพติด กว่า 2,500 ศพ
อุ้มฆ่าในพื้นที่ภาคใต้
อุ้มฆ่าทนายสมชาย นีละไพจิตร
เมื่อมีการทำร้ายผู้ชุมนุมพันธมิตร อาทิ ทำร้ายคนแก่ที่เวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ (เซ็นทรัลเวิร์ล) หรือแม้แต่การยิง M79 เข้าใส่ผู้ชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล ตำรวจก็ไม่สามารถติดตามจับกุมผู้กระทำผิดได้เลย

2) ในการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ตำรวจก็เข้ามาร่วมเป็นองค์กรสุดท้าย ก่อนออกทีวีแถลงการณ์ยึดอำนาจของ คปค. นำโดยพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน

3) ปี 2550 รัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ พยายามกระจายอำนาจ กระจายงานของตำรวจ เริ่มต้นปฏิรูปตำรวจ เพื่อมิให้อำนาจตำรวจกระจุกตัวขึ้นอยู่กับนักการเมือง ปรากฏว่า ตำรวจมีท่าทีต่อต้าน

4) ปี 2551 ปลายสมัยรัฐบาลสมัคร รัฐบาลสมชาย เมื่อประชาชนออกมาขับไล่ระบอบทักษิณ ตำรวจใช้ระเบิดแก๊สน้ำตาสังหารประชาชน 7 ต.ค. 2551 ทำให้ น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือน้องโบว์ เสียชีวิต ประชาชนพิการ บาดเจ็บสาหัสจำนวนมาก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดร้ายแรง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกฯ พลตำรวจเอกพัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. และพล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล จนถึงวันนี้ ยังไม่มีใครได้รับโทษ

5) ปี 2552-53 ตำรวจเกียร์ว่าง ไม่จัดการกับขบวนการเสื้อแดงล้มรัฐบาล โค่นอำมาตย์ ไม่ใช้แก๊สน้ำตา ไม่ใช้ความเด็ดขาดในการรักษากฎหมายและดูแลความสงบในบ้านเมือง กระทั่งมีการล้มการประชุมอาเซียน  ก่อความไม่สงบในบ้านเมือง ก่อเหตุยิงระเบิด M79 เข้าใส่สถานที่ราชการต่างๆ สังหารประชาชนที่ต่อต้านเสื้อแดง
แกนนำเสื้อแดง นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ ถึงกับประกาศว่า “ตำรวจเป็นพวกเรา” ไม่ต้องห่วงแกนนำ หลังจากนั้น แกนนำเสื้อแดงก็ได้รับการดูแลโดยตำรวจเป็นอย่างดี นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง สามารถไต่เชือกตะกายตึกหนีการจับกุมของตำรวจได้ แกนนำหลายคนสามารถหลบหนีไปต่างประเทศได้

6) เมื่อระบอบทักษิณได้กลับมายึดครองอำนาจรัฐอีกครั้ง รัฐตำรวจก็ยิ่งเหิมเกริม ลุแก่อำนาจมากขึ้น
ใช้อำนาจโดยไม่ยำเกรงกฎหมาย ไม่เห็นหัวประชาชน และเห็นประชาชนที่ต่อต้านระบอบทักษิณเป็นศัตรูที่ต้องประหัตประหารอย่างไม่ต้องปราณี ไม่ว่าจะเป็น การจัดการกับการชุมนุมกลุ่มพิทักษ์สยาม (เสธ.อ้าย) การชุมนุมของกองทัพประชาชนฯ อย่างเด็ดขาด โหดร้าย หรือแม้แต่กรณีอุ้มฆ่านายเอกยุทธ อัญชัญบุตร ตำรวจก็ยังทำคดีให้เกิดข้อครหามากมาย
ขณะเดียวกัน ก็มีการปูนบำเหน็จ แต่งตั้งให้ตำรวจในอาณัติของระบอบทักษิณได้ยึดกุมตำแหน่งสำคัญไว้อย่างมากมาย เกือบทุกวงการ อาทิ
พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก คนที่เคยถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีแข่งกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่แพ้โหวตในสภา ก่อนที่ทักษิณและเสื้อแดงจะออกมาป่วนนอกสภา ได้เป็นรองนายกรัฐมนตรี
พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงษ์ ได้เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ เป็นรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เลขาธิการ ปปส.
พล.ต.ต.อรรถกฤษณ์ ธารีฉัตร ผอ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ได้ดิบได้ดีจากระบอบทักษิณต่อเนื่อง เป็นถึงรองปลัดกระทรวงยุติธรรม และเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้
พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันตชัย อธิบดีกรมราชทัณฑ์
พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ
พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการ ป.ป.ง.
ยังไม่ต้องเอ่ยถึงการแต่งตั้งตำรวจของระบอบทักษิณเข้าไปดำรงตำแหน่งบอร์ดในรัฐวิสาหกิจจำนวนมาก เช่น พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว เป็นกรรมการบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารไทยพาณิชย์, พล.ต.ท. คำรณวิทย์  ธูปกระจ่าง เป็นประธานบอร์ดการท่าเรือแห่งประเทศไทย เป็นต้น

7) มาวันนี้ เมื่อระบอบทักษิณพยายามดิ้นรนต่อสู้เพื่อรักษาอำนาจของตนไว้อย่างบ้าคลั่ง จึงปรากฏว่า รัฐตำรวจได้แสดงออกถึงการรับใช้ ปกป้องอำนาจให้แก่ระบอบทักษิณอย่างอุกอาจ โหดเหี้ยม
พยายามปลุกปั่นให้ตำรวจทั้งหลายเกิดความเกลียดแค้นชิงชังประชาชนฝ่ายที่ต่อต้านระบอบทักษิณ
บิดเบือนว่า กปปส.จะทำลายองค์กรตำรวจ จะเอาตำรวจไปขึ้นกับ อบต. ซึ่งเป็นความเท็จ เพราะ กปปส.ประกาศจะปฏิรูปตำรวจ เพื่อให้ตำรวจชั้นผู้น้อยได้ก้าวหน้า มีเงินเดือนสวัสดิการเพียงพอ มีเกียรติยศดียิ่งขึ้น ไม่ต้องวิ่งเต้นเส้นสาย หาเงินส่งให้นาย กระจายอำนาจตำรวจ ไปขึ้นกับผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้ง
ปลุกปั่นใส่ร้ายว่าผู้ชุมนุมฆ่าตำรวจ ตำรวจจะต้องไม่ตายฟรี โดยยกเอากรณีเสียชีวิตของ ด.ต.ณรงค์ ปิติสิทธิ์ ในเหตุการณ์วันที่ 26 ธันวาคม 2556 สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง ขึ้นมาปลุกปั่น ทั้งๆ ที่ พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี ที่ปรึกษา สบ 10 เปิดเผยว่า ด.ต.ณรงค์ถูกยิงด้วยกระสุนปืนขนาด .32 วิถีกระสุนยิงแนวกดลงทำมุม 15 องศา เข้าบริเวณหัวไหล่ด้านขวา ถูกเส้นเลือดใหญ่ เศษกระสุนไปฝังที่ผนังหัวใจ โดยข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในเหตุการณ์วันดังกล่าว มีหลักฐานภาพถ่ายและวีดีโอคลิปยืนยันว่า คนในชุดตำรวจจำนวนหนึ่งได้ขึ้นไปปฏิบัติการบนดาดฟ้าของตึกในกระทรวงแรงงาน ซึ่งเป็นพื้นที่ควบคุมของตำรวจนั่นเอง
แต่บรรดานายตำรวจของระบอบทักษิณก็จงใจมองข้ามข้อเท็จจริง แต่ใช้การตายของตำรวจมาปลุกปั่นให้ตำรวจเกิดความเคียดแค้น เกลียดชังผู้ชุมนุมต่อต้านระบอบทักษิณ กระทั่งเกิดเหตุการณ์บุกยิงสังหารการ์ด คปท. ตอนตี 3 เช้ามืดของวันที่ 28 ธันวาคม 2556
ทั้งหมดนี้ คือ อาการของรัฐตำรวจในระบอบทักษิณ
ตำรวจของระบอบทักษิณกำลังดิ้นรน เอากำลังของสถาบันตำรวจไปใช้โดยบิดเบือน รับใช้ระบอบทักษิณ เอาใจนักการเมืองที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ ประกาศไม่รับอำนาศาลรัฐธรรมนูญ ประหัตประหารประชาชน เป็นศัตรูกับประชาชน เพื่อต่ออายุอำนาจของระบอบทักษิณซึ่งตนเองมีผลประโยชน์ส่วนตัวร่วมด้วยต่อไป!

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต


ขอบคุณ  :  http://www.naewna.com

กปปส.จัดงานปีใหม่ ธีมงานวัด บนถ.ราชดำเนินคึกคัก ฮิตปาเป้าหน้า′ปู-แม้ว-ธาริต-บิ๊กแจ๊ด′ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2556 เวลา 19:14:52 น.

กปปส.จัดงานปีใหม่ ธีมงานวัด บนถ.ราชดำเนินคึกคัก ฮิตปาเป้าหน้า′ปู-แม้ว-ธาริต-บิ๊กแจ๊ด′

วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2556 เวลา 19:14:52 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม    ถึงบรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มกปปส.  ที่บริเวณถนนราชดำเนินว่า บรรยากาศเริ่มคึกคัก โดยผู้ชุมนุม ได้เที่ยวชมการจัดกิจกรรมปีใหม่ ซึ่งมีการแบ่งเป็น 2 เวที คือเวทีปราศรัยใหญ่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และเวทีแยกคอกวัว ซึ่งเป็นเวทีย่อยที่ใช้จัดกิจกรรมการแสดงรื่นเริงและเกมต่างๆ เป็นธีมแบบงานวัด

สำหรับกิจกรรมที่ผู้ชุมนุมให้ความสนใจคือการปาเป้ารูปใบหน้าบุคคลของรัฐบาล อาทิ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม รวมถึงรูปของ  พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี   นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ  (ดีเอสไอ)   นายพานทองแท้ ชินวัตร ,นายจตุพร พรหมพันธุ์ เป็นต้น     นอกจากนี้  ยังมีการจัดเครื่องเล่นทั้งม้าหมุน ชิงช้าสวรรค์ สวนสนุกเด็กเล่นเป่าลม และฉายภาพยนตร์กลางแปลงด้วย ทุกอย่างเล่นฟรี จนกระทั่งไปถึงงานเคาท์ดาวน์ 





'ทนายแม้ว'เย้ย!'เทือก'ปิดกรุงไม่สำเร็จ เมื่อ 31 ธ.ค.56



'ทนายแม้ว'เย้ย!'เทือก'ปิดกรุงไม่สำเร็จ
 

'นพดล'โพสต์เฟซบุ๊ก ยก 5 ข้อเหตุใดที่ 'ยิ่งลักษณ์' ไร้อำนาจในการเลื่อน'เลือกตั้ง' เย้ย'สุเทพ' ประกาศปิดกรุงเทพไม่สำเร็จ

 31 ธ.ค.56 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายนพดล ปัทมะ ทนายความพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว "Noppadon Pattama" โดยระบุว่า 
 
 คำแถลงนายนพดล ปัทมะ กรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย 5 เหตุผลที่การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. ต้องเดินหน้า
 
  นายนพดล ปัทมะ กรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยกล่าวว่ามีการโจมตีใส่ร้ายนายกฯยิ่งลักษณ์และรัฐบาลว่าอำมหิตที่ไม่เลื่อนวันเลือกตั้ง 

ตนขอชี้แจง 5 เหตุผลที่การเลือกตั้ง 2 ก.พ. ต้องเดินหน้าดังนี้
 
  1. ไม่มีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายใดๆให้อำนาจนายกฯหรือรัฐบาลให้เลื่อนวันเลือกตั้งได้เลย ไม่ใช่เป็นเพราะหวงอำนาจหรืออำมหิตตามที่ถูกใส่ร้าย
 
 2. รัฐธรรมนูญกำหนดให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นไม่เกิน 60 วันนับแต่วันยุบสภา เพื่อให้รัฐบาลใหม่มารับช่วงจากรัฐบาลรักษาการให้เร็วที่สุด
 
  3. การเลือกตั้งคือทางออกจากความขัดแย้งที่ดีที่สุดและใช้ได้ดีในทุกประเทศ เพราะเป็นการยุติข้อขัดแย้งด้วยบัลลอตคือบัตรเลือกตั้ง ดีกว่าบุลเลตที่แปลว่ากระสุน 
 
 4. ไม่มีใคร ไม่ว่า กปปส.หรือนายสุเทพ มีความชอบธรรมหรือมีสิทธิเหนือกว่าคนไทย 48 ล้านคนที่จะใช้สิทธิของเขาในวันเลือกตั้ง การปิดกั้นเท่ากับเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน
 
5. มิตรประเทศกว่า 53 ประเทศสนับสนุนการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. ดังนั้นถ้าไม่มีการเลือกตั้งจะทำให้ภาพลักษณ์และสถานะของไทยเสียหาย ต่างชาติขาดความเชื่อมั่น ทำให้ไม่มาลงทุนในประเทศไทย มีผลเสียตามมามากมาย
 
ส่วนการประกาศปิดกรุงเทพฯของนายสุเทพนั้น เท่าที่พูดคุยกับประชาชนเขาบอกว่าทำไมต้องซ้ำเติมการทำมาหากินของประชาชนอีก นักการเมืองจะทะเลาะกันก็ว่าไป อย่าทำให้ประชาชนเดือดร้อน และตนเชื่อว่านายสุเทพจะทำไม่สำเร็จ

 แต่ต้องยอมรับว่าพฤติกรรมยกตนข่มท่านของนายสุเทพทำให้พรรคเพื่อไทยหาเสียงง่ายขึ้นในหลายภาคทั่วประเทศที่ไม่พอใจการประท้วงของนายสุเทพและอยากออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งเร็วๆ
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

"เทือก" หาเรื่องบรรหาร ซัดล้าหลัง ขู่ข้าราชการ-นักธุรกิจให้เข้าร่วมหลังปีใหม่ จะได้จบอย่างสงบ เมื่อ 31 ธ.ค.56



"เทือก" หาเรื่องบรรหาร ซัดล้าหลัง ขู่ข้าราชการ-นักธุรกิจให้เข้าร่วมหลังปีใหม่ จะได้จบอย่างสงบ
 

"เทือก" หาเรื่องบรรหาร ซัดล้าหลัง ขู่ข้าราชการ-นักธุรกิจให้เข้าร่วมหลังปีใหม่ จะได้จบอย่างสงบ

เวลา 20.00 น. วันที่ 30 ธ.ค. ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" รายงานว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า มีความพยายามต่อรองให้เลิกการชุนนุม โดยบอกว่าจะเอาอะไรก็บอก แต่ตนได้เรียนกลับไปตรงๆว่า ท่านมองไม่ทะลุจิตใจของมวลมหาประชาชน

 คิดว่าเหมืนการชุมนุมอื่นๆ ที่มีอะไรก็ไปมองผู้นำ แต่การชุมนุมคราวนี้ไม่ได้เป็นเช่นนั้น มาคุยกับตนไม่ได้ ต้องไปคุยกับคนเป็นล้าน เรื่องถึงจะจบ ที่พูดเช่นนี้ไม่ใ ช้เพราะตนก้าวร้าว

 แต่ประชาชนต้องการระบอบทักษิณ ถ้าข้อเสนอต่ำกว่านี้ไม่รับเงื่อนไข เพราะ ประชาชนเป็นคนกำกับให้ตนเป็นคนแสดงออกพูดจาแทนประชาชนหลายๆล้านคนทั่วประเทศไทย เพราะขณะนี้ประชาชนก้าวหน้าไปมาก ก้าวหน้ากว่านักการเมืองและข้าราชการไดโนเสาร์หลายคน

นายสุเทพ กล่าวต่อว่า การที่นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ได้พูดกับสื่อว่า ตนจะปิดกทม.ทำไมนั้น ตนไม่มีโอกาสโทรศัพท์ไปชี้แจง แต่ตนต้องขอเรียนว่า คำถามที่ตั้งเป็นตัวอย่างที่ดี แสดงว่านักการเมืองตั้งแต่รุ่นนายบรรหารทั้งหลายไม่เข้าใจมวลมหาประชาชนชาวไทย 

เพราะประชาชนคิดล้ำหน้าหว่า นายบรรหารมาก ตนตอบแทนได้เลยว่า ที่มวลมหาประชาชนสั่งให้ตนซัดดาวน์ กทม.เพราะไม่ต้องการเห็นการเมืองเป็นแบบนี้อีกแล้ว ต้องให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ประชาชนไม่อดทนอีกต่อไปแล้วที่จะเห็นการเลือกตั้งที่มีการทุจริต เพราะวิธีการเลือกตั้งแบบนี้ไม่ทำให้ได้ดีเข้ามาทำงานในสภาฯแทนประชาชน และประชาชนยังเห็นชัดแล้วว่า การทุจริตคอร์รั่ปชั่นนั้นทำให้ชาติย่อยยับ โดยที่นักการเมืองไม่เคยละอายต่อบาป

นายสุเทพ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ก็มีความพยายามทำให้ตนเป็นพ่อค้ายา เพราะบังเอิญไปตำหนิตอนพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นนายกฯ ฆ่าคนเพราะนโยบายยาเสพติด ตนไม่โกรธเพราะชีวิตมีคนเข้าใจผิดมามากแล้ว  ผมเรียนให้พี่น้องสบายใจว่าในบรรดาครัวต่างๆเป็นเงินที่บริสุทธิ์ ขอให้สบายใจได้ เพราะเป็นเงิน เป็นเงินบริสุทธิ์และไม่ได้โกงใครมา ซึ่งการที่ตำรวจนัดชุมนุมในวันนี้(30ธ.ค.) ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ตั้งเวทีปราศรัย ซึ่งบนเวทีปราศรัย โดยที่ตำรวจเขาคิดเอาเองว่า กปปส.ไม่ยุติธรรมไปด่าตำรวจให้คนเกลียดตำรวจ 

ซึ่งตนต้องขอเรียนไปยังตำรวจทั้งประเทศว่า ไม่มีความโกดแค้นอาฆาตตำรวจในภาพรวม แต่ไม่พอใจตำรวจเลวๆบางคนเท่านั้น คือ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น ทั้งนี้ เรายังยืนยันว่าตำรวจส่วนใหญ่เป็นตำรวจที่ดี ทั้งนี้ ที่ต้องพูดถึง 3 คนนี้ เพราะเป็นตำรวจที่รับคำสั่งจากรัฐบาล และทำการเป็นปฏิปักษ์กับประชาชน

“หลังเหตุการณ์ปี 53 มีการตั้งข้อหาผม กับคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะว่า ฆ่าคนตายโดยเจตนา ซึ่งก็ได้มอบตัวกับ นายธาริต เพ่งดิษฐ์ อดีบดีดีเอสไอ โดยพิมพ์ลายนิ้มมือเป็นผู้ตั้งหาเรียบร้อย และส่งไปให้อัยการ และนำไปฟ้องศาล นายอภิสิทธิ์ ศาลฟ้องไปแล้ว แต่ผมยังไม่ไปยุ่งอยู่ แต่ยืนยันว่าไม่หนีไปไหน การปฏิบัติหน้าที่ของทั้ง 3 คนทำให้เกิดคนตายแล้ว 

โดยเสียชีวิตเพราะถูกยิงจากที่สูงของชายชุดดำ และเมื่อเกิดเหตุนี้ ก็จะรอดูว่านายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ จะตั้งข้อหาฆ่าคนตายโดยเล็งเห็นผลต่อน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายสุรพงษ์ โตวิจักขณ์ชัย ที่ดูแลศอ.รส. หรือไม่ หากไม่ตั้งข้อหาก็จะเป็นการสองมาตรฐาน และจะดำเนินคดีกับนายธาริตอีก 1 คดี” นายสุเทพ กล่าว

นายสุเทพ กล่าวต่อว่า สิ่งที่เราจะต้องปฏิบัติการหลังปีใหม่ คือต้องรวมประชาชน เพื่อทำให้โลกได้เห็นชัดเจนว่ารัฐบาลนี้ไม่สามารถบริหารประเทศนี้ต่อไป มีทางเดียวเท่านั้น คือ ยึดกทม. กทม.เป็นต้องอัมพาตชั่วคราว ศูนย์กลางอำนาจปกครองประเทศไม่ได้ ยึดถนนทุกสายให้เป็นถนนคนเดิน แล้วเราก็จะตั้งเวทีตามสี่แยกทั่วประเทศ องค์กรของประชาชนใดชอบใจที่จะปฏิบัติที่แยกไหน แจ้งมาที่เรา ต้องการคนปราศรัย การแสดงอะไร 

บอกมาได้ ไม่ว่าจะเป็น โนรา โขนหรือแม้แต่สิงโตก็เชิดกันให้เต็มที่ เรากำลังบริหารจัดการเตรียมการกันอยู่ ให้จราจรมันเป็นอัมพาต เพราะเราไม่ต้องการให้รถยนต์ของตำรวจไปปฏิบัติการได้ 

คนขับรถแท็กซี่ ตนได้ประกาศล่วนหน้าแล้วก็ขอให้ไปขับแถวชานเมือง หรือถ้าใครรู้จักคนขับก็เหมารถแท็กซี่มาขวางถนนได้เลยร่วมด้วยช่วยกัน ระบบเศรษฐกิจไม่เสียหายแน่นอน ขอให้นักธุรกิจร่วมมือกับประชาชนเพื่ออนาคตที่ดีของท่านเองด้วย และข้าราชการก็มาอยู่ข้างพี่น้องประชาชนได้แล้ว เรื่องมันจะได้จบอย่างสงบเรียบร้อย 
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

สมเด็จพระบรมฯพระราชทานส.ค.ส.ปีใหม่เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ.2556



สมเด็จพระบรมฯพระราชทานส.ค.ส.ปีใหม่
 

สมเด็จพระบรมฯพระราชทานส.ค.ส.ปีใหม่

              เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ.2556 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระราชทาน ส.ค.ส.ปีใหม่ เป็นพระฉายาลักษณ์ของพระองค์ พร้อมด้วยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ 

และข้อความภาษาอังกฤษว่า 

SEASON'S GREETINGS AND BEST WISHES FOR A VERY HAPPY NEW YEAR 

พร้อมทรงลงพระนามาภิไธย 
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เครื่องบินตกไร่ข้าวโพด หลังอุทยานฯ ภูเรือ ผู้โดยสาร-กัปตัน 4 คนรอดปาฏิหาริย์ เมื่อ 31 ธ.ค.56



เครื่องบินตกไร่ข้าวโพด หลังอุทยานฯ ภูเรือ ผู้โดยสาร-กัปตัน 4 คนรอดปาฏิหาริย์
 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2556  เวลา 16.00 น.  

เกิดเหตุเครื่องบินเล็ก ขนาด 4 ที่นั่ง ยี่ห้อ Cirus รุ่น sr 20 เลขทะเบียน HS -ksj ตกที่บริเวณริมไร่ข้าวโพด หลังอุทยานแห่งชาติภูเรือ บ.ไฮตาก ต.ลาดค่าง อ.ภูเรือ จ.เลย  

สภาพเครื่องพังยับเยิน ภายหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่จากศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 14 อุดรธานีได้เดินทางไปยังจุดเกิดเหตุ ให้การช่วยเหลือผู้โดยสารและกัปตัน  ซึ่งมีจำนวนรวม 4 คน ประกอบด้วย กัปตัน 1 คน และผู้โดยสารอีก 3 คน  

ทั้งหมดได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น และชาวบ้านที่ทำไร่อยู่บริเวณนั้นได้นำตัวส่งโรงพยาบาลภูเรือ อาการปลอดภัยและได้กลับบ้านแล้ว ส่วนกัปตันเครื่องบินลำนี้ คือนายวีรชัย สาระมโน ยังอยู่ในที่เกิดเหตุ

นายวีรชัย กล่าวว่า ได้นำเครื่องบินขึ้นจากท่าอากาศยาน จ.เลยพร้อมผู้โดยสารอีก 3 คน เพื่อบินสำรวจภูมิประเทศแถบอำเภอภูเรือ จนกระทั่งมาถึงที่เกิดเหตุเครื่องเกิดอาการระบบจ่ายน้ำมันขัดข้อง 

ทำให้เครื่องดับ ตนจึงพยายามบังคับเครื่องให้ลงนำไร่ข้าวโพด กระแทกพื้นจนได้รับความเสียหายดังกล่าว ส่วนซากเครื่องบินจะต้องรอบริษัทประกันเข้ามาตรวจสอบเสียก่อน 

จึงจะเก็บกู้ได้ คาดว่าจะดำเนินการได้ในวันที่ 31 ธันวาคมนี้
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์มติชน