วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ปู 5 ไม่ให้ราคา “เหลิม” ระวังขาดฉันแล้วจะรู้สึก!? โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 2 กรกฎาคม 2556 05:32 น.


ปู 5 ไม่ให้ราคา “เหลิม” ระวังขาดฉันแล้วจะรู้สึก!?
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์2 กรกฎาคม 2556 05:32 น.
ผ่าประเด็นร้อน 
       
       ประกาศแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ชุด “ปู 5” กันอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว รายชื่อส่วนใหญ่ไม่ได้ผิดไปจากโผรายชื่อที่คาดการณ์เอาไว้ตามสื่อต่างๆ กันมากนัก อาจจะแปลกใจนิดหน่อยตรงที่โยก นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล เป็นรองนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้มาทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรีในวาระที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องมีภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ นอกเหนือจาก “เปลี่ยนหน้า” เข้ามารับไม้ต่อเดินหน้านโยบายรับจำนำข้าวแทน บุญทรง เตริยาภิรมย์ ที่ทำผลงานห่วยแตกไปก่อนหน้านี้
       
       ที่น่าจับตาก็คือ หากนิวัฒน์ธำรงได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองนายกฯ อันดับ 1 จริงๆ นั่นเท่ากับว่าเป็นการเข้ามาสวมแทนตำแหน่งเดิมของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ความหมายก็คือ “ไม่ไว้ใจ” คนเดิมอีกต่อไปแล้ว อย่างไรก็ดีเมื่อพิจารณาจากแบ็กกราวด์แล้วก็ต้องยอมรับว่า คนอย่างนิวัฒน์ธำรงถือว่า “เป็นข้าเก่าเต่าเลี้ยง” มากับครอบครัวของ ทักษิณ ชินวัตร มานมนานแล้ว ไว้ใจได้ และหากพิจารณาจากสถานการณ์ทางการเมืองที่แหลมคมนับจากนี้ไปต้องเค้นเอาเฉพาะประเภทดังกล่าวเท่านั้น พวกที่เคยมีประวัติเป็น “นักแบล็กเมล์” มาก่อนต้องหาทางลดบทบาทลงไป หรือหากเป็นไปได้ก็ใช้วิธีการบีบคั้นทางด้านจิตใจจนปั่นป่วนฟูมฟายจนสติแตกเสียคนไปเองก็เป็นไปได้เหมือนกัน
       
       แน่นอนว่าตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาจนกระทั่งมีประกาศแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ “ยิ่งลักษณ์ 5” อย่างเป็นทางการไปแล้ว แทบทุกสายตาก็ยังจับจ้องไป รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนใหม่ที่ชื่อ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เพราะถือว่ายังเป็น “ตัวละคร” ที่น่าติดตาม โดยเฉพาะคราวนี้ถือว่าเป็นการ “ลดบทบาท” ชนิดที่เรียกว่า “ไม่ให้ราคา” หลงเหลืออยู่เลย เพราะจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีอันดับ 1 ที่ต้องทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรีในช่วงที่นายกฯ ตัวจริงต้องปฏิบัติภารกิจในต่างประเทศ อีกทั้งยังเคยเป็นรองนายกฯ ที่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้เป็นประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) นั่งหัวโต๊ะในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจระดับนายพลทุกระดับ ยกเว้นเพียงแค่การแต่งตั้งระดับผู้บัญชาการตำวจแห่งชาติเพียงตำแหน่งเดียวเท่านั้น และการได้คุมสำนักงานตำรวจแห่งชาติดังกล่าวนี่แหละ ในวงการก็ย่อมเข้าใจดีว่านี่แหละคือยอดปรารถนาของ เฉลิม อยู่บำรุง นอกเหนือจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
       
       แต่การโยกไปนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นอกจากเห็นกันได้ชัดเจนว่านอกจากเป็นการ “ลดเกรด” แล้วอีกด้านหนึ่งมันก็ไม่ต่างจากการ “เหยียดหยาม” แต่ก็ยังถือว่ามีเยื่อใยอยู่บ้างที่ไม่หลุดพ้นออกไปจากรัฐบาลเหมือนกับหลายคนในคราวเดียวกัน อาจเป็นเพราะยังปรานีกับคนที่ปวารณาตัวเป็น “ขี้ข้า” พร้อมรับใช้นายใหญ่และคนในครอบครัว ทั้งที่หากมองกันตามความเป็นจริงแล้วบทบาทของเฉลิม อยู่บำรุง นั้นเป็นลักษณะ “สายล่อฟ้า” คอยตัดแต้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์อยู่ตลอดเวลา แม้ว่าที่ผ่านมาจะทำตัวเป็นองครักษ์พิทักษ์นายกฯในสภาทุกเรื่องก็ตาม แต่บางทีการพูดมากพูดทุกเรื่องมันก็ไม่ใช่เกิดผลดีเสมอไป เพราะการให้สัมภาษณ์ของเขามัก “เรียกแขก” รวมไปถึงบทบาทในการเป็นหัวหอกในการเสนอร่างพระราชบัญญัติปรองดองฯ ก็ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวคัดค้านตามมา แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับคำพูดของ ทักษิณ ชินวัตร ที่เคยบ่นออกมาดังๆ ว่า “มีบางคนไม่อยากให้กลับบ้าน เพราะกลัวว่าตัวเองหมดความสำคัญ” แม้จะไม่ได้เอ่ยชื่อใครโดยตรง แต่ทุกสายตาก็ย่อมจับจ้องไปที่ “เฉลิม” อยู่แล้ว เพราะมีคนมองว่าสอดแทรกเข้ามาหาประโยชน์แบบไม่ต้องลงทุนในช่วงที่แถวหนึ่งแถวสองถูกเว้นวรรคการเมือง
       
       เมื่อถึงเวลาที่คนพวกนี้หวนกลับคืนมารับตำแหน่งทางการเมืองได้แล้ว และทยอยเข้ามานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีตั้งแต่ปรับคณะรัฐมนตรีคราวนี้แล้ว และยิ่งเห็นได้ชัดในครั้งนี้ที่เริ่มตบเท้าเข้ามากันพรึบ จนอาจเป็นเหตผลหนึ่งก็ได้ว่า “หมดเวลาของเหลิม”แล้ว
       
       อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาถึงแบ็กกราวนด์ของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นั้นรับรองว่าไม่ธรรมดา และคราวนี้ก็เช่นเดียวกัน นอกจากด่ากราดกล่าวหาว่า พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) รวมทั้งเอ่ยชื่อ นพดล ปัทมะ ว่าเป็นคนใส่ไฟจนเป็นต้นเหตุทำให้ต้องพ้นจากตำแหน่งรองนายกฯ ไม่ได้คุมตำรวจ ต้องไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานดังกล่าว แต่หากพิจารณาให้ดีเป้าหมายลึกๆ แล้วน่าจะเป็นการ “กระทบชิ่ง” ไปถึงทักษิณ กับยิ่งลักษณ์มากกว่า ทำนองว่า “หูเบา” เชื่อคำยุยง และคำพูดที่ออกมาในเชิงข่มขู่ตามมาที่ว่า “ในวงการนอกจากสมัคร สุนทรเวช แล้วก็ยังมี เฉลิม อีกคนที่ไม่มีใครอยากเป็นศัตรูด้วย”มีความหมายที่ต่องการสื่อไปไกลถึงต่างแดน ให้หนาวกันบ้าง เพราะต้องรู้ว่าในทางการเมืองคนที่ได้ชื่อว่าเป็น “นักแบล็กเมล์” ตัวฉกาจที่สุดย่อมหมายถึงใคร
       
       ขณะเดียวกันยังมีคำพูดลอยลมในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันทำนองว่า “ขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก” นั้นหมายถึงอะไร หรือมองว่านับจากนี้สถานการณ์การเมืองกำลังแหลมคมมากขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลกำลังเจอมรสุมรุมเร้า ฝ่ายต่อต้านผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด การขาดองครักษ์แบบเขาแล้วจะรู้สึกหรือเปล่า หรืออีกมุมหนึ่งเป็นการข่มขู่ก็ได้ว่า ให้ระวังตัวให้ดี เพราะต้องไม่ลืมว่าคนอย่างเฉลิมนั้นกำความลับของรัฐบาลเอาไว้มากทั้งตัวนายกฯ ยิ่งลักษณ์ และทักษิณ ถ้าเกิดบ้าเลือดแฉขึ้นมาจะเกิดอะไรขึ้นลองหลับตานึกภาพเอาก็แล้วกัน 
       
       ดังนั้นเมื่อประเมินสถานการณ์ทั้งสองด้านแล้ว ทั้งฝ่ายรัฐบาลและตัวเฉลิม อยู่บำรุง ใครกันแน่ที่จะรู้สึก จะมีชะตากรรมทรามอย่างไรกันแน่... อีกไม่นานนับจากนี้ก็น่าจะเห็นกันแล้ว!!

ล้างไพ่ ครม.ปู ขยายรอยร้าว!! โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 2 กรกฎาคม 2556 05:31 น.

ล้างไพ่ ครม.ปู ขยายรอยร้าว!!
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์2 กรกฎาคม 2556 05:31 น.

สะเก็ดไฟ
       
       จัดกระบวนทัพ ปรับ ครม.กันขนานใหญ่ หลังทนพิษบาดแผลไม่ไหวกับอภิมหาโปรเจกต์ฟอร์มยักษ์ยี่ห้อนายห้างตราดูไบ อย่างโครงการรับจำนำข้าวที่ขาดทุนยับเยิน แต่ชาวนาได้ประโยชน์กันไม่กี่บาท ส่วนใหญ่ไหลไปกับเข้ากระเป๋าบรรดาโรงสี และคนในเครือข่ายกันจนอิ่มแปล้
       
       วันนี้พิสูจน์แล้วบรรดานอมินีมือไม้ที่ทีมงานเจ๊ ทีมงานเฮีย ส่งมาก็เป็นประเภทมือสวะ มูมมามตะกละตะกลามจนเอิกเกริก สุดท้ายหลักฐานฉาวโฉ่ทิ้งไว้เรี่ยราดส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งออกมาจนชาวบ้านชาวช่องเห็นกันล่อนจ้อน
       
       แต่เมื่อในเป็นอภิมหาโปรเจกต์ที่เป็นของขึ้นห้าง การจะขยำทิ้งเอากลางคัน บรรดาฝ่ายต้านจะได้พร้อมใจกันรุมสกรัมกันจนเสียสูญ เลยต้องผ่อนกระแสร้อนด้วยการปรับลดราคารับจำนำข้าวจากตันละ 15,000 บาท ให้เหลือเพียง 12,000 บาท พร้อมกับจำกัดวงเงินไว้ครัวเรือนละ 500,000บาท
       
       พร้อมทั้งเลี่ยงบาลีพลิ้วตามสไตล์ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” อ้างไม่ได้ผิดสัญญา แต่เป็นนโยบายเร่งด่วนที่ได้ทำมาแล้วในปีแรก รวมทั้งติดปลายนวมรักษาน้ำอกน้ำใจชาวนาให้ตัวเองดูดี สถานการณ์เศรษฐกิจโลกดีแล้วจะขยับขึ้นเท่าเดิมให้ ตามคิวชักแม่น้ำทั้งห้าสารพัดจะอ้างได้ตามใจ แต่สุดท้ายไม่มีใครเชื่อ เพราะชาวบ้านรู้ไส้รู้พุงกันหมด ถอยร่นเพราะโครงการมันเจ๊ง!!
       
       เมื่อทนสภาพไม่ได้ก็เข้าอีหรอบสไตล์ “นายใหญ่” พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เจอปัญหาต้องแก้ผ้าเอาหน้ารอดไว้ก่อน รีบเป่าหวูดจัดทีมงานกันใหม่ เร่งกอบกู้รัฐบาลน้องสาว ขืนปล่อยให้พวกแถวสองแถวสามบริหารประเทศกันต่อ ไม่ช้าก็เร็วได้เจ๊งกันยกกระบิแน่!!
       
       ก่อนหน้ารายชื่อ ครม.ปู 5 จะโผล่ออกมา บรรดาเซียนการเมืองต่างซื้อหวยรอ อย่างไร “ทักกี้” ต้องเรียกใช้บริการพวก “แถวหนึ่ง” อย่างอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และอดีตเสนาบดีคู่ใจสมัยเรืองอำนาจเข้ามาฟื้นฟูสภาพรัฐบาล อย่างน้อยๆ เหลี่ยมคูเก่าๆ น่าจะช่วยให้การทำงานมันรื่นมันคล่องมากกว่านี้
       
       แต่พอเปิดหน้าออกมาให้เห็นกันตามสื่อ แทนที่ภาพลักษณ์รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะหายหมองคล้ำ แต่ชาวบ้านชาวช่องเห็นเข้าถึงกับผงะร้อง “ยี้” ระงม
       
       เพราะแทนที่จะเป็น “สุภาพบุรุษจุฑาเทพ” เข้ามาช่วยกอบกู้ “หญิงปู” ให้พ้นมรสุม แต่ยังคงอีหรอบเดิมคือ ระบบโควตา บรรดาเด็กเจ๊เด็กเฮียสลอนหน้ากันมาเต็ม บางรายเป็นประเภทเข้าวินเพราะตอบแทนบุญคุณชัดเจน ปรับ ครม.หนนี้
       
       สุดท้ายเป็นแค่เพียงการล้างไพ่หลบปมฉาว!!
       
       นอกจากจะไม่ช่วยทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลกระเตื้องขึ้นมา การยกเครื่องใหม่หนนี้ยังสร้างแรงกระเพื่อมภายในพรรคตัวเองให้ยุ่งเหยิงอีกด้วย ส.ส.อีสานพรรคเพื่อไทย ออกมากระจอแงแสดงความหงุดหงิดและเตรียมจะอาละวาดในที่ประชุมพรรคเร็วๆ นี้ หลังเห็นรายชื่อ “ครม.ปู 5” แล้วละเหี่ยใจ เพราะมีการดึงคนนอกเข้ามามาก แต่กับภาคอีสานที่เป็นฐานเสียงหลักของพรรคกลับถูกมองข้าม ตัดเหี้ยนเก้าอี้หายหด
       
       แต่ที่ดูจะเป็นไฮไลต์ที่สุด คงหนีไม่พ้นในราย “เหลิม บางบอน” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ที่ถูกเตะโด่งไปเป็น “รมต.จับกัง” ที่กระทรวงแรงงาน ที่ตามนัยการเมืองมันคือการลดชั้นฉีกหน้าแบบไม่ใยดี!!
       
       “เฉลิม” เก็บอาการไม่อยู่ออกมาฟาดงวงฟาดลั่นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) สับแหลกโดนพวกเลื่อยขาเก้าอี้ พุ่งเป้าไปที่ “บิ๊กวี” พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) คนกันเอง ที่ขี้ฟ้องไปบอกนายใหญ่หาว่าเปิดบ่อน
       
       แถมด่ากระทบชิ่งถึง “ปูกรรเชียง” น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประเภทพวกลอยตัวหนีปัญหา ทั้งที่ก่อนหน้ายังไม่โดนปรับตำแหน่งเพิ่งจะชมอยู่หยกๆ ว่าเก่งนักเก่งหนา เหมือนหมดรักก็สาวไส้จนกาอิ่ม
       
       ว่ากันตามเนื้อเรื่อง อาการนี้แบบนี้ก็เข้าหนังม้วนเดิม ตามสไตล์ “เหลิมขี้งอน” ที่ทำเป็นประจำหลังถูกมองข้ามหรือถูกลดชั้น ย้อนกันสั้นๆ ไม่ต้องไปไกล เอาแค่ตอนพรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้านที่ “นายใหญ่” ดันให้ “โดเรมิ่ง” นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ เป็นผู้นำฝ่ายค้านในการอภิปราย แต่มองข้าม “เหลิม บางบอน” จนสุดท้ายงอนตุ๊บป่องแถมอาละวาดพรรคแทบแตก
       
       คิวซัดกันเอง แฉกันเองครั้งนี้เลยแทบจะเหมือนกันเป๊ะแบบลอกกันมา ไม่ได้ดังใจก็ใส่กันเละ!!
       
       ล้วงแคะแกะเกาเบื้องหน้าเบื้องหลัง ลดชั้นเป็นแค่ “รมต.จับกัง” ของ “เหลิมบางบอน” หนนี้ เรื่องของเรื่องต้องส่องไปที่การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะตั้งแต่นั่งเป็นผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศปก.กปต.) นอกจะไม่ทำอะไรให้ดีขึ้น แต่ยิ่งเละตุ้มเปะหนักกว่าเก่า
       
       แถมตั้งคณะทำงานนู้นคณะทำงานนี้วุ่นวายไปหมด ที่สำคัญมีหน้าที่ดูแลความมั่นคง แต่เวลาลงภาคใต้ถึงกับต้องบังคับกัน!!
       
       โดยเฉพาะทีมงานสายตรงดูไบ ที่ไปเจรจากับตัวแทนกลุ่มบีอาร์เอ็นมาเลเซีย ที่ “เหลิมบางบอน” ให้สัมภาษณ์ดูถูกว่าไม่น่าจะแก้ไขปัญหาได้ ทั้งๆ ที่ลืมไปว่า คนดีลให้เกิดการเจรจาครั้งคือนายใหญ่นั่นแหละ
       
       การไปเบิ้ลบลัฟแบบไม่ดูตาม้าตาเรือตามสไตล์โฉ่งฉ่างเท่ากับเป็นการด่านายใหญ่ทางอ้อม!!
       
       นอกจากปัญหาไฟใต้แล้ว หลังๆ มาก็ชักจะเริ่มเรียกแขกมาเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นหน้ากากขาวที่ยิ่งด่ายิ่งเยอะ หรือกลุ่มนายทุนที่อยู่ดีไม่ว่าดีไปแขวะหาเรื่องให้รัฐบาล แม้แต่ “ยิ่งลักษณ์” ก็ไม่ได้แฮปปี้ด้วย
       
       เมื่อไม่เข้าท่าก็จับโยนไปนั่งแช่เป็น “รมต.จับกัง” เสียให้เข็ด!!
       
       อย่างไรก็ตาม ตามสภาพการณ์ฟัดกันเองหนนี้ “เหลิม บางบอน” น่าจะมีช็อตต่อเนื่องเรื่องแฉกันเองให้เห็นอีกสักยกสองยกสุดท้ายก็น่าจะเงียบไปเอง เพราะต้องอย่าลืมว่า เจ้าตัวหวังเป็นเสนาบดีที่ยืนยาวในรัฐบาลชุดนี้ ขณะเดียวกันยังมีชนักปักหลังเรื่องลูกชายที่ยังไม่เอาอ่าวหากตัวเองต้องหลุดจากวงโคจรไป อนาคตลูกชายคงมืดมนจนแต้ม
       
       ที่สำคัญ ใครๆ ก็รู้ว่า “เหลิม” กลัวนายใหญ่ขนาดไหน ถึงอย่างไรก็คงแค่ “งอ” ไม่ถึง “หัก” ด้วย
       
       ขมวดภาพปรับ “ครม.ปู 5” โดยรวมหนนี้ ความหวังที่จะให้ประเทศหลุดพ้นจากวิกฤติยังคงไกลลิบลิ่ว เพราะดูสภาพยังคงภาพ “บริษัทชินวัตร” ที่มีภารกิจช่วยนายใหญ่กลับบ้าน ไม่ได้ช่วยประเทศเหมือนเดิม
       
       ช่วยนายใหญ่เป็นเป้าหมายหลัก กับอีกเป้าหมายเฉพาะหน้าคือ ผลักดันร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ให้ไปถึงฝั่งฝัน เพื่อเป็นเสบียงกรังบนหน้าตักในการขับเคลื่อนงานของพลพรรคเพื่อไทยให้เดินหน้าต่อไปได้
       
       เจตนาหลักในการเดินเกมการเมืองมันรู้เช่นเห็นชาติมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว การจะปรับ ครม.เพื่อมุ่งหวังช่วยประชาชน มันแค่ฝันลมๆ แล้งๆ ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย และไม่ใช่โจทย์ที่ตั้งต้นไว้อยู่แล้วของรัฐบาลชุดนี้!!

เปิดปม “เหลิม” แค้นฝังหุ่นคู่หูดูโอ “ทวี - ภราดร” โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 1 กรกฎาคม 2556 13:42 น.

เปิดปม “เหลิม” แค้นฝังหุ่นคู่หูดูโอ “ทวี - ภราดร”
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์1 กรกฎาคม 2556 13:42 น.

โผ ครม. “ยิ่งลักษณ์ 5” เขย่ากันแรงจนเป็น “บาดแผล” ลึก หลายตำแหน่งที่ “ปูแดง” ทำคลอดออกมาสร้างความไม่พอใจให้หลายก๊กหลายก๊วนในพรรคเพื่อไทย
       
       แม้ระบบ “ก๊ก-ก๊วน” จะไม่มีความแข็งแรงเหมือนเก่า เพราะถูก “นายใหญ่-เจ๊ด.-ปูแดง” รวบอำนาจเบ็ดเสร็จไปหมดแล้ว แต่ก็สร้างแรงกระเพื่อมให้สังคมได้เห็น “ธาตุแท้” ของคนได้พอสมควร
       
       ซึ่งงานนี้คนที่ “เจ็บหนักสุด” หนีไม่พ้น “เป็ดเหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ที่ถูก “เตะโด่ง” พ้นหน้าพ้นตาใครหลายคน ข้ามห้วยไปนั่ง “รมว.แรงงาน” แทนที่ “เดอะเตี้ย" เผดิมชัย สะสมทรัพย์ ที่หมดรอบหลุดวง ครม.ออกไป
       
        “เป็ดเหลิม” โดนลดชั้น-ลดเกรด-ลดบทบาท จนเกิดอาการ “หัวเสีย” 
       
       ตามธรรมดาของคนสูญเสีย “อำนาจ” ที่มักจะควบคุมสติของตัวเองไม่ได้ ผสมด้วยฤทธิ์ของ "น้ำผลไม้" ต้องออกมาแฉขบวนการ “เจาะยาง" ให้เห็น “ตัวละคร” หมดไส้หมดเปลือก
       
       หลังจากที่สับขาหลอกโบ้ยตีกินว่าเป็นอิทธพลของ "กลุ่มทุนล้มรัฐบาล" ที่ทำให้ตัวเองตกเก้าอี้รองนายกฯอันดับหนึ่ง แต่แล้วก็สะกดอารมณ์ไม่อยู่ จัดชุดใหญ่เปิดหน้าจวก “พ.ต.ท.ทวี สอดส่อง” ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ถึงขั้นให้เรียกในที่สาธารณะว่า “ไอ้วี” กันเลยทีเดียว
       
       ทั้งที่สัปดาห์เวลาพูดถึง คำก็ "บิ๊กวี" สองคำก็ "บิ๊กวี" อยู่แท้ๆ
       
        “มันเอาความเท็จไปฟ้องท่านทักษิณและยิ่งลักษณ์ จนเป็นที่มาของการปรับ ครม. ให้ผมออกจากเก้าอี้ ไอ้วีมันเป็นคนฟ้องว่าไอ้เฉลิมเป็นคนตั้งบ่อน ผมขอสาปแช่งเลยว่าใครเอาเรื่องนี้มาใส่ร้ายผม ขอให้มันฉิบหายเจ็ดชั่วโครต” 
       
       ว่ากันตามจริงเรื่อง “เปิดบ่อน” ไม่ค่อยมีน้ำหนักในการจะเขี่ยอดีตสารวัตรกองปราบให้พ้นทางได้ เพราะ“การเมือง” กับ “ธุรกิจสีเทา” เป็นของคู่กันมานมนานกาเล
       
       ถ้าจะจับผิดกันจริงๆก็คงต้องเหมาเข่งยกโหลกันหลายร้อยคน
       
       แต่โฟกัสหลักคือ "คู่หูดูโอ" ผู้มีบทบาทเป็นหัวหอกในการพูดคุยสันติภาพกับกลุ่มบีอาร์เอ็น ทั้งตัว "ทวี" ในฐานะ ผอ.ศอ.บต. และ "เสธ.แมว" พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)
       
       และยังซัดทอดว่า “ทวี” แอบแทงข้างหลังทะลุถึงหัวใจด้วยการไปฟ้อง “นายใหญ่-ปูแดง” ว่าการทำงานของ “เป็ดเหลิม” ส่งผลเสียต่อการบริหารจัดการสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
       
        “สารวัตรเหลิม” ยังพูดถึงการให้ข่าวกรณีที่กราดยิงประชาชนเสียชีวิต 6 ศพ ที่จังหวัดปัตตานี เนื่องจากในพื้นที่มีการปล่อยข่าวว่าเป็นฝีมือของ “เจ้าหน้าที่รัฐ” แต่ข้อมูลที่มาถึง "รองฯเหลิม" ระบุว่าเป็นการกระทำของ “ผู้ก่อความไม่สงบ” 
       
       ซึ่งตอนเกิดเหตุใหม่ๆ "เหลิม" คันปากอยากจะให้ข่าว แต่ก็เป็น “ทวี” ที่ขัดคอไว้ โดยอ้างว่าหากโทษเป็นฝีมือของ “กลุ่มก่อความไม่สงบ” จะเกิดแรงต้านในพื้นที่สูงขึ้นไปอีก
       
       และยังมีอีกหลายเรื่องที่ "เหลิม" ต้องรูดซิปปาก เพราะมักถูก “ทวี” 
       
       ยิ่งไปกว่านั้น “สารวัตรเหลิม” ยังฉุนอย่างมาก ที่ทั้ง “ทวี-แมว” 
       ไม่เคยรายงานความคืบหน้าการพูดคุยสันติภาพกับ “กลุ่มบีอาร์เอ็น” 
       ให้ฟังเลยแม้แต่น้อย ซึ่งข้อมูลที่พอรู้บ้างว่าคุยอะไรกัน ส่วนใหญ่จะมาจาก “สันติบาล” มากกว่า ไม่ได้รู้จากปากของคู่หู “ทวี-แมว”
      
       นอกจากนี้ยังมีข่าวลือลับๆว่า ในช่วงที่ “เป็ดเหลิม” เริ่มรู้เกมของ “ทวี-แมว” ที่จ้องจะเลื่อยขา จึงแก้เกมบลั๊ฟกลับด้วยการลงนามตั้ง “พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ” รองผบ.ทบ. ให้อำนาจเบ็ดเสร็จดูแลแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

       
       เมื่อ “ดาว์พงษ์” ไม่บ้าจี้เล่นตามเกม ความพยายามเขียนเสือให้วัวกลัวของ “เป็ดเหลิม” จึงไม่มีน้ำหนัก
       
       แต่เหมือนลูกศรของ “เหลิม” ก็ย้อนกลับมาทิ่มแทงตัวเอง เมื่อ “คู่หูมหาประลัย” นำเรื่องขึ้นไปฟ้อง “ปูแดง - ส.ร่างท้วม” ถึงตึกไทยคู่ฟ้า
       
       โดยอธิบายว่าการตั้ง “ดาว์พงษ์” โดยไม่มาปรึกษาหารือกันก่อน อีกทั้งรู้กันอยู่ว่านอง ผบ.ทบ.คนนี้เป็นใครมาจากไหน ถ้าให้อำนาจเบ็ดเสร็จก็จะส่งผลเสียต่องานที่ทำกันอยู่แน่นอน
       
       และมีข่าวหลุดออกมาว่า “ทวี-แมว” ยังจับโยงเรื่องการแต่งตั้ง “กลุ่มวาดะห์” แต่งตั้ง “ประชา ประสพดี” รมช.มหาดไทย “สุภรณ์ อัตถาวงศ์” รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ภาคใต้ ทำให้งานทับซ้อน “ประชาชน” เกิดความสับสน
       
       ที่สำคัญ “เป็ดเหลิม” ถูกคู่หูดูโอ้จี้ใจดำ เรื่อง "เมาไวน์” ที่ประเทศมาเลเซีย ภายหลังหารือกับ “นาจิบ ราซัค” นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย โดยอ้างเหตุผลกับ “นายใหญ่-ปูแดง” ว่า ทำให้ภาพลักษณ์ของ “ไทย” เสีย เพราะ “มาเลเซีย” เป็นประเทศมุสลิมไม่นิยมดื่มของมึนเมา
       
       ยิ่งเป็นระดับ “ผู้ใหญ่” ของบ้านเมืองด้วยแล้ว ยิ่งเพิ่มดีกรีความโกรธเคืองคูณสิบ เข้าไปอีก
       
       ข้อมูลทั้งหมดจาก “ทวี-แมว” พุ่งเข้าทำร้าย “เป็ดเหลิม” หลบไม่ได้หนีไม่พ้น แม้ “เป็ดเหลิม” พยายามแก้เกมให้สัมภาษณ์เรียก “พล.ท.ภราดร” ว่า “บิ๊กแมว” ถือว่าให้เกียรติผสมขอร้องไม่ให้ทำร้ายกัน
       
       แม้ระยะหลัง “เสธ.แมว” จะปันใจให้ “เป็ดเหลิม” นำข้อมูลด้านบวกไปบอกกับ “ทีมงานตึกไทยคู่ฟ้า” เพื่อ “แก้ลำ” ให้ แต่ก็ไม่ทันการณ์
       
       “นายใหญ่-ปูแดง” เชื่อถือข้อมูลของ “ทวี” อย่างมาก ทุบโต๊ะเด้ง “เป็ดเหลิม” แบบไม่ต้องคิดมากให้เสียเวลา
       
       หลังจากนี้จึงให้จับตาบทบาทของ “ทวี” ในการเดินหน้าแก้ปัญหาความไม่สงบ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ “นายใหญ่” มั่นใจว่า “ทวี” จะช่วยในการดีลทางลับกับ “กลุ่มบีอาร์เอ็น” และ “มาเลเซีย” ได้ จึงไว้ใจใช้งาน
       
       “เป็ดเหลิม” โดนคนกันเองหักหลังครั้งนี้คง “เจ็บถึงทรวง” และได้รู้รถชาติว่าการโดนหักหลังมัน “เจ็บ” ยังไง เพราะตัวเองหักหลังคนมาเยอะ
       
       ทั้งหมดเป็นเครื่องยืนยันว่า “การเมือง” ไม่มี “มิตร” แท้หรือ “ศัตรู” ถาวร แต่สำหรับ “เป็ดเหลิม” ไม่มีทั้ง “มิตร” แท้ รังจะมีแต่ “ศัตรู” ถาวร

ปรับไปก็แค่นั้น “ปู 5” แค่รักษาอำนาจ-หม้อข้าวแม้ว!! โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 1 กรกฎาคม 2556 06:23 น.

ปรับไปก็แค่นั้น “ปู 5” แค่รักษาอำนาจ-หม้อข้าวแม้ว!!
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์1 กรกฎาคม 2556 06:23 น.

ผ่าประเด็นร้อน
       
       ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับ “ครม.ปู 5” ไล่เรียงดูรายชื่อล้วนแล้วแต่ไม่ได้สร้างความหวังให้กับชาวบ้านทั่วไปเลยแม้แต่น้อย เพราะเป็นเพียงการปรับคณะรัฐมนตรี เพื่อรักษาอำนาจของตัวเอง-อำนาจของ ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัวของเขาอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งก็ส่งผลต่อผลประโยชน์ทุกทางที่ต่อเนื่องจากการรักษาอำนาจทางการเมือง ในมืออย่างเบ็ดเสร็จนั่นแหละ
       
       การที่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ควบเก้าอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ภายนอกอาจเรียกเสียงฮือฮาว่า นอกจากสร้างประวัติศาสตร์ได้เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกแล้ว ต่อไปนี้ยังจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่เป็นผู้หญิงคนแรก ได้คุมทหารทั้งสามเหล่าทัพ หลังจากก่อนหน้านี้ได้คุมตำรวจไปเรียบร้อยแล้ว
       
       แต่ขณะเดียวกัน มันย่อมีความหมายในทางการเมืองมากไปกว่านั้นแน่นอน เพราะหากพิจารณาจากตำแหน่ง ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ถือว่ามีความสำคัญที่นอกเหนือจากการ “ต่อสาย” โดยตรงแบบเชื่อมโยงกับผู้บัญชาการเหล่าทัพแล้ว สิ่งที่สำคัญไปยิ่งกว่านั่นก็คือ นี่คือการเปิดประตูเข้าไปแทรกแซงในการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารระดับผู้บัญชาการเหล่าทัพ ลงมาจนถึงระดับนายพล ที่มีความสำคัญ เพื่อหวังกำจัดจุดอ่อน สร้างความมั่นใจว่า “ระบอบทักษิณ” และรัฐบาล “หุ่นเชิด” ของเธอจะอยู่รอดปลอดภัยจากการรัฐประหาร เหมือนกับกรณีที่เคยเกิดขึ้นกับรัฐบาลของพี่ชาย คือ ทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2549
       
       คิดว่าเมื่อสามารถเข้าควบคุมกองทัพได้อย่างมั่นคงแล้ว ก็จะส่งผลให้รัฐบาลมั่นคงตามไปด้วย คิดว่าเมื่อฝ่ายการเมืองเข้าไปมีเสียงเพิ่มขึ้นในสภากลาโหม อย่างน้อย 2 เสียงที่มาจากนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ในฐานะ รมว.กลาโหม แล้วยังมีอีกหนึ่งเสียงจาก พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ในฐานะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งจะเริ่มเห็นผลกันในตอนโหวตแต่งตั้งผู้นำเหล่าทัพ ในฤดูโยกย้ายใหญ่ในเดือนกันยายน ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีการเคลื่อนไหวกันล่วงหน้านับจากนี้เป็นต้นไป
       
       สำหรับรัฐมนตรีตำแหน่งอื่นๆ ความหมาย และเป้าหมายย่อมไม่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงใหม่จาก บุญทรง เตริยาภิรมย์ มาเป็น นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล คนพวกนี้ไม่ต่างจาก “เด็กในบ้าน” รับใช้เกื้อหนุนกันมานาน สังคมก็รับรู้กันมานาน ไม่ต้องสาธยายมาก
       
       ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ที่มีเสียงเรียกร้องให้เปลี่ยนตัว แต่เมื่อเป็น “คนกันเอง” มีความหมายต่อ นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ก็ต้องกัดฟันอุ้มกันต่อ เพราะมีภารกิจสำคัญรออยู่ข้างหน้า ทั้งโครงการเงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท รวมทั้ง “โคตรเงินกู้” 2 ล้านล้านบาท รวมไปถึงงบประมาณประจำปี 2557 ที่รออยู่ในสภาต้องขับเคลื่อนโดยเร็ว จะเปลี่ยนม้ากลางลำธารไม่ได้เป็นอันขาด เพราะนี่คือ “หม้อข้าว” สำคัญ
       
       ส่วนตำแหน่งเกรดเออื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีพลังงาน ต่างประเทศ ก็มีการจัดวางเอาไว้ล่วงหน้า หรือแม้แต่งานด้านควบคุมมวลชน และอำนาจในท้องถิ่นอย่างมหาดไทยก็ตาม ก็ต้องคงเดิมเอาไว้ก่อน เมื่อยังไม่มีแรงกระเพื่อมเสียดทาน ยังต้องเดินหน้าต่อไปก็วางไว้แบบนั้น ยังไม่ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลงอะไรมากมาย
       
       ม้ว่าจะมีเสียงโวยวาย หรือน้อยใจออกมาบ้าง ขณะที่บางคนที่พอมีฤทธิ์เดชบ้าง ก็ข่มขู่ฟาดงวง ฟาดงา อย่าง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง จากรองนายกฯ คนที่ 1 ถูกลดชั้นไปนั่งเป็น “จับกัง 1” ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ยังทำใจไม่ได้ หรือแม้แต่แกนนำคนเสื้อแดงบางคนอย่าง จตุพร พรหมพันธุ์ ที่ตามข่าวระบุตรงกันว่าวืดเก้าอี้ หลุดโผอีกรอบ จนมีเสียงบ่นน้อยใจ ทำท่าฮึดฮัดออกมาในกลุ่มคนเสื้อแดง แต่เชื่อเถอะ ในเมื่อคนพวกนี้เป็นแค่ “เห็บหมัด” ไม่มีราคา และสำคัญตัวเองผิดเท่านั้น ขณะที่ในมุมมองของ ทักษิณ ชินวัตร อาจมองว่าได้ตอบแทนกันคุ้มค่าแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปแคร์
       
       ซึ่งก็เห็นจริงเหมือนกันทั้ง ร.ต.อ.เฉลิม จตุพร รวมทั้งแกนนำเสื้อแดง หรือแม้แต่ ส.ส.ในภาคอีสาน ที่มีเสียงบ่นว่าได้โควตารัฐมนตรีค่อนข้างน้อย คนพวกนี้ก็ส่งเสียงได้ไม่เต็มปาก เพราะรู้ดีว่าสถานะไม่ต่างจาก “ขี้ข้า” ได้เป็น ส.ส.ก็อยู่ร่มชายคาของทักษิณ เท่านั้น และช่วยไม่ได้ในเมื่อตัวเองอยู่ร่วมในขบวนการ “สร้างภาพ” ให้ ทักษิณ เป็นเทวดา เมื่อถึงเวลาที่ไม่ต้องการใช้ประโยชน์ ถูกถีบหัวส่ง ก็ต้องทำใจให้ได้
       
       
       แต่อีกด้านหนึ่งถ้าถามว่า แล้วชาวบ้านทั่วไปล่ะ ได้ประโยชน์อะไรบ้างจากการปรับคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้ คำตอบที่เห็นกันชัดเจนตรงกันก็คือ “ไม่ได้ประโยชน์” อะไรเลย เพราะดัชนีชี้วัดสำคัญอยู่ที่ตัวนายกรัฐมนตรี หรือตัวผู้นำ และที่ผ่านมา 2 ปี ก็ได้เห็นตรงกันว่า “เดือดร้อน” กันทุกหย่อมหญ้า จากปัญหา “แพงทั้งแผ่นดิน” เกิดการทุจริตไปทั่วหัวระแหง ที่สำคัญความเดือดร้อนดังกล่าวมีปัญหามาจากความล้มเหลวของนโยบายประชานิยมที่ “ทักษิณคิด ยิ่งลักษณ์ทำ” ทั้งสิ้น และสิ่งที่สะท้อนความรู้สึกผิดหวังดังกล่าวผ่านทางผลสำรวจที่เพิ่งเกิดขึ้นหลังจากมีการปรับคณะรัฐมนตรี ที่ชาวบ้านมองว่า “ปรับไปก็แค่นั้น” ไม่มีอะไรดีขึ้น
       
       ความรู้สึกดังกล่าวย่อมเป็นสัญญาณไม่ดีกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แน่นอน เพราะเมื่อชาวบ้านไม่มีเสียงตอบรับอื้ออึงเหมือนแต่ก่อน นั่นย่อมหมายความว่า เข้าสู่ภาวะ “ขาลง” ซึ่งที่ผ่านมายังแก้ไขปัญหาความรู้สึกผิดหวังของชาวบ้านไม่ได้เลย ตรงกันข้าม เมื่อมีกระแสผิดหวังก็ย่อมเกิดความไม่พอใจตามมา ดังที่กำลังเกิดสารพัดม็อบต่อต้านมากมายในขณะนี้ และกำลังระบาดไปทั่วประเทศ ก็เป็นสิ่งที่ต้องจับตา เพราะนั่นย่อมหมายความว่า นับจากนี้ไปเชื่อว่ารัฐบาลจะไม่สามารถขับเคลื่อนนโยบายใดๆ ออกมาให้สำเร็จได้เลย เพราะไม่มีความเชื่อมั่นศรัทธา ชาวบ้านไม่ไว้วางใจอีกแล้ว และเชื่่อว่า คนอย่าง ทักษิณ ก็เริ่มรับรู้ถึงอาการที่ว่านี้ได้ดี ทำให้ต้อง “กระชับอำนาจ” มากขึ้น เน้นเฉพาะคนที่ไว้ใจได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์
       
       เพราะนับจากนี้ไปย่อมหมายถึงการรักษาอำนาจและผลประโยชน์ในครอบครัวล้วนๆ จะใช้คนนอกก็คงเชื่อใจได้ไม่เต็มร้อย นั่นแหละ ผลถึงได้ออกมาอย่างที่เห็น และที่สำคัญ ชาวบ้านไม่เกี่ยว!! 

รัฐบาลยอมชาวนายืดเวลาจำนำข้าว1.5 หมื่น เมื่อ 2 ก.ค.56


รัฐบาลยอมชาวนายืดเวลาจำนำข้าว1.5 หมื่น


รัฐบาลยอมม็อบชาวนา กลับลำรับจำนำข้าว 1.5 หมื่น/ตันเหมือนเดิมถึง 15 ก.ย. หลังถูกม็อบชาวนากดดันหนัก พร้อมสั่งชดเชยใครจำนำ 1.2 หมื่น/ตันมารับเงินเพิ่ม วงเงินเดิม 5 แสนต่อครัว อ้างชาวนาตีทะเบียนแล้ว 2 แสนราย มีข้าว 2.9 ล้านตัน สั่งลุยแหลกเร่งระบายข้าวทั้งใน-นอประเทศ เปิดทางขยายจีทูจีขายข้าว พร้อมเร่งทำโซนนิ่งปลูกข้าว 43.9 ล้านไร่ ขณะที่ “ม็อบชาวนา” ปลื้มรัฐกลับลำ ยกพลขอบคุณนายกฯ ถึงทำเนียบฯ ด้าน ปชป.จวกยับเปิดทางโกง 2.6 แสนล้าน แต่ให้ชาวนาแค่กระดูกติดมัน 8.6 หมื่นล้าน ซัดนโยบายกลับกรอดแค่หวังคะแนนนิยม ไม่สนใจชาติพัง
วันที่ 1 ก.ค. เวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) โดยมีนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ และนายยรรยง พวงราช รมช.พาณิชย์ เข้าร่วมประชุม จากนั้น เวลา 13.00 น. ภายหลังการประชุม นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติคงราคารับจำนำข้าวเปลือกเจ้า 100% ที่ความชื้น 15% ที่ 15,000 บาท ขณะที่ชาวนาที่มีการนำข้าวมาจำนำในช่วงก่อนหน้านี้ที่ราคา 12,000 บาทนั้น ทางรัฐบาลก็จะดำเนินการชดเชยให้ ซึ่งเชื่อว่ามีจำนวนไม่มาก อย่างไรก็ตาม ภายหลังการประชุม กขช.ที่มีมติดังกล่าวก็จะนำเรื่องเข้าเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 2 ก.ค. ให้มีการพิจารณาต่อไป ทั้งนี้ จะรับจำนำข้าวเฉพาะปริมาณที่ไม่เกินที่ระบุไว้ในใบรับรองเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนแล้วเท่านั้น และในวงเงินไม่เกิน 5 แสนบาทต่อครัวเรือน ตามมติ กขช.เมื่อ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ สำหรับเหตุผลที่ให้กลับมาคงราคาเดิมนั้น เนื่องจากจำนวนเกษตรกรที่มาขึ้นทะเบียนไว้ 2 แสนกว่าราย ซึ่งจะมีปริมาณข้าว 2.9 ล้านตัน โดยยังอยู่ในกรอบที่ กขช.ได้เห็นชอบไว้ พร้อมทั้ง มอบหมายให้กรมการค้าต่างประเทศ เพิ่มช่องทางและเพิ่มประสิทธิภาพการระบายข้าวในสต๊อกของรัฐบาล ควบคู่ไปกับการดำเนินการรับจำนำข้าว ซึ่งการระบายข้าวนั้นเห็นชอบให้ขายเป็นการทั่วไปให้กับทั้งผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้จะเร่งรัดขยายช่องทางขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี ด้วย ขณะที่ปริมาณข้าวที่จะเข้าโครงการนาปรัง 56 คาดว่าจะมีปริมาณ 3 ล้านตันข้าวเปลือก ส่วนมาตรการช่วยเหลือชาวนา เพื่อลดต้นทุนการผลิตข้าวและเพิ่มรายได้ให้ชาวนา ที่ประชุม กขช.เห็นชอบตามหลักการแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการเพาะปลูก ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรห์ได้มีการเสนอไว้
นายกิตติรัตน์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้โครงการรับจำนำข้าวนาปี 56/57 นั้น ทางที่ประชุม กขช.จะมีการศึกษาและพิจารณาหลักเกณฑ์อีกครั้ง โดยจะพิจารณาในเรื่องของราคาข้าวในตลาด รวมทั้งอัตราแลกเปลี่ยนประกอบด้วย อย่างไรก็ตาม ก็จะประกาศก่อนที่ชาวนาจะดำเนินการเพราะปลูกในฤดูการผลิตอย่างแน่นอน ส่วนการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกข้าว เพื่อลดต้นทุนการผลิตข้าว และเพิ่มรายได้ให้ชาวนา (โซนนิ่ง) ที่ประชุมเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรฯ เสนอ ซึ่งได้กำหนดเขตความเหมาะสมสำหรับปลูกข้าว โดยผลผลิตเฉลี่ยในเขตชลประทาน 700 กิโลกรัมต่อไร่ขึ้นไป และนอกเขตชลประทาน แต่อยู่ในเขตโซนนิ่ง ได้ 500 กิโลกรัมต่อไร่ รวมทั้งสิ้น 43.9 ล้านไร่ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะมีการพัฒนาคุณภาพข้าวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด จัดระบบการปลูกข้าวในเขตพื้นที่ชลประทาน ซึ่งจะมีการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ และปัจจัยอื่นๆ ที่มีความจำเป็นเพื่อเป็นมาตรการจูงใจ โดยจะดำเนินการปรับระบบการปลูกข้าวปีละไม่ต่ำกว่า 500,000 ไร่ ทั้งนี้จะเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน กระทรวงมหาดไทย และผู้ประกอบการ เพื่อร่วมดำเนินการขับเคลื่อนในทุกๆ ด้าน และจะต้องมีมาตรการจูงใจเพื่อให้เกษตรกรได้พิจารณาเลือกในการตัดสินใจในการปรับเปลี่ยน และเพิ่มรายได้ของเกษตรกร โดยจะนำผลการประชุม กขช. เสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 2 ก.ค.นี้
ขณะที่ นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวว่า ได้ขอความร่วมมือกับผู้ค้าข้าวในประเทศที่จะร่วมมือกับภาครัฐในการระบายข้าวทั้งใน และนอกประเทศ โดยจะมีการระบายข้าวทุกประเภท ส่วนการระบายข้าวเปลือกเพื่อผลิตเป็นข้าวนึ่งส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ เช่นในภูมิภาคแอฟริกา ประเทศไทยถือเป็นตลาดผู้ค้าข้าวที่ผลิตข้าวนึ่งส่งออกอยู่ แต่จะขยายไปในภูมิภาคอื่นๆ เพื่อให้การระบายข้าวได้ในปริมาณ 1 แสนตันต่อเดือน นอกจากนี้จะเร่งรัดขยายช่องทางในการเจรจาขายแบบรัฐต่อรัฐ
ด้านนายยรรยง กล่าวว่า ราคารับจำนำข้าวทุกชนิดต่อตัน ประกอบด้วย ข้าวเปลือกเจ้า 5% ราคาอยู่ที่ 14,800 บาท ข้าวเปลือกเจ้า 10% ราคาอยู่ที่ 14,600 บาท ข้าวเปลือกเจ้า 15% ราคาอยู่ที่ 14,200 บาท ข้าวเปลือกเจ้า 25% ราคาอยู่ที่ 13,800 บาท ส่วนข้าวเปลือกปทุมธานี 42 กรัม ราคาอยู่ที่ 16,000 บาท ข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว 10% 42 กรัม ราคาอยู่ที่ 16,000 บาท ข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดสั้น 10% 40 กรัม ราคาอยู่ที่ 15,000 บาท ทั้งนี้เรื่องการระบายข้าวรัฐบาลพยายามผลักดันทวงคืนความเป็นที่หนึ่งของตลาดข้าวนึ่ง ซึ่งได้เสียแชมป์ให้กับประเทศอินเดียไปเมื่อช่วงปีที่ผ่านมา จากเดิมที่ขายได้ 4 ล้านตัน แต่ปัจจุบันขายได้เพียง 1 ล้านกว่าตัน ซึ่งรัฐบาลจะเน้นในการดึงตลาดข้าวนึ่งกลับมาให้ได้ ส่วนการระบายข้าวขาวจะมุ่งไปที่ตลาดใหญ่ คือประเทศอินโดนีเซีย ขณะเดียวกันรัฐบาลตั้งใจที่จะดำเนินการระบายข้าวในช่วงครึ่งปีหลังให้ได้ถึง 5-6 ล้านตัน ซึ่งปัจจุบันสามารถระบายข้าวไปแล้ว 4 ล้านตัน หรือคิดเป็นวงเงินจำนวน 7.2 หมื่นล้านบาท และขณะนี้มีข้าวอยู่ในสต๊อก 17 ล้านตัน
ด้านนายวิเชียร พวงลำเจียก นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวว่า ดีใจกับการตัดสินใจของรัฐบาล ที่เห็นชอบให้รับจำนำข้าวเปลือกที่ตันละ 1.5 หมื่นบาท ต่อไป จนถึงสิ้นฤดูการผลิตในเดือน ก.ย. และในวันที่ 2 ก.ค.นี้ตัวแทนชาวนาจะขอเข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อให้กำลังใจ กรณีที่รัฐบาลรวมถึงคณะรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจอย่างถูกต้อง ในการช่วยเหลือชาวนา ขอยืนยันว่าชาวนาจะสนับสนุนพรรคเพื่อไทยต่อไป เพราะที่ผ่านมามีแต่พรรคเพื่อไทยเท่านั้น ที่กล้าลงมาช่วยเหลือชาวนาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยไม่เกรงกลัวว่า จะถูกพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามจ้องเล่นงาน อย่างไรก็ตาม ชาวนาเข้าใจและเห็นใจการทำงานของพรรคเพื่อไทยด้วยที่มีหลายฝ่ายทั้งกลุ่มนายทุน และนักการเมืองที่เสียผลประโยชน์จากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลและเพียรพยายามจะล้มโครงการนี้ให้ได้
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการที่คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) พลิกมติเดิมให้กลับไปใช้ราคารับจำนำข้าวเปลือกในราคา 1.5 หมื่นบาทจนถึงสิ้นสุดโครงการวันที่ 15 ก.ย.นี้ เพราะสะท้อนว่า กขช.รับฟังเสียงเรียกร้องของชาวนา รวมถึงข้อเรียกร้องจาก ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่ลงพื้นที่รับฟังปัญหาของประชาชน อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ต้องรอมติจากคณะรัฐมนตรีก่อนว่าจะเห็นชอบหรือไม่ แต่ในเบื้องต้นถือว่ามติของ กขช.ถือว่าน่าพึงพอใจ เพราะสะท้อนว่ารับฟังเสียงของประชาชน
ด้านนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคไม่เห็นด้วยกับการจำนำข้าวมาตั้งแต่ต้นและถ้าจะดำเนินการรับจำนำต่อต้องรับจำนำ 15,000 บาท ตลอดอายุรัฐบาล เพราะมีการเปิดช่องทุจริตมาสามฤดูกาลจนเงิน 2.6 แสนล้านถูกละลายไปกับการทุจริตคอรัปชั่น แต่ชาวนาได้ประโยชน์เพียงแค่ 8.6 หมื่นล้าน ดังนั้นหากรัฐบาลสามารถปิดช่องว่างการทุจริตได้ก็จะมีเงินเพียงพอที่จะรับจำนำข้าว 15,000 บาทตลอดอายุของรัฐบาลชุดนี้ อย่างไรก็ตาม อยากทราบว่าหลักการและพื้นฐานข้อมูลของรัฐบาลในการเปลี่ยนแปลงราคารับจำนำจาก 12,000 บาท กลับมาเป็น 15,000 บาทคืออะไร เพราะประชาชนสับสนหมดแล้วว่าปลูกข้าวฤดูนี้จะขายได้เท่าไหร่ เนื่องจากรัฐบาลไม่มีจุดยืนที่ชัดเจน หรือเป็นเพราะว่าทนแรงกดดันไม่ได้ เพราะพรรคเพื่อไทยและโครงการจำนำข้าวเหมือนคนไข้อยู่ในห้องไอซียู ซึ่งเป็นบทเรียนสำหรับพรรคการเมืองที่คิดแค่หวังคะแนนนิยมโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะสร้างความเสียหายไม่ใช่เฉพาะสภาวะการเงินการคลังของประเทศแต่กระทบเกษตรกรคนรากหญ้าด้วย แต่รัฐบาลต้องมีคำตอบกับประชาชนด้วยว่าจะนำเงินที่ไหนมาทำโครงการและจะลดความเสียหายอย่างไร ไม่ใช่ทำงานการเมืองเพื่อหวังคะแนนเสียงเพียงอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายของบ้านเมือง และขอตั้งข้อสังเกตว่า มีข่าวตลอด ว่าอาจมีการยุบสภาเร็วๆ นี้ จึงสงสัยว่า ข่าวยุบสภาอาจเป็นเรื่องจริง เพราะรัฐบาลกำลังขยายเวลาการรับจำนำข้าวที่ 15,000 บาทออกไป เพื่อหลอกเกษตรกรว่าพรรคเพื่อไทยทำได้ตามที่หาเสียงใช่หรือไม่
ด้าน น.พ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ฝากถึงนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รมว.พาณิชย์ และทีมงาน ให้ปฏิบัติตามสัญญาในการรับจำนำข้าว 15,000 บาท ตามที่ได้หาเสียงไว้ หากทำไม่ได้ก็ต้องรับผิดชอบ ไม่เช่นนั้นแต่ละพรรคจะไม่รักษาสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน โดยชาวนาฝากขู่มาว่า หากไม่ทำตามสัญญาเจอกันแน่ สำหรับกรณีการตรวจสอบการบริหารสต๊อกข้าวในโครงการจำนำของรัฐบาลนั้น ตนยืนยันว่า ไม่ควรทำในเชิงปริมาณเหมือนที่ทำไปก่อนหน้านี้ แต่ต้องทำในเชิงคุณภาพ คือต้องผ่าโกดังตรวจสอบ ซึ่งตนขอย้ำว่า ข้าวที่เสื่อมสภาพไม่ใช่แค่จัดเก็บ แต่เกิดจากการทุจริต ซึ่งเชื่อว่าการขาดทุนจะมากกว่า 2.6 แสนล้านบาท จึงขอให้ความสำคัญเกี่ยวกับข้าวเน่า และเสื่อมสภาพที่ถูกซุกไว้หรือที่เรียกว่า “ล้อมกอง หยอดลงหลุม” เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม น.พ.วรงค์ ยังได้นำคลิปข้าวเน่าที่โรงสีจำรัสท่าข้าว อ.พะยุหคีรี จ.นครสวรรค์ ซึ่งมีบันทึกไว้ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2555 และเคยนำไปเปิดประกอบการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรมาเผยแพร่อีกครั้ง เพื่อเตือนความจำประชาชนและ รมว.พาณิชย์คนใหม่ ให้ตรวจสอบข้าวแบบคุณภาพอย่างจริงจัง โดยเนื้อหาในคลิปมีการแทงกระสอบข้าวเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นข้าวเสื่อมคุณภาพมีลักษณะเป็นสีเหลืองและนำกระสอบข้าวดังกล่าวไปหยอดลงหลุมคือตรงกลางล้อมลอบด้วยข้าวดีด้านนอก ทำให้การตรวจสอบแบบปกติไม่พบข้าวเสื่อมคุณภาพที่ถูกซุกไว้ด้านใน
นายนิกร จำนง แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงกรณีที่นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วยนั้น จะเป็นการกดดันพรรคชาติไทยพัฒนาหรือไม่ ว่า ถือเป็นเรื่องดี เพราะนายวราเทพจะมาดูแลเรื่องข้าว โดยเฉพาะที่ถือว่ามีปัญหามาอย่างต่อเนื่อง กระทรวงเกษตรถือเป็นต้นทางกระบวนการผลิต นายวราเทพจะได้ดูถึงเรื่องจำนวนข้าวที่ผลิตออกมา และควบคุมไม่ให้ออกมามากเกินไป ส่วนปัจจัยการผลิตต้องสมดุลกับเรื่องราคา ที่กระทรวงพาณิชย์จะเป็นผู้ดูแล แต่ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรไม่สามารถคุยกับกระทรวงพาณิชย์ได้จึงเกิดปัญหาข้าวล้นตลาด

เฉลิมงอนเบี้ยวถกครม. ไม่เข้าก.แรงงาน-ลาป่วย เมื่อ 2 ก.ค.56



เฉลิมงอนเบี้ยวถกครม.

ไม่เข้าก.แรงงาน-ลาป่วย


“เฉลิม” ยังงอนไม่เลิก เบี้ยวเข้าทำงาน ก.แรงงานวันแรก แถมขอลาป่วย ไม่ร่วมถก ครม.ปู 5 นัดแรก ขณะที่ “นายกฯ ปู” ยันไร้ปัญหาลดชั้นเฉลิมคุมแรงงาน ฟุ้งปรับทัพ ครม.เหมาะสม-รักษาสมดุล โต้ควบ กห.หวังล้วงลูกโผทหาร อ้างเพื่อการตัดสินใจรวดเร็วขึ้น ขณะที่ “บิ๊กอ๊อด” โว ผบ.เหล่าทัพแฮปปี้นายกฯ ควบกลาโหม ส่วน “ ส.ส.อีสาน” เสียงอ่อนรับได้โควตา รมต.หด อุ้ม ครม.ต้องการคนมีเทคนิคมากกว่าด้านการเมือง ขณะที่ “ ส.ส.แดง” ยังแคลงใจ ครม. ปู 5 ผิดที่ผิดทาง เหมือนตั้งท่าถอย-ไม่สู้ หวั่นเอาไม่อยู่ ชี้เกมสภา ปชป.รอบจัด-เขี้ยวลากพื้น
“ปู” แจงควบ กห.ตัดสินใจรวดเร็ว
เมื่อวันที่ 1 ก.ค. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การปรับคณะรัฐมนตรี ที่มีการควบตำแหน่ง รมว.กลาโหมนั้น เท่าที่ทำงานกับกองทัพมา ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ส่วนเหตุผลที่ต้องควบตำแหน่ง รมว.กลาโหม เพื่อให้การทำงานมีการตัดสินใจรวดเร็วขึ้น และพิจารณาสิ่งที่รัฐบาล จะต้องสนับสนุน เพื่อให้การทำงานสามารถเดินหน้าได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ ในฐานะนายกฯ เป็นผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ดูแลกองทัพมาเกือบ 2 ปี เห็นวิธีการทำงานที่รัฐบาลกับกองทัพต่างคนต่างทำในภารกิจของตนเองอย่างเต็มที่ การรายงานในหลายขั้นตอนทำให้คลาดเคลื่อน แต่สิ่งที่ต้องทำคือ ให้การทำงานในนโยบายต่างๆ สอดคล้องและรวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะการตัดสินใจ ยืนยันว่า ไม่มีแนวคิดเพื่อต้องการล้วงลูกโผทหาร อย่างที่พรรคประชาธิปัตย์กล่าวหา เพราะต้องการเข้ามาทำงานมากกว่า ส่วนจะมีแนวทางแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างไร ต้องเข้าไปดูงานก่อน
ยันไร้ปัญหาย้ายเฉลิมคุมแรงงาน
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวต่อว่า ส่วนนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ จะช่วยให้สามารถแก้ปัญหาโครงการรับจำนำข้าวได้ ขณะที่ นายวราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ รมช.เกษตรและสหกรณ์ รับผิดชอบมองทุกมิติในโครงการรับจำนำข้าว รวมถึงดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกร ไม่ได้มองแค่ว่ากระทรวงพาณิชย์ จะขายได้เท่าไหร่ แต่ต้องมองในมิติของกระทรวงเกษตรฯ รวมไปถึงกระทรวงการคลังด้วย เพื่อให้มองเห็นการทำงานในภาพรวมมากขึ้น อีกทั้งยังมีผู้ติดตามการทำงานเพื่อรักษาสมดุลได้ ต้องเรียนว่าเป็นการปรับเปลี่ยนเพื่อความเหมาะสม ซึ่งนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ เป็นผู้เริ่มโครงการรับจำนำข้าว จนประสบความสำเร็จช่วยให้เกษตรกรได้มีรายได้ วันนี้เป็นการต่อยอดการปรับ ครม. เพื่อความเหมาะสม ซึ่งการปรับ ครม.ครั้งนี้ เมื่อทำงานมาเกือบ 2 ปีก็ต้องดู งานที่เริ่มต้นต้องการผู้เข้าใจในนโยบาย ส่วนงานสานต่อ ซึ่งเป็นอีกวิธีหนึ่งในการปรับเปลี่ยนเพื่อความเหมาะสม การปรับเปลี่ยนในครั้งนี้ก็เพื่อนำบุคคลที่มีความรู้โดยตรงมาช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ไม่อยากให้มองเป็นอย่างอื่น สำหรับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน คงไม่ต้องเคลียร์ใจอะไร เพราะการทำงานในกระทรวงแรงงาน จะได้ทำงานมากกว่า ส่วนตำแหน่งรองนายกฯ ต้องดูแต่นโยบาย ส่วนการลงกระทรวงแรงงาน คิดว่าเป็นสิ่งที่ดี ก่อนหน้านี้นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ อดีต รมว.แรงงาน ก็ได้ทำนโยบายจนประสบความสำเร็จตามที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา ในการปรับรายได้ขั้นต่ำวันละ 300 บาท ส่วน ร.ต.อ.เฉลิม ก็จะเข้ามาต่อยอด เพราะมีความรู้ความเข้าใจด้านกฎหมาย ซึ่งจะประสานงานความร่วมมือ เช่น เรื่องอาเซียน หรือในระดับภูมิภาค การปรับไม่ได้หมายความว่า รัฐมนตรีท่านใดท่านหนึ่งมีปัญหา ส่วนการที่ ร.ต.อ.เฉลิม ออกมาแสดงความคิดเห็นว่านายกฯ ลอยตัวในหลายเรื่อง เช่น โครงการรับจำนำข้าวนั้นก็มีสิทธิ์คิดได้ เพราะเราพูดกันเพื่อให้เกิดการทำงานที่ดีขึ้น ไม่มีปัญหาอะไร เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ก็ยังคุยกันดีอยู่
เตรียมนำ ครม.ประกาศต้านทุจริต
นายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลังการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 2 ก.ค. เวลา 14.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ จะประกาศเจตนารมณ์เดินหน้าหยุดคอรัปชั่นในทุกระดับ สร้างมิติใหม่ให้เป็น ครม.ที่โปร่งใส ยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรม ส่งเสริมภาพลักษณ์ไทยให้ดีขึ้นเป็นที่ยอมรับในระดับสากล แผนการดำเนินงานในการหยุดคอรัปชั่นระหว่างปี 2556-2557 ที่จะมีการแต่งตั้งหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง กรม จังหวัด ผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ อธิการบดีสถาบันอุดมศึกษา และผู้อำนวยการองค์การมหาชน มาร่วมกันเป็นที่ปรึกษาพิเศษคณะกรรมการ ป.ป.ท. (Chief Anti-corruption Officer) เพื่อต่อต้านการทุจริตในหน่วยงานของตนเอง และร่วมมือกับ ป.ป.ท.ในการจับตาและให้ข้อมูลเกี่ยวกับการคอรัปชั่น ขณะที่การมีส่วนร่วมภาคประชาชนมี 3 ช่องทางรับเรื่องร้องเรียน ได้แก่ตู้รับเรื่องร้องเรียนทุจริตทั่วประเทศ สายด่วน 1206 และ www.stopcorruption.go.th
“บิ๊กอ๊อด” โวเหล่าทัพแฮปปี้ปูควบ กห.
พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมช.กลาโหม กล่าวว่า การมาเป็น รมช.กลาโหม เพื่อช่วยนายกรัฐมนตรีทำงานก็ไม่มีปัญหา เพราะที่ผ่านมาทำงานร่วมกันอยู่แล้ว และเป็นผลดีกับงานในกระทรวงกลาโหม และประเทศชาติ การมาทำงานครั้งนี้เพื่อให้งานทุกอย่างเรียบร้อย ราบรื่น ซึ่งได้คุยกับ ผบ.ทหารสูงสุด และ ผบ.ทบ.แล้ว และทุกคนก็ดีใจที่ได้กลับมาทำงานร่วมกัน เพราะถือเป็นสายงานที่ตรงกัน เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรีได้บอกเหตุผลหรือไม่ว่าทำไมถึงนั่งควบ รมว.กลาโหมเอง และมอบให้ พล.อ.ยุทธศักดิ์เป็น รมช.กลาโหม พล.อ.ยุทธศักดิ์ กล่าวว่า นายกฯ ไม่ได้พูดอะไร แค่บอกว่าให้มาช่วยงานในฐานะที่มีประสบการณ์ในกระทรวงกลาโหมมาทุกงานแล้ว ส่วนที่หลายฝ่ายวิจารณ์ว่าการที่นายกฯ ควบตำแหน่ง รมว.กลาโหม คงไม่มีผลในเรื่องการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปี ในฐานะที่เราเป็นพี่น้องกันอยู่ แต่ละหน่วยงานเราคุยกันก่อนได้ก่อนที่เรื่องจะถึงนายกรัฐมนตรีในฐานะ รมว.กลาโหม มั่นใจว่าวันประชุมสภากลาโหมจริงๆ ใช้เวลานิดเดียวก็จบ ไม่มีการโหวตแน่นอน ยืนยันว่าไม่มีการต่างคนต่างถือโผตัวเองมา แล้วมานั่งเถียงกันในสภากลาโหม
“เฉลิม” ยังงอนงดเข้า ก.แรงงาน
ขณะที่ความเคลื่อนไหวของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน ยังไม่เดินทางเข้ากระทรวงแรงงานหลังได้รับโปรดเกล้าฯ ขณะเดียวกันได้แจ้งไม่เข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่จะมีการประชุม ครม.ชุดใหม่นัดแรกในวันที่ 2 ก.ค. เนื่องจากลาป่วยเพื่อไปพบแพทย์ แต่มีกระแสข่าวว่าในช่วงเย็นวันนี้จะไปร่วมงานเลี้ยงอำลาตำแหน่งที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ในการถ่ายรูปหมู่รัฐมนตรีใหม่ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.ต.อ.เฉลิมไม่ได้เข้าร่วมถ่ายภาพหมู่ด้วยเช่นกัน
พท.เชื่อ “เหลิม” เป็นผู้ใหญ่ไม่น้อยใจ
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การปรับคณะรัฐมนตรี จากผลสำรวจของโพลหลายสำนักพบว่า เสียงสะท้อนของประชาชนให้การตอบรับที่ดีกับ ครม.ชุดใหม่ เพราะมีบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ทั้งนักการเมืองและอดีตข้าราชการประจำมาร่วม ครม.ในครั้งนี้ ทำให้ ครม.ยิ่งลักษณ์สร้างความเชื่อมั่นในสายตาประชาชนได้มากยิ่งขึ้น สำหรับการดำรงตำแหน่งควบ รมว.กลาโหมของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะในอดีตที่ผ่านมาก็มีนายกฯ พลเรือนที่ควบกระทรวงกลาโหม อาทิ นายชวน หลีกภัย นายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ทั้งนี้มองว่าเป็นเรื่องดีสะท้อนว่านายกฯ ให้ความสนใจปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ฝ่ายค้านออกมาตั้งข้อสังเกตว่านายกฯ ต้องการแทรกแซงการแต่งตั้งข้าราชการทหารไม่เป็นความจริง เนื่องจากการแต่งตั้งต้องผ่านการเห็นชอบของคณะกรรมการ ไม่มีใครมาแทรกแซงอำนาจ ผบ.เหล่าทัพได้ และเชื่อว่านายกฯ ไม่เข้าไปล้วงลูกแน่นอน ส่วนกรณี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน ไม่เข้าร่วมการถ่ายรูปกับ ครม.นั้น ไม่ได้เป็นสัญญาณของความขัดแย้ง การปรับ ครม.เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี ร.ต.อ.เฉลิมเป็นนักการเมืองผู้ใหญ่ของพรรค ดำรงตำแหน่งใหญ่ต่างๆ ที่สำคัญมากมาย คงไม่น้อยใจ ที่ลดตัวไปอยู่กระทรวงแรงงาน และน้อมรับในการตัดสินของนายกรัฐมนตรี ร.ต.อ.เฉลิมอยู่ตำแหน่งใดก็สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังคงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีและเข้าสภาเพื่อชี้แจงปัญหา และยังคงเป็นกันชนของรัฐบาลเหมือนเดิม
ส.ส.อีสานเสียงอ่อนรับได้โควตาหด
นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การปรับ ครม.ครั้งนี้เห็นได้ชัดว่าโควตาของ ส.ส.อีสานลดลงไป นั่นเป็นเพราะฝ่ายผู้บริหารต้องการคนที่มีความสามารถในเชิงเทคนิคมากกว่าด้านการเมืองเข้าไปทำหน้าที่ จึงให้เห็นภาพการเบียดที่นั่งของ ส.ส. ซึ่งตนในฐานะ ส.ส.อีสานก็พอจะเข้าใจได้ และในพรรคคงไม่มีแรงกระเพื่อมอะไรมากนัก เพราะสถานการณ์รัฐบาลขณะนี้ไม่ดีเลย จะให้สถานการณ์ในพรรคไม่ดีอีกก็ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องนัก “สถานการณ์ของรัฐบาลกำลังเจอปัญหา ทั้งขบวนการจ้องล้มรัฐบาล ขบวนการหน้าการขาว และการไม่รับฟังตุลาการ ทั้งหมดเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัด ดังนั้นพวกเรา ส.ส.จะต้องช่วยกันประคับประคองให้รัฐบาลอยู่รอดต่อไปให้ได้” สำหรับกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ถูกย้ายให้ไปเป็น รมว.แรงงานนั้น เท่าที่จับอาการเบื้องต้นก็เห็นว่าท่านมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว ถ้าได้มาคุยกับผู้แทนบ้างคิดว่าจิตใจน่าจะเย็นลงบ้าง ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ก็เกิดอาการน้อยใจบ้างแต่ชั่วครู่ชั่วยาม ร.ต.อ.เฉลิม เป็นผู้ใหญ่พอก็คงจะใช้ประสบการณ์ทั้งการบริหารทางการเมืองเข้ามาช่วยทำงานให้รัฐบาลได้
“วิสาร” รับยงยุทธดันนั่ง มท.
ด้านนายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ รมช.มหาดไทย คนใหม่ ได้เดินทางเข้าทำงานที่กระทรวงมหาดไทยเป็นวันแรก โดยมีข้าราชการระดับสูงและบุคคล เข้าร่วมแสดงความยินดีมอบกระเช้าดอกไม้จำนวนมาก รวมถึง พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคมาตุภูมิ นอกจากนี้ น.ส.วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย ลูกสาว ได้นำหลานสาวมาเข้าเยี่ยมห้องทำงานใหม่ของนายวิสารด้วย ทั้งนี้นายวิสาร กล่าวว่า กระแสข่าวที่ว่า ตนได้รับการผลักดันจาก นายยงยุทธ ติยะไพรัช ให้ได้เป็นรัฐมนตรีนั้น ก็ต้องยอมรับ ตนอาจจะห่างหายจากการเมืองไปนาน เพราะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองด้วย ส่วนที่กลุ่มคนเสื้อแดงไม่พอใจในการปรับ ครม.ครั้งนี้นั้น ต้องทำความเข้าใจกัน เหมือนกับการเล่นฟุตบอลที่ควรรู้ว่าจังหวะไหนควรรุก จังหวะไหนควรรับ ยังมีเวลาที่เหลือในการปรับให้เหมาะสม แต่ตนก็พร้อมจะประสานงานกับทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย
“ประชา” ยึดห้องทำงานเก่าเหลิม
ขณะที่ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าทำงานในทำเนียบรัฐบาลเป็นวันแรก โดยเมื่อมาถึง ได้พูดคุยทักทายกับนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี ที่หน้าตึกบัญชาการ 1 ก่อนจะเดินขึ้นไปสักการะพระพรหมที่ประดิษฐานบนดาดฟ้าของตึกไทยคู่ฟ้า จากนั้นเดินลงมาสักการะศาลพระภูมิ ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาลที่อยู่หน้าตึกบัญชาการ ทั้งนี้ พล.ต.อ.ประชา จะใช้ห้องทำงานที่ชั้น 4 ตึกบัญชาการ 1 ซึ่งเป็นห้องทำงานเดิมของ ร.ต.อ.เฉลิม ทั้งนี้ พล.ต.อ.ประชา กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ให้โอกาสมาทำงานในตำแหน่งนี้ ส่วน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน ที่เคยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีนั้น ตนและ ร.ต.อ.เฉลิม ได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วยกันเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา จึงได้มีโอกาสพูดคุยกันและขอคำแนะนำจาก ร.ต.อ.เฉลิม โดยตนและ ร.ต.อ.เฉลิม มีความสนิทสนมกันมานาน ทั้งนี้ ร.ต.อ.เฉลิม บอกกับตนว่าเรามีความเป็นกันเอง ดังนั้นถ้ามีสิ่งใดก็สามารถพูดคุยกันได้ ไม่ต้องเกรงใจ
“ก่อแก้ว” เชื่อปรับ ครม.อุดช่องโหว่
นายก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ภาพรวมของการปรับ ครม.ครั้งนี้ถือว่าดี ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นการปรับเพื่ออุดช่องโหว่ในประเด็นที่รัฐบาลถูกโจมตีอย่างหนักในเรื่องของโครงการรับจำนำข้าว และโครงการน้ำ โดยเห็นได้จากบุคคลากรที่เข้ารับตำแหน่งก็มีความเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็น นายยรรยง พวงราช รมช.พาณิชย์ อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ เพราะที่ผ่านมา นายยรรยง เคยเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจที่ตนทำหน้าที่อยู่ ก็พบว่ามีความชัดเจนจากข้อมูลที่เพียบพร้อม หรือ นายวราเทพ รัตนากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ ก็เป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ในการทำงาน ส่วนนางปวีณา หงสกุล รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สังคมก็จะเห็นว่าท่านได้ช่วยเหลือในสิทธิ เด็ก สตรี และคนชรา มานับ 10 ปี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐมนตรีที่ถูกปรับออกนั้นไม่มีความสามารถ เพราะอย่าง กรณีของ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ เองก็เป็นคนเก่ง แต่ว่าอาจจะพูดน้อยไปหน่อย แล้วพอโดนโจมตีหนักมากขึ้นจนสังคมเชื่อไปแล้ว การแก้ต่างจึงทำได้ยาก อย่างไรก็ตามการที่รัฐมนตรีหลายคนไม่ได้มาจากพรรคเพื่อไทย ตนก็ยอมรับว่าอาจทำให้การทำงานต่างๆ อาจมีช่องว่างกับ ส.ส.ในพรรคได้ ซึ่งก็เป็นหน้าที่ที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องปรับตัวเข้าหากัน
แดงยังข้องใจ ครม.ปู 5 ตั้งท่าถอย
นายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทยและแกนนำกลุ่ม นปช. กล่าวว่า การปรับ ครม.ที่ไม่มีชื่อนายจตุพร เป็นรัฐมนตรี แกนนำ นปช.ไม่ได้พูดถึง เรายอมรับอำนาจการตัดสินใจของนายกฯ และการประชุมแกนนำ นปช.นัดหมายก่อนปรับ ครม.นานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งนัดเมื่อนายจตุพรไม่ได้ตำแหน่ง แต่การปรับ ครม.ครั้งนี้มีประชาชนจำนวนมากสะท้อนผ่านผู้แทนฯ ว่าดูเหมือนรัฐบาลถอยทางการเมืองหรือไม่ เพราะเอาคนอย่าง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ออกจากรองนายกฯ ไปนั่ง รมว.แรงงาน หรือคุณจาตุรนต์ ฉายแสง ไปเป็น รมว.ศึกษาธิการ ซึ่งไม่ใช่ตำแหน่งที่จะตอบโต้หรือชี้แจงแทนนายกฯ เหมือนตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี อย่างคุณจาตุรนต์ ผมว่าสามารถให้ควบตำแหน่งรองนายกฯ เพื่อคอยชี้แจง ตอบโต้ทางการเมืองด้วยได้ แต่เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ต่อไปการต่อสู้ทางสภาฯ ของฝ่ายรัฐบาลต้องถอยแน่นอน ขณะที่เกมในสภาของพรรคประชาธิปัตย์รอบจัด เขี้ยวลากพื้น ส่วนแรงกระเพื่อมภายในพรรคเพื่อไทย หลังปรับ ครม.จะไม่กลายเป็นความขัดแย้งภายในพรรค เพราะเมื่อปรับแล้วรัฐบาลก็ต้องเดินหน้าต่อ แต่ผู้ใหญ่ในพรรคควรจะเข้ามารับฟังเสียงสะท้อนของ ส.ส.และชี้แจงสิ่งที่เกิดขึ้นบ้าง ถึงเหตุผลในการปรับ ครม.และการจัดวางตัวบุคคลเป็นรัฐมนตรี เพราะการปรับ ครม.เกิดขึ้นโดยไม่มีใครรู้ตัว จึงอาจทำให้มีความไม่เข้าใจอยู่บ้าง เพราะไม่ได้พูดคุยกันมาก่อน และ ส.ส.ก็มาจากประชาชนหลังฟังคำชี้แจงแล้วจะได้กลับไปตอบคำถามประชาชนในพื้นที่ได้
ร้อง ป.ป.ช.ฟัน “โต้ง” กู้น้ำ 3.5 แสน ล.
วันเดียวกัน นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติมการกระทำของ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ รองปลัดกระทรวงการคลัง ในกรณีที่ นายกิตติรัตน์ ได้มอบอำนาจให้ นายพงษ์ภาณุ กระทำการลงนามในสัญญาเงินกู้กับธนาคาร 4 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารกสิกรไทย รวมเป็นวงเงิน 324,606 ล้านบาท โดยไม่ยอมรับฟังคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง ซึ่งถือว่าเป็นการท้าทายอำนาจของกฎหมาย โดยนายศรีสุวรรณ กล่าวว่า การกระทำของบุคคลทั้ง 2 เข้าข่ายเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จึงขอให้ ป.ป.ช.ดำเนินการตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 250 (2) และ (3) อย่างไม่ชักช้า ภายใน 49 วัน โดยเทียบเคียงกับกระบวนการไต่สวนของศาลปกครองกลาง อย่างไรก็ตาม การลงนามในสัญญาดังกล่าว ได้กระทำก่อนที่จะมีคำสั่งของศาลปกครอง คือ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา จึงอยากให้ ป.ป.ช.ไต่สวนข้อเท็จจริง เพื่อรวบรวมข้อมูลส่งให้ศาลอาญาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งหาก ป.ป.ช.ไม่ดำเนินการหรือดำเนินการล่าช้า ทางสมาคมฯ จะยื่นเรื่องให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระ อีกทั้งมั่นใจว่าคดีนี้น่าจะจบลงที่ ป.ป.ช.
ปชป.ลุยยื่นถอด ครม.สัปดาห์นี้
นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ จะรวบรวมรายชื่อ ส.ส.จำนวน 1 ใน 4 เพื่อยื่นถอดถอนคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยกคณะ จากการประมูลงานในโครงการบริหารจัดการน้ำจาก พ.ร.ก.เงินกู้ 3.5 แสนล้าน ของรัฐบาล ภายในสัปดาห์นี้ เนื่องจากที่ผ่านมา ได้รวบรวมรายชื่อของ ส.ส.ได้ครบตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด และสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังมีความไม่ชัดเจนในเรื่องการปรับ ครม. แต่ขณะนี้มีความชัดเจนเห็นหน้าค่าตาแล้ว ประกอบกับในสัปดาห์ก่อน มีเรื่องที่ทางภาคประชาชนได้ยื่นร้องเรื่องการบริหาร จัดการน้ำที่เปิดการประมูลงานให้ 4 บริษัทได้งานไปต่อศาลปกครองกลาง ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาออกมาแล้วว่า ต้องให้ภาคประชาชนและคนในพื้นที่นั้นๆ ต้องมีส่วนร่วม โดยการทำประชาพิจารณ์ด้วย และยังพบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมอีกว่า กระทรวงการคลัง ยังดันทุรังเดินหน้ากู้เงิน จาก 4 สถาบันการเงินต่อไป ในวันที่ 30 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันหมดอายุของ พ.ร.ก.เงินกู้ ทั้งที่ศาลปกครองกลาง ได้วินิจฉัยไปแล้ว ดังนั้น พรรคจะนำข้อมูลทั้งหมดนี้มาประกอบในคำร้องเพื่อยื่นถอดถอน โดยอาจจะมีการหารือในที่ประชุมวิปฝ่ายค้านอีกครั้ง เพื่อสรุปสาระและดูร่างคำร้องก่อนที่จะยื่นถอดถอน ครม.ยกชุดแน่นอน
“โต้ง” อ้างทำตามขั้นตอน กม.
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวว่า การที่เซ็นสัญญาเงินกู้โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท กับสถาบันการเงิน 4 แห่ง ยืนยันว่าทำตามหน้าที่และดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายถูกต้อง ภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งการเซ็นสัญญาเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของโครงการ นอกจากนี้ การกู้เงินเพื่อลงทุนโครงการบริหารจัดการน้ำจะไม่เป็นภาระต่อประเทศ เนื่องจากจะมีการชำระเงินที่ตรงตามเวลาที่กำหนดและไม่มีค่าธรรมเนียม “ผมก็ทำตามหน้าที่ของผม ถ้าไม่เซ็นผมก็ผิด ก็เป็นการทำตามขั้นตอนตามงบที่ได้จัดสรรมา ผมมองว่าเป็นการเซ็นเพื่อเตรียมความพร้อมมากกว่า แต่ก็ดูคำวินิจฉัยของศาลปกครองที่พิจารณามาในบางเรื่องที่จะให้ทำประชาพิจารณ์เราก็จะทำตามที่ศาลสั่ง ส่วนการกู้เงินยืนยันว่าไม่เป็นภาระ เนื่องจากการชำระเงินจะตรงตามงวดและไม่มีค่าธรรมเนียม การเบิกเงินมาลงทุนก็ต้องเป็นไปตามขั้นตอน ไม่เป็นภาระของประเทศแน่นอน” ทั้งนี้ ในเบื้องต้นได้มีการกู้เงินไปแล้วประมาณกว่า 20,000 ล้านบาท เพื่อให้สามารถลงทุนโครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำตามแผนที่วางไว้ในการพัฒนาโครงการที่มีความจำเป็นได้ทันที รวมทั้งจัดวงเงินงบประมาณให้พร้อมและเพียงพอในการดำเนินการให้เกิดการลงทุนในอนาคต ส่วนโครงการมีความจำเป็นที่ผ่านการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และการทำรายงานผลกระทบด้านสุขภาพ (HIA) ที่เปิดให้บริษัทเอกชนดำเนินงาน ศาลได้สั่งให้ดำเนินการขั้นตอนเพิ่มเติม การจัดเตรียมวงเงินงบประมาณตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 350,000 ล้านบาท ด้วยการลงนามในสัญญาเงินกู้กับสถาบันการเงิน 4 แห่ง ไม่ใช่เรื่องที่เป็นภาระให้กับรัฐบาล เนื่องจากไม่ได้มีการกู้เงินทั้งก้อนมากองไว้ให้เสียอัตราดอกเบี้ยโดยเปล่าประโยชน์ หากมีความล่าช้าในการเบิกจ่ายเงินจะไม่มีภาระต้นทุนต่อภาครัฐ ทั้งนี้จะสามารถเบิกจ่ายเงินได้เมื่อมีการอ้างอิงขั้นตอนการดำเนินการต่างๆ ตามคำสั่งศาลปกครองกลางครบถ้วนแล้ว

ใช่หรือไม่?? แค่บุญทรงรับผิดจำนำข้าว ขณะยิ่งลักษณ์ลอยตัวเหนือปัญหา?? เมื่อ 2 ก.ค.56



ใช่หรือไม่?? แค่บุญทรงรับผิดจำนำข้าว ขณะยิ่งลักษณ์ลอยตัวเหนือปัญหา??
          ตามกันต่อกับมุมทางเศรษฐกิจ-การเมือง ที่สะท้อนข้อบ่งชี้ของหลายฝ่าย ว่าการตัดสินใจพลิกมติระดับราคาจำนำข้าวจาก 12,000 บาทให้กลับมายืนในราคาเดิมที่ 15,000 บาท  จนถึงวันที่ 15 กันยายน 2556 ไม่มีหลักเกณฑ์ใดๆ เป็นข้อพิจารณา แต่เป็นไปเพราะผลประโยชน์ทางการเมืองทั้งสิ้น เพราะภาพที่เห็นกัน นอกจากโครงการรับจำนำข้าวที่ 15,000 บาท จะไม่ตอบโจทย์ความเป็นอยู่ของชาวนาที่ยั่งยืนแล้ว ยังสร้างผลกระทบต่อระบบข้าวไทย และการส่งออกให้เสียหาย รวมทั้งยังเกิดช่องทางการทุจริตให้เกิดขึ้นตามมามากมาย
       
ซึ่งการพลิกมติกขช.ครั้งนี้น่าสนใจว่า นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯและรมว.คลังในฐานประธาน และคณะกรรมการคณะกรรมการนโยบายข้าว หรือ กขช.ใช้ฐานข้อมูลใดมาพิจารณา ทั้งที่ก่อนหน้านี้เป็นนายกิตติรัตน์ ที่ออกมาส่งสัญญาณเรียกร้องให้กขช.ที่มีนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ เป็นหัวโต๊ะในขณะนั้นให้ปรับลดราคาจำนำข้าวจาก 15,000 เป็น 12,000 บาท โดยอ้างต้องรักษาวินัยการคลัง และเพื่อราคาสอดคล้องกับตลาดโลก
       
แต่สุดท้ายนายบุญทรง ก็ถูกปรับพ้นจากครม.เพราะถูกมองว่าเป็นต้นเหตุทำให้นโยบายจำนำข้าวเกิดความผิดพลาดจนถูกพรรคประชาธิปัตย์นำไปเป็นประเด็นโจมตีทางการเมือง   และถูกชาวนาทั่วประเทศลุกฮือต่อต้านรัฐบาล  โดยมีประเด็นที่ต้องพิจารณาก็คือ ลำพังนายบุญทรงคนเดียวมีสิทธิที่จะกำหนดทิศทางราคาจำนำข้าวได้หรือไม่ และความผิดพลาดของนโยบายจำนำข้าวเป็นเพราะนายบุญทรงเพียงลำพังหรือไม่
          
หากย้อนไปดูข้อมูลข่าวสารที่ออกมา ก็จะพบว่า โครงการรับจำนำข้าวมาจากแนวคิดของพ.ต.ท.ทักษิณตั้งแต่เริ่มต้น หลักฐานจากการให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศผ่าน “ นิตยสารฟอร์บส์” เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2555 และรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้นำนโยบาย “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” มาประกาศเป็นนโยบายบริหารประเทศทันที 
      
ถ้าถามว่า คือใครคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบกับความผิดพลาดในครั้งนี้ ใช่นายบุญทรงคนเดียวหรือไม่ หากจะมองในมุมเศรษฐกิจ-การเมือง ก็ต้องยอมรับว่าการปรับให้นายบุญทรง พ้นจากตำแหน่งรมว.พาณิชย์  คือ แนวทางการตัดตอนปัญหาให้พ้นไปจากรัฐบาล โดยเฉพาะน.ส.ยิ่งลักษณ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีและประธานกขช.และผู้เกี่ยวข้องไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ใช่หรือไม่   
         
ขณะที่นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กลับนำข้อมูลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่รายงานผลการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ณ วันที่ 30 มิถุนายนมาอ้างเป็นเหตุผลในการกลับลำราคาจำนำครั้งนี้ ว่า รัฐบาลสามารถใช้วงเงินรับจำนำข้าวเดิมที่ตันละ 15,000 บาทได้โดยยังอยู่ในเงื่อนไขที่สามารถดูแลเกษตรกรได้และอยู่ในกรอบวินัยทางการคลังที่กระทรวงการคลังดูแลได้ ทั้งที่รัฐบาลก็รู้อยู่เต็มอกว่า นโยบายนี้ไม่สามารถเดินต่อได้ แต่ที่ต้องยอมกลืนน้ำลายตัวเองครั้งนี้ ก็เพราะต้องการรักษาเก้าอี้รัฐบาลเพียงเหตุผลเดียว?