วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ดูดวงเดลี่ : อ.2กค.56



ดูดวงเดลี่ : อ.2กค.56
 

ดูดวงเดลี่ กับ หมอดูต๊อกแต๊ก A4 วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม 2556



คนเกิดวันจันทร์
          การงาน
 ยุ่งยากใจในหลายได้ เพื่อนร่วมงาน มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ  การเงิน ไม่มีปัญหา ราบรื่นดีเจรจาเรื่องเงินทองลงตัว สุขภาพ ยังต้องระวังปวดตา ปวดหัว ความรัก เบื่อกับการอธิบายเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ คนโสด ยังสนุกสนาน ไม่จริงจังกับใคร สีที่ดี ม่วง ฟ้า


คนเกิดวันอังคาร
          การงาน 
คุณสามารถจัดการทำทุกอย่างได้ลงตัว พยามทำในหน้าที่ตนเอง และวันนี้มีภาระเพิ่มจากคนอื่น  การเงิน วันนี้หงุดหงิดใจเพราะเงินในกระเป๋าออกตลอดเวลา  สุขภาพ ปวดคอท้ายทอย  ความรัก ต้องใส่ใจกันและกันทั้งกายและจิตใจ เพราะทีไม่รักษาน้ำใจกันแต่รักกันนะ คนโสดเจอคนแก่ถูกใจ  สีที่ดี เขียว น้ำตาล


คนเกิดวันพุธ
          การงาน
 มีงานด่วนกะทันหันแต่ออกมาดีทำให้คุณเป็นที่ยอมรับมากขึ้น เด่นสำหรับคนทำงานอิสระไปได้ดีเจรจาต่อรองเป็นผลดี  การเงิน ได้มาใช้ไปตลอดเวลาพักนี้รายจ่ายเยอะยิ่งสิ่งใดและมีภาระกับครอบครัว  สุขภาพ วิงเวียนบ้างเล็กน้อยแต่คุณเองมักหงุดหงิดใจบ่อยๆ  ความรัก คำนึงคิดถึงรักครั้งเก่าที่ผ่านมาบางทีไม่เปิดใจรับใคร คนมีคู่เช้าดีกัน บ่ายทะเลาะกันระวังความลับแตก  สีที่ดี ม่วง ชมพู


คนเกิดวันพฤหัสบดี
          การงาน
 ยังถือว่าไปได้เรื่อยๆ  แต่ระวังงานที่วางแผนจะติดขัดเพราะเจ้านาย  การเงิน ผ่านมือดีแต่ยากที่เก็บกำให้อยู่นาน  สุขภาพ ปกติดี  ความรัก พูดอย่างหนึ่งคนรักเข้าใจอีกอย่างทำให้หงุดหงิดใจ วันนี้ยังคงระแวงแคลงใจแต่อย่าคิดมาก คนโสด เจอคนมีเจ้าของ  สีที่ดี น้ำตาล เขียว


คนเกิดวันศุกร์
          การงาน 
เหมือนจะไปได้ดีมีโอกาสเข้ามาแต่มันผิดพลาดที่คนประสานงานดังนั้นควรรอบคอบให้มากแล้วจะดี  การเงิน รายได้ที่คาดหวังไว้อาจจะเลื่อนออกไปหน่อยอย่าใจร้อน  สุขภาพ ช่องท้องระวังให้มากเพราะมีอาการเจ็บบ่อยๆ  ความรัก ต้องหนักแน่นอย่าหวั่นไหวกับกระแสคนรอบข้าง คนรักเอาใจดี คนโสดมีปัญหาเพราะคำพูด สีที่ดี เทา ดำ


คนเกิดวันเสาร์
          การงาน
 งานของคุณวันนี้ไม่ว่าจะทำอะไรดูช้า วนอยู่กับสิ่งเดิมไม่มีความแปลกใหม่ทำให้เบื่อ  การเงิน มีเงินเข้ามาทำให้ใจชื้นได้แต่ภาระยังคงมีเยอะเหมือนเดิม  สุขภาพ วันนี้ ระวังการออกกำลังกายผิดท่า ปวดข้อ กระดูก  ความรัก คนมีคู่รักไปได้ดีสดใสปรับความเข้าใจกันมากขึ้น คนโสดยังต้องรอจังหวะ  สีที่ดี น้ำเงิน ขาว


คนเกิดวันอาทิตย์
          การงาน
 คุณมีทักษะที่จะเอาตัวรอดได้เสมอ ผู้ใหญ่รักเอ็นดู ระวังการติดต่อเจรจาจะมีปัญหาตามมาทีหลัง  การเงิน ยังคงวุ่นวายกับเรื่องเดิมๆ ส่วนใหญ่รายจ่ายหมดไปกับครอบครัว  สุขภาพ ระวังกล้ามเนื้ออักเสบโดยเฉพาะหลังกับไหล่  ความรัก หากยากที่จะฝืนยื้อต้องปล่อยจึงจะดีขึ้น ลดความคาดหวังในรักครั้งนี้ลงบ้างจะดีขึ้น คนโสดยังเรื่อยๆ สนุกกับเพื่อนพ้องไปก่อนตัวจริงยังไม่มา  สีที่ดี ครีม ส้ม
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

อึ้ง!! ผบก.ปอท. ออกกฎ!! “หมิ่นผ่านเน็ต” ตัดต่อ – ล้อเลียน – วิจารณ์จับจำคุก 5 ปี! เมื่อ 1 ก.ค.56



อึ้ง!! ผบก.ปอท. ออกกฎ!! “หมิ่นผ่านเน็ต” ตัดต่อ – ล้อเลียน – วิจารณ์จับจำคุก 5 ปี!

อยู่ๆ ก็ถูกจุดกระแสขึ้น เมื่อ พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ผู้บังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบก.ปอท.) ออกตัวแรงกับกรณี “หมิ่นผ่านเน็ต” หากผู้ใดกระทำเจ้าหน้าที่สามารถจับได้ทันที ไม่ต้องมีการฟ้องร้อง พร้อมโทษจำคุก 5 ปี       
        จุดชนวนถึงการปฏิบัติหน้าที่และนัยของการออกมาประกาศเน้นย้ำถึงการบังคับใช้พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ท่ามกลางกระแสร้อนแรงในการวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนที่มีต่อนักการเมืองบนอินเทอร์เน็ต ไม่แปลกที่หลายคนจะมองว่า การกระทำครั้งนี้เป็นไปเพื่อปกป้องคนบางกลุ่ม      
        ล่าสุดวรวีย์ มะกูดี ที่ปัจจุบันเป็นรักษาการนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยก็ออกมาขู่จะฟ้องร้องผู้ที่ติดต่อภาพตัวเองเพื่อล้อเลียนอีกด้วย     
        ทุกวันนี้บนอินเทอร์เน็ต สิ่งที่ถูกพูดถึงและเป็นที่สนใจของประชาชนมากที่สุดสิ่งหนึ่งคือการเมือง เพราะการเมืองถือเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อชีวิตของประชาชน ทำให้ทุกวันนี้เมื่อมีนักการเมืองปฏิบัติงานการเมืองที่ไม่ชอบมาพากล ส่อพิรุธ กระทั่งดำเนินนโยบายใดๆก็ตาม ไม่แปลกที่จะมีความเห็นต่างทางการเมืองดังมาจากฟากประชาชน      
        และหลายครั้งก็ปรากฏภาพตัดต่อล้อเลียน ซึ่งก็มาจากการปฏิบัติหน้าที่ของนักการเมืองเสียเอง กรณีของชัย ราชวัตร นักเขียนการ์ตูนล้อเลียนการเมืองชื่อดังที่ถูกฟ้องหมิ่นนายกรัฐมนตรี ก็เป็นที่พูดถึงในแง่ของการแสดงความเห็นทางการเมืองต่อบุคคลสาธารณะอย่างนายกรัฐมนตรี      
        มาถึงตอนนี้ ภาพตัดต่อและข้อความล้อเลียนกับบุคคลสาธารณะนั้นแทบจะเป็นของคู่กัน ยิ่งกับนักการเมืองที่ทำงานโดยมีพื้นฐานที่ประโยชน์ของสาธารณะยิ่งจะมีแพร่หลายไปทั่วโลกอินเทอร์เน็ต ทั้งคำพูดเชิงล้อเลียนที่แฝงนัยทางความคิดเห็นที่มีต่อหน้าที่ในฐานะนักการเมือง      
        ล่าสุด หลังจากพล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ผู้บังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบก.ปอท.) ออกมาพูดถึงกฎหมายเกี่ยวกับการหมิ่นผ่านอินเทอร์เน็ตเพียงไม่กี่วัน ฟากฝั่งที่ทำงานด้านการเมืองอย่างวรวีร์ มะกูดี ที่กำลังมีปัญหาอยู่กับประเด็นการเลือกตั้งนายกสมาคมฟุตบอลคนใหม่ก็ออกตัวจะฟ้องร้องผู้ที่ตัดต่อภาพตัวเองฐานหมิ่นประมาททันที โดยมีการเตรียมทีมกฎหมายฟ้องร้องกว่า 100 คดี
        “คุณทำงานสาธารณะ ก็น่าจะต้องยอมรับให้สาธารณะวิจารณ์บ้าง...ในระดับหนึ่ง ไม่ใช่หงุดหงิดง่าย อย่างคุณเฉลิมแกก็อารมณ์เสียง่าย นักข่าวถามอะไรก็ขู่ฟ้อง เอะอะอะไรก็ฟ้อง มันเด็กๆ เกินไปหรือเปล่า” อาทิตย์ วุริยรงค์กุล เครือข่ายพลเมืองเน็ต กลุ่มเครือข่ายที่เคลื่อนไหวด้านสิทธิของประชาชนในการใช้อินเทอร์เน็ต แสดงความเห็นถึงกรณีฟ้องร้องของนักการเมืองหรือบุคคลสาธารณะที่เกิดขึ้น      
        “คือคุณทำงานการเมือง ทำงานสาธารณะ ดังนั้นก็ต้องมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นธรรมดา มีเสียงบ่นว่าเมื่อคุณทำผลงานได้ไม่ดี เพราะมันเป็นเรื่องสาธารณะ มันเกี่ยวข้องกับพวกเขา แฟนบอลที่ไม่พอใจ บ่นว่าคุณวรวีร์มันก็เพราะการทำหน้าที่ของเขา ไม่ได้ด่าที่ตัวบุคคล”      
        กับกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจออกมาประกาศย้ำถึงการใช้กฎหมาย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์นั้น เขามองใน 2 แง่มุมซึ่งขึ้นอยู่กับท่าทีของการพูด หากพูดในเชิงข่มขู่ เขาเห็นว่าไม่เหมาะสม เพราะจะเป็นการปกป้องคนบางกลุ่ม แต่หากไม่แล้ว มุมที่เป็นประโยชน์ก็คือ การให้ความรู้กับสาธารณชนว่า กฎหมายนี้มีอยู่ และหากเกิดการฟ้อง เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการ      
        “ในทางหนึ่งก็ดีเป็นการให้ความรู้กับประชาชน มีกฎหมายนี้อยู่นะ ควรระวังตัวไว้ อาจจะมีคนอื่นที่เขาคิดว่าเขาเสียหายมาฟ้องคุณได้นะ ฟ้องมาเราก็ต้องดำเนินคดี ถ้าเกิดว่า พูดมาในลักษณะแบบนี้ก็โอเค แต่ถ้าน้ำเสียงปราม ข่มขู่ อันนี้ก็ไม่เหมาะเท่าไหร่ เฮ่ย อย่าโพสต์นะ จับได้นะ อันนี้ไม่เหมาะ”      
        ทั้งนี้ กรณีที่เจ้าหน้าที่ดำเนินการโดยใช้กฎหมายดังกล่าวนั้น เขาเห็นว่ามีอยู่เรื่อยและมักจะเป็นเรื่องการเมืองระดับชาติหรือการกลั่นแกล้งกันระหว่างบุคคล โดยจะมีการไปฟ้องตำรวจ ซึ่งตำรวจก็จำเป็นต้องทำ อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่า การเป็นบุคคลสาธารณะก็ควรจะมีความอดทนเพื่อให้การทำงานต่างๆ สามารถเป็นไปได้มากขึ้น      
        การออกโรงมาเตือนว่า หากพบการหมิ่นจะจับทันทีนั้น ในทางปฏิบัติแล้ว การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มีความสามารถที่จำกัด อย่างไรก็ไม่มีทางดูแลได้ทั่วถึง จึงไม่แปลกหากจะมีหลายฝ่ายมองว่า สิ่งนี้มีขึ้นเพื่อปกป้องบุคคลทางการเมือง      
        “ใช่ครับ มันจะกลายเป็นว่ามีแค่คนดัง คนมีอำนาจทางการเมืองเยอะหน่อยที่จะได้รับการคุ้มครองหรือเปล่า แบบนี้ ผมมองว่าบุคคลทางการเมืองมีการออกแอกชั่นมาก หงิดหงุดง่าย เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งมีอำนาจบังคับใช้กฎหมายก็ต้องแสดงท่าที ซึ่งตรงนี้มันก็ทำให้การทำงานอะไรๆ มันลำบากขึ้น”      
        กับประเด็นเรื่องการเลือกปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น เขาเห็นว่า จะต้องให้ความยุติธรรมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย โดยมองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการให้ลำดับความสำคัญมากกว่า      
        “จริงๆ ก็ต้องแฟร์กับตำรวจด้วยว่าเขามีกำลังแค่นี้ ฉะนั้น อาจจะต้องเลือกตามลำดับความสำคัญ คนนี้อาจจะมีประเด็นอ่อนไหวทางสังคมมาก และถ้าเขาไม่ทำอะไร เขาก็ถูกเด้งได้”      
        มาถึงปัจจุบันนี้ เขาเห็นว่า การตรวจสอบทางการเมืองควรจะมีอยู่ หากสื่อและประชาชนทำหน้าที่แล้วจะมีการฟ้องร้องทุกครั้ง การทำงานด้านการตรวจสอบก็เป็นไปได้ยาก       
        “ตอนนี้สังคมมันเปลี่ยนไป มันมีความคาดหวังมากขึ้นว่า บุคคลสาธารณะจะต้องมีความรับผิดชอบ จะต้องโปร่งใสมากขึ้น กฎหมายอย่างหมิ่นประมาท กฎหมายที่เกี่ยวกับชื่อเสียงของบุคคลสาธารณะ มันก็อาจจะต้องปรับไปตามความคิดความอ่านของคนในสังคมที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่ว่าว่าอะไรไม่ได้เลย แตะอะไรไม่ได้เลย”
         ปัญหาพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์      
        พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีเเละปรับไม่เกิน 1 เเสนบาท เป็นพ.ร.บ.แรกที่เกี่ยวกับการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ซึ่งประกาศใช้หลังจากการรัฐประหาร 2549 ท่ามกลางเหตุการณ์ทางการเมืองที่โลกอินเทอร์เน็ตเต็มไปด้วยคิดเห็นที่แตกต่าง       
        แต่เดิมทีพ.ร.บ.ดังกล่าวก็มีการพูดถึงในแง่ของปัญหาจากการบังคับใช้อยู่แล้ว ในฐานะที่เคลื่อนไหวด้านสิทธิของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมาตลอด อาทิตย์ เผยถึงข้อกฎหมายเป็นที่ปัญหาซึ่งมีอยู่มาตราหลักนั่นคือ มาตรา 14 15 และ16
        โดยมาตรา 14 นั้นจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับข้อมูลที่เผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ตแล้วจะผิดกฎหมาย อย่าง ข้อมูลอันเป็นเท็จ หมิ่นประมาท หรือความมั่นคง ทั้งนี้ผู้กระทำผิดจะเป็นลักษณะของผู้ใช้บริการ โดยจะเป็นคดีอาญา เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีแล้วไม่สามารถยอมความได้ มีโทษจำคุกสูงถึง 5 ปี      
        ขณะที่มาตรา 15 นั้นจะเกี่ยวกับผู้ให้บริการ ตัวอย่างเช่น เว็บข่าวต่างๆ ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานโพสต์ความเห็น หากความเห็นเหล่านั้นผิดตามมาตรา 14 ก็จะผิดฐานเหมือนเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด โดยระบุโทษเท่ากันคือจำคุก 5 ปี ขณะที่มาตรา 16 นั้นมีเนื้อหาเกี่ยวกับภาพตัดต่อ แต่เป็นคดีที่ยอมความได้
        “เดิมที เจตนาของพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์คือการป้องกันความผิดที่จะกระทำผ่านคอมพิวเตอร์ เป็นการออกกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป ตัวอย่างเช่น การขโมยรถ รถหายไป เราไม่สามารถใช้รถได้ แต่การขโมยข้อมูลนั้นไม่เหมือนกัน เรายังมีข้อมูลนั้นอยู่ แต่คนขโมยก๊อบปี้ข้อมูลของเราไป ซึ่งถ้าเป็นกฎหมายเดิม ศาลฎีกาตีความออกมาแล้วว่า ไม่ผิด ดังนั้น มันจึงต้องมีการออกกฎหมายมาเพื่อทำอะไรสักอย่างกับกรณีแบบนี้”      
        ในส่วนของข้อมูลเท็จนั้น มีการออกแบบตามเจตนาเดิมให้ใช้กับกรณีอย่างการปลอมแปลงข้อมูลบัตรเอทีเอ็ม หากมีใครปลอมแปลงบัตรแล้วนำไปกดเงิน ข้อมูลที่เข้าสู่ตู้เอทีเอ็มซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์นั้นถือว่าเป็นเท็จ ดังนั้นจึงผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ทว่าการนำมาใช้ในปัจจุบันนั้นกลับผิดต่อเจตนาเดิมของตัวบทกฏหมาย      
        เขาเผยถึงหลายกรณีที่มีการให้พ.ร.บ.ดังกล่าวในทางที่ผิด นักต่อสู้ด้านสิทธิผู้ป่วยคนหนึ่งถูกกลุ่มแพทย์ฟ้อง จากที่การทำแคมเปญรณรงค์ว่า ปีหนึ่งมีผู้เสียหายจากความผิดพลาดในการรักษาพยาบาลเท่าไหร่ ซึ่งข้อมูลยังไม่มี แต่การรณรงค์นั้นได้นำตัวเลขจากอเมริกาแล้วเปรียบเทียบว่า หากคุณภาพการรักษาพยาบาลของประเทศไทยเท่ากับอเมริกา ประเทศไทยจะมีผู้เสียหายจากกรณีเหล่านี้เท่าไหร่ ซึ่งกลายเป็นช่องให้กลุ่มแพทย์ให้พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ในการฟ้องร้อง      
        “ตัวแทนสหภาพแรงงานก็มีกรณีที่ถูกบริษัทแห่งหนึ่งฟ้องด้วยมาตรา 14 ของพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ แม้ว่าบริษัทจะมีการเจรจายอมความแล้ว แต่ตามพ.ร.บ.มันเป็นคดีอาญาเลยไม่สามารถยอมความได้”      
        เมื่อเทียบกับกฎหมายหมิ่นประมาททั่วไป หมิ่นผ่านสื่อจะเห็นว่ามีโทษไม่เกิน 2 ปี ยอมความได้ด้วย ทำให้เห็นว่าไม่ยุติธรรม      
        “จนถึงตอนนี้ มันก็ผ่านมา 6 ปีแล้วนับจากที่เริ่มใช้กฎหมายนี้ ทางสำนักงานพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) ที่เป็นคนออกแบบกฎหมายนี้ก็เห็นว่า มันถูกนำไปใช้ผิดเจตนา ตอนนี้ก็มีการดำเนินการยกร่าง ทำประชาพิจารณ์สำรวจความคิดเห็นประชาชนกันเพื่อแก้ไขกฎหมายนี้”      
        บอกได้ว่า หลายภาคส่วนเริ่มมีนโยบายที่เห็นว่า กฎหมายดังกล่าวนั้นมีปัญหา และก่อให้เกิดความอยุติธรรมขึ้น
       แม้แต่ภาครัฐเองก็ยังขานรับ เขาจึงเห็นว่า หากเป็นภาครัฐเหมือนกันก็ควรจะคุยกันบ้างว่านโยบายควรดำเนินไปในทางใดกับกฎหมายที่ปัญหาอยู่นี้      
        ส่วนของการแก้กฎหมายนั้น เขาเห็นว่า โลกอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันที่ขยายตัวไป ทำให้ข้อมูลหลายอย่างเดินทางเร็วขึ้น ผู้อ่านก็สามารถแสดงความคิดเห็นได้มากขึ้น การออกฎหมายจึงควรคำนึงถึงความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ด้วย      
        “พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับที่ใช้อยู่มันคำนึงถึงเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างเดียว แต่ไม่ได้คำนึงถึงพฤติกรรมของผู้คน การแสดงออกของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย ในต่างประเทศอย่างอังกฤษมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายให้สื่อสามารถทำให้คนไม่พอใจได้ หากเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ เพื่อสาธารณะต้องมาก่อน       
        “กับสังคมไทยมันมีความคาดหวังมากขึ้น เราเรียกร้องกันว่า นักการเมืองต้องไม่คอร์รัปชัน กระบวนการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นศาล หรือนักการเมือง มันต้องโปร่งใส แต่มันจะโปร่งใสได้ไงละ เมื่อประชาชนจะลุกขึ้นมาตรวจสอบ แล้วก็ฟ้องกันหมด มันไปกันไม่ได้ไง ผมคิดว่ากฎหมายมันต้องเอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงไปของสังคมตรงนี้ด้วย”      
        การตัดต่อ - ล้อเลียน - วิพากษ์วิจารณ์กับบุคคลสาธารณะ และยิ่งกับคนทำงานเพื่อสาธารณะประโยชน์อย่างนักการเมือง การตรวจสอบถือเป็นความดีงามหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย หากทว่ามาถึงตอนนี้ดูเหมือนนับวันความดีงามที่เป็นเสมือนแสงไฟอันริบหรี่กำลังจะถูกดับลงทุกที มีเพียงประชาชนเท่านั้นที่จะลุกขึ้นปกป้องสิ่งที่ทุกคนควรได้รับ     
ขอบคุณข้อมูลจาก ASTV ผุ้จัดการ LIVE

ช่วยดูๆ!"ณัฐวุฒิ"มีคนคุกเข่าพินอบ-ตอกย้ำขึ้นชั้น"อำมาตย์"?เมื่อ 1 ก.ค.56



ช่วยดูๆ!"ณัฐวุฒิ"มีคนคุกเข่าพินอบ-ตอกย้ำขึ้นชั้น"อำมาตย์"?
"ศิริโชค"โพสต์ FB เย้ยอำมาตย์ -  โชว์ชัดๆ!!! ภาพ รมต.ณัฐวุฒิ นั่งบนเก้าอี้ โดยมี  "2 จนท."คุกเข่าลักษณะพินอบพิเทา  ด้าน "ชาวเน็ต"ทวงถาม "ไหนมันบอกว่าเป็นไพร่ไง" 
วันนี้ ( 1 ก.ค.)  นายศิริโชค โสภา สมาชิกสภา ผู้แทนราษฏรพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ภาพลงบนเฟซบุคส่วนตัว "Sirichok Sopha" โดยเป็นภาพของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขณะกำลังนั่งอยู่ในห้องประชุม โดยมีผู้หญิง 2 คน  กำลังนั่งคุกเข่าพูดคุย ลักษณะพินอบพิเทา พร้อมระบุข้อความว่า " อำมาตย์ ?????"
โดยเรื่องนี้ได้มีผู้เข้ามาชมและแสดงความจำนวนมาก เช่น ผู้ใช้นามว่า " Wilaiwan" แสดงความเห็นว่า " พูดอยู่เสมอว่าเป็นไพร่ เมือได้รัฐมนโทแล้ว ที่พูดว่าเป็นไพร่หายไปไหน, ใช้นามว่า "ต้อย แบงค์" แสดงความเห็นว่า " ไหนมันบอกว่าเป็นไพร่ไง แล้วภาพนี้คืออะไรพอใส่หัวโขนเปลื่ยนได้ขนาดนี้เลยเหรอ"

รอวันสุกงอม... สงครามกลางเมือง หน้ากากขาวVSเสื้อแดง เมื่อ 1 ก.ค.56



รอวันสุกงอม... สงครามกลางเมือง หน้ากากขาวVSเสื้อแดง
จากปรากฎการณ์ที่มีความต่อเนื่องของกลุ่มหน้ากากขาว โดยทั้งปริมาณและพื้นที่ชุมนุมที่เพิ่มสูงขึ้นชนิดน่าตกใจ จากการนัดชุมนุมทุกวันอาทิตย์เป็นครั้งที่ 5 และที่ต้องย้ำกันเลยก็คือเป็นการออกมาชุมนุมที่ไม่ได้มีแกนนำ
แต่ที่น่าเป็นกังวลใจเพิ่มเติมก็คือการออกมาของกลุ่มคนเสื้อแดงในลักษณะการยั่วยุที่พร้อมจะนำไปสู่การใช้ความรุนแรงทุกเมื่อ
จากคำประกาศกร้าวของนายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มในการใช้ความรุนแรงต่อกลุ่มหน้ากากขาวที่เริ่มก่อตัวขึ้นเป็นจำนวนมากในจังหวัดอุดรธานี
ในการชุมนุมเมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมากลุ่มคนเสื้อแดง ชมรมคนรักอุดร ประมาณ 40 คน เดินทางด้วยรถบรรทุก 6 ล้อ พร้อมป้ายติดด้านข้าง“หน่วยต่อต้านขี้กากขาว”ทั่วราชอาณาจักร มาที่บริเวณพระอนุสาวรีย์กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ถ.ทหาร เขตเทศบาลนครอุดรธานี เพื่อต่อต้านกลุ่มหน้ากากขาวในจ.อุดรธานีที่ออกมาชุมนุมต่อต้านรัฐบาลของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส่วนนายขวัญชัย ได้หลบไปอยู่ที่จ.มุกดาหาร เพราะกลัวศาลถอนประกัน โดยให้ดีเจของคลื่นพามวลชนออกมาออกแถลงการณ์ต่อต้านกลุ่มหน้ากากขาวแทน
ตัวแทนของกลุ่มคนเสื้อแดงได้อ่านแถลงการณ์ว่า สถานการณ์ปัจจุบันเกิดความแตกต่างทางความคิด เช่นเดียวที่อุดรมีกลุ่มหน้ากากขาวออกมาชุมนุมต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย ในนามชมรมคนรักอุดรซึ่งเป็นกลุ่มพลังมวลชนผู้รักประชาธิปไตย ต้องการเห็นความเป็นธรรม ความสงบสุขในจังหวัด ต้องการให้สงบสุขเจริญรุดหน้าเป็นประตูสู่ อาเซียน เป็นเมืองศูนย์กลางของการศึกษา การค้า การลงทุนในภูมิภาคอาเซียน แต่เนื่องจากมีกลุ่มคนผู้ไม่หวังดีต่อเมืองอุดร หวังเฉพาะผลทางการเมือง กลุ่มคนเหล่านี้พยายามทุกวิถีทางจะล้มรัฐบาล โดยไม่คำนึงถึงความสงบร่มเย็นของชาวเมืองอุดร ไม่คำนึงถึงความเจริญรุ่งเรืองของเมืองอุดรที่รัฐบาลชุดนี้ได้อนุมัติโครงการและให้การสนับสนุน
ในนามชมรมคนรักอุดร ขอแสดงจุดยืนว่า“จะสนับสนุนรัฐบาลชุดที่มีนายกรัฐมนตรีหญิงยิ่งลักษณ์ต่อไป”และขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งข้าราชการ คหบดี พ่อค้า ประชาชนทั่วไป ได้ช่วยให้การสนับสนุนไม่ให้เกิดความวุ่นวายในเมืองอุดร เพื่อประโยชน์สุขของชาวอุดรธานีตลอดไป   
ต่อมาทางกลุ่มคนเสื้อแดงได้เดินทางไปรวมตัวกันที่บริเวณศาลาพิธีสนามทุ่งศรีเมืองอุดรธานี ภายหลังจากที่ทราบข่าวว่าทางกลุ่มหน้ากากขาว จะนัดชุมนุมกันที่บริเวณสนามทุ่งศรีเมืองอุดรธานี แต่ก็ไม่พบ กลุ่มหน้ากากขาวแต่อย่างใด โดยกลุ่มคนเสื้อแดงบอกว่า ต่อไปทุกครั้งที่กลุ่มหน้ากากขาวออกมาต่อต้านรัฐบาลก็จะออกมาไล่กลุ่มหน้ากากขาวเช่นกัน       
ส่วนความเคลื่อนไหวของกลุ่มหน้ากากขาวที่จ.อุดรธานี ตั้งแต่เวลา 12.00 น. ได้กระจายออกถือป้ายประท้วงรัฐบาลไปตามสถานสำคัญต่างๆ เช่น สวนสาธารณะหนองประจักษณ์ อนุสาวรีย์กรมหลวงประจักษ์ ศาลจ.อุดรธานี และสนามทุ่งศรีเมือง เพื่อแสดงออกถึงสัญลักษณ์ว่าคนอุดรก็ไม่เอาระบบทักษิณทุกคน ซึ่งการชุมนุมของทั้งสองกลุ่มครั้งนี้ในจ.อุดรธานี ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงอะไรเกิดขึ้น โดยมีตร.สภ.เมืองอุดรธานี 2 กองร้อยดูแลความปลอดภัย
ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กลุ่มหน้ากากขาวเชียงใหม่ ประมาณ 100 คน ได้เดินทางมายื่นหนังสือต่อ น.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กสม.ในฐานะประธานอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง เพื่อขอให้หามาตรการคุ้มครองความปลอดภัยในการใช้สิทธิเสรีภาพแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 พร้อมขอให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เนื่องจากมีกลุ่มคนเสื้อแดงในนาม กลุ่มคนรักเชียงใหม่ 51 ได้เข้ามาข่มขู่ คุกคาม และใช้ความรุนแรง ต่อการชุมนุมของกลุ่มหน้ากากขาว จ.เชียงใหม่ ที่บริเวณสวนสุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ บริเวณถนนนิมมานเหมินทร์ เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ในเหตุการณ์ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ จนทำให้สมาชิกกลุ่มหน้ากากขาวได้รับบาดเจ็บ
ดังนั้น จึงขอให้ กสม.ดำเนินการตรวจสอบกลุ่มคนเสื้อแดงดังกล่าว และขอให้ตรวจสอบสื่อวิทยุชุมชนของคนเสื้อแดง รักเชียงใหม่ 51 ที่ปลุกระดมประชาชน รวมทั้งการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไม่สามารถระงับเหตุการณ์และไม่ดำเนินการกับกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ดำเนินการกับผู้ชุมนุมกับกลุ่มหน้ากากขาว       
ทั้งนี้ กลุ่มหน้ากากขาวได้นำผู้ชุมนุมที่ได้รับบาดเจ็บจากการทำร้ายของคนเสื้อแดง รวมทั้งหลักฐานที่มีทั้งเอกสาร ภาพถ่าย และคลิปวีดีโอ มายื่นให้กับกรรมการสิทธิฯ ด้วย 
 ด้าน น.พ.นิรันดร์ กล่าวกับกลุ่มหน้ากากขาว ว่า จะนำเรื่องดังกล่าวเข้าหารือกับคณะอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง รวมทั้งจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือ เพราะเห็นว่าขณะนี้ได้มีการเผชิญหน้าระหว่างมวลชน จึงต้องมีการหารือหามาตรการในการดูแลความปลอดภัย เพราะการชุมนุมทางการเมืองนั้นน่าจะมีเพิ่มมากขึ้นจึงไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ที่ผ่านมา เพราะการแสดงความคิดเห็นนั้นสามารถทำได้แต่ต้องไม่ไปละเมิดสิทธิคนอื่น นอกจากนี้ อยากจะขอฝากไปยังสื่อมวลชนวิทยุชุมชนได้ทำหน้าที่แตกต่างไปจากจุดประสงค์เดิมเพื่อเป็นการปฏิรูปสื่อของชุมชน ปัจจุบันกลายเป็นวิทยุการเมืองที่มีเนื้อมุ่งประหัตประหารและเนื้อหามุ่งปลุกระดมก่อให้เกิดความรุนแรง โดยถูกนักการเมืองนำมาใช้สร้างความเกลียดชังและให้เกิดความรุนแรง     
นพ.นิรันดร์ กล่าวอีกว่า ความเห็นต่างเป็นเรื่องปกติไม่ว่าจะรักใครก็ต้องอยู่บนหลักขันติธรรม และอดกลั้น ไม่เช่นนั้นจะถลำเข้าสู่อารมณ์เกลียดชังและประเทศไทยเราจะไปไม่รอดเกิดอนาธิปไตยจนเกิดหลุมดำของประเทศอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้อาจจะลบล้างกันไม่หมดไม่สิ้น อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้หน่วยงานรัฐจะปล่อยเลยตามเลยไปตามยถากรรมไม่ได้ ดังนั้น คณะกรรมการสิทธิ์ฯจะได้ประสานสำนักงานตำรวจแห่งชาติและฝ่ายปกครองๆเพื่อมาหารือมาตรการป้องกันความปลอดภัยและไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ
 ส่วนที่จ.ลำปาง ที่เกิดการปะทะกันของคนเสื้อแดงและกลุ่มหน้ากากขาว พล.ต.ต.พรชัย พักตร์ผ่องศรี ผบก.ภ.จว.ลำปาง เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ทำการสอบสวนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว เบื้องต้น โดยทางชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดลำปาง ได้ให้ผู้ชายที่ก่อเหตุทั้งสองคนจากกลุ่มคนเสื้อแดง และกลุ่มหน้ากากขาว เดินทางมายัง สภ.เมืองลำปาง เพื่อสอบสวนเหตุการณที่เกิดขึ้น ซึ่งตามภาพ พบว่า กลุ่มคนหน้ากากขาว ได้เดินเข้าไปล็อคคอชายกลุ่มคนเสื้อแดง ในขณะที่กำลังเดินข้ามถนน จนเกิดการทะเลาะชกต่อยกันขึ้นกลางถนน จากนั้นทั้งสองกลุ่มก็กรูเข้าหากัน แต่เจ้าหน้าที่สามารถระงับเหตุได้        
จากการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่าผู้ชายกลุ่มหน้ากากขาวนั้น มีสติไม่ค่อยสมประกอบ โดยเดินเข้าไปล็อคคอผู้ชายกลุ่มคนเสื้อแดง กลางถนน ทำให้ชายกลุ่มเสื้อแดงที่ถูกล็อคคอ ดิ้นและสะบัดออก จากนั้นจึงเกิดการชกต่อยกันขึ้น ซึ่งทั้งสองคนก็ไม่ติดใจเอาเรื่อง ถึงขั้นกับแจ้งความ เพราะไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ ก่อนที่ทางตำรวจจะได้ให้กลับบ้านไป และแจ้งให้นายณัฐชัย อินทราย แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงลำปาง เดินทางมาพบ เพื่อทำความเข้าใจในการชุนนุม รวมทั้งดูแลกลุ่มสมาชิก อย่าให้เกิดความวุ่นวายใดขึ้นอีก เพราะจะส่งผลต่อสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีของ จ.ลำปาง
 และจากทิศทางที่เป็นไปของกลุ่มหน้ากากขาวก็ทำให้หลายฝ่ายเริ่มตื่นตัวกับการใช้ความรุนแรงของคนเสื้อแดงมากยิ่งขึ้น
นายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนอนกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง กล่าวถึงกรณีที่นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ขู่จะทำร้ายร่างกาย กลุ่มหน้ากากขาว 40 ที่จะเดินทางมาประท้วงที่ จ.อุดรธานีว่า อำนาจที่นายขวัญชัยขู่จะไปทำร้ายกลุ่มหน้ากากขาวนั้น เป็นอำนาจในระบบประชาธิปไตยหรือไม่ ซึ่งเห็นว่าไม่ใช่เลย นายขวัญชัยไม่ควรใช้อำนาจซึ่งไม่ใช่อำนาจในระบอบประชาธิปไตย ไปขับไล่สิ่งที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะไม่อย่างนั้น นายขวัญชัยก็เป็นคนกลุ่มเดียวกัน เพียงใส่เสื้อสีต่างกันเท่านั้น
นายก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำนปช. กล่าวถึง กรณีที่มีกลุ่มคนเสื้อแดงปะทะกับกลุ่มหน้ากากขาวที่จ.ลำปาง เว่า กลุ่มหน้ากากขาวมีสิทธิชุมนุมได้ตามกฎหมาย ซึ่งหากมีอะไรที่ผิดกฎหมาย ก็เป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะดำเนินการ กลุ่มคนเสื้อแดงไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรืออยู่ใกล้ เพราะจะทำให้เกิดการปะทะกันได้ อย่างไรก็ตามแกนนำนปช.จะต้องเตือนแกนนำในพื้นที่ต่างๆว่าไม่ควรทำอย่างนี้นายจักรภพ เพ็ญแข โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊คส่วนตัว เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มหน้ากากขาว โดยระบุไว้ว่า ประชาธิปไตย เป็นระบอบของการเสียสละ เมื่อเสียงข้างน้อย ต้องยอมรับในเสียงข้างมาก นั่นก็ถือได้ว่าเสียงข้างน้อย ได้ทำการเสียสละแล้ว     

ในการต่อสู้ ไม่ว่าจะเชิงการเมือง หรือเชิงความคิด มันก็มีปลายทางอยู่แค่ว่า เราจะสู้เพื่อเอาตัวเองเป็นใหญ่หรือสู่เพื่อเส้นทางที่เราจะสามารถยอมรับกันและกัน ได้ตลอดไป อยากฝากคำถามนี้ ไปถึงกลุ่มหน้ากากขาวว่าคุณจะสู้ไปเพื่อ"จุดหมาย"ใด ถ้ามันไม่ได้ขับเคลื่อน บนเส้นทาง ที่เราจะสามารถยอมรับกันได้ตลอดไปนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การชุมนุมของกลุ่มหน้ากากขาวยังไม่เห็นว่าขัดต่อกฎหมายหรือมีการชุมนุมที่ละเมิดสิทธิบุคคลอื่น ไม่กีดขวางการจราจร ปิดแยกราชประสงค์ หรือแม้แต่ในพื้นที่ต่างจังหวัดก็ไม่มีการปิดหรือเผาศาลากลาง แต่ชุมนุมตามสิทธิประชาธิปไตยรัฐบาลต้องให้การคุ้มครองและดูแล แต่รัฐบาลกลับจงใจและใช้สมุนคนเสื้อแดงให้ออกมาปะทะ คุกคามและข่มขู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี อุดรธานี เรียกร้องให้รัฐบาลลงไปป้องกันกลุ่มคนเหล่านี้ที่รัฐบาลให้ท้ายและสนับสนุนพฤติกรรมดังกล่าว
ขณะนี้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯถึงทางแยกที่จะต้องตัดสินใจว่าจะนำรัฐบาลเดินต่อโดยดูแลประชาชนแบบ 2 มาตรฐาน ผมเชื่อว่าไม่มีใครยอมใคร สุดท้ายแผ่นดินจะลุกเป็นไฟ ผมขอเตือนให้น.ส.ยิ่งลักษณ์อย่าลอยตัวอยู่เหนือปัญหา เหมือนที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตรองนายกฯเคยเตือน

จับตาเค้กชิ้นสำคัญ2ล้านล. เป้าจริงที่ทักษิณจ้องตาเป็นมัน! วันจันทร์ ที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2556, 02.00 น.



แนวหน้า

จับตาเค้กชิ้นสำคัญ2ล้านล. เป้าจริงที่ทักษิณจ้องตาเป็นมัน!

วันจันทร์ ที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2556, 02.00 น.
 
จับตรงไหนก็เจอแต่เงื่อนงำ “โกง” บ้านกินเมืองโดยเฉพาะเค้กก้อนโต 3 ชิ้น ประกอบด้วย โครงการรับจำนำข้าวที่รัฐบาลผลาญเงินแผ่นดินไปแล้วเกือบ 7 แสนล้านบาทงบเงินกู้ป้องกันน้ำท่วม 3.5 แสนล้านบาท ที่กำลังส่งกลิ่นเหม็นหึ่งโดยเฉพาะบริษัท เค วอเตอร์ ของเกาหลีใต้ที่ถูกลากไส้แฉปูมหลังสุดอื้อฉาวซึ่งที่สำคัญคือพิรุธที่โยงใยถึงสองพี่น้องตระกูลชิน “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” ที่ดูจะแนบแน่นกับบริษัทฉาวของเกาหลีใต้บริษัทนี้อย่างผิดสังเกต และที่สาธารณชนคนไทยเจ้าของประเทศต้องจับตาอย่ากะพริบก็คือเค้กก้อนใหญ่ที่สุดมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยคืองบเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งทั่วประเทศที่ลูกหลานต้องแบกภาระใช้หนี้อีกนานอย่างต่ำ 50 ปีกว่าจะหมด
ข่าวฉาวโฉ่โกงโครงการรับจำนำข้าวนั้นผลการสำรวจความเห็นของประชาชนทั่วประเทศครั้งล่าสุดของสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ สะท้อนชัดเจนประชาชนถึงเกือบร้อยละ 86 เชื่อว่าโครงการสุดอื้อฉาวนี้มีการโกงสะบั้นหั่นแหลก
ส่วนงบเงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท เพื่อป้องกันน้ำท่วมยิ่งมีการเปิดโปงก็ยิ่งฉาวโฉ่ส่งกลิ่นโกงเหม็นหึ่งส่อพิรุธโดยเฉพาะความแนบแน่นระหว่างสองพี่น้องตระกูลชินผู้ยิ่งใหญ่กับบริษัท เค วอเตอร์ ที่มีรัฐบาลเกาหลีใต้หนุนหลัง
พิรุธความไม่ชอบมาพากลที่เหมือนใบเสร็จมัดก็คือภาพถ่ายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นักโทษหนีคุก นายใหญ่ผู้มีบารมีเหนือรัฐบาลหุ่นเชิด ที่ถ่ายภาพร่วมกับผู้บริหารบริษัท เค วอเตอร์ ระหว่างการเยี่ยมชมบริษัทก่อนหน้าที่จะมีการประมูลโครงการเค้กก้อนโตงบน้ำท่วม 3.5 แสนล้านบาท
ที่สำคัญช่วงก่อนการประมูลงบน้ำท่วม 3.5 แสนล้านบาทสองพี่น้องตระกูลชินทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ และนายกฯหุ่นเชิด ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขยันผิดมนุษย์บินไปเยือนเกาหลีใต้ถึงคนละ 2 ครั้ง และช่างเผอิญที่ต่างก็เยี่ยมชมบริษัท เค วอเตอร์ รวมทั้งเข้าพบหารือลับกับผู้นำเกาหลีใต้
พิรุธอีกประการหนึ่งก็คือ เมื่อไม่กี่วันก่อนแกนนำนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมซึ่งเดินทางมาสำรวจปัญหาโครงการป้องกันน้ำท่วมในประเทศไทยออกมาเปิดโปงบริษัท เค วอเตอร์ว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัวและเป็นบริษัทที่เคยทำแต่โครงการขนาดเล็กในเกาหลีใต้ และตกเป็นข่าวอื้อฉาวเพราะชอบหมกเม็ดทำแบบลับๆซ่อนๆโดยมีประธานาธิบดีเกาหลีใต้คอยหนุนหลัง ซึ่งหลังตกเป็นข่าวอื้อฉาวไทยแทนที่รัฐบาลหุ่นเชิดยิ่งลักษณ์จะตรวจสอบข้อเท็จจริงปูมหลังบริษัทฉาวโฉ่นี้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ ตรงกันข้ามคนในรัฐบาลกลับร้อนตัวเรียงหน้าออกมาปกป้องบริษัทเค วอเตอร์ เพื่อให้โครงการถลุงงบ 3.5 แสนล้านบาทเดินหน้าต่อไปตามแผนโดยเร็ว
แต่ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษก็คือร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งทั่วประเทศที่กำลังจะเข้าพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่ 2 และ 3 เมื่อเปิดสภาสมัยสามัญเดือนส.ค.นี้ โดยมีข้อน่าสังเกตว่า นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเพื่อไทยเลื่อนวาระการพิจารณา พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ขึ้นพิจารณาเป็นเรื่องด่วนวาระแรกแซงหน้าพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ของ นายวรชัย เหมะ สส.สมุทรปราการพรรคเพื่อไทย
สำหรับงบเงินกู้ 2 ล้านล้านบาทถือเป็นเค้กชิ้นใหญ่ที่รัฐบาลหุ่นเชิดภายใต้การบงการของนายใหญ่นักโทษหนีคุกหมายมั่นปั้นมือจ้องเอาให้ได้ เพราะหากงานสำเร็จได้เค้กก้อนโตชิ้นนี้นอกจากจะรวยอู้ฟู่กันถ้วนหน้าแล้ว ยังใช้เป็นทุนแผ่ขยายอิทธิพลผูกขาดอำนาจสถาปนาระบอบทักษิณยึดประเทศอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้อย่างสบาย เพราะเงินมหาศาลสามารถบันดาลทุกอย่างแม้แต่จ้างผีให้โม่แป้ง

ทีมข่าวการเมือง

จับตาเค้กชิ้นสำคัญ2ล้านล. เป้าจริงที่ทักษิณจ้องตาเป็นมัน! วันจันทร์ ที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2556, 02.00 น.



แนวหน้า

จับตาเค้กชิ้นสำคัญ2ล้านล. เป้าจริงที่ทักษิณจ้องตาเป็นมัน!

วันจันทร์ ที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2556, 02.00 น.
 
จับตรงไหนก็เจอแต่เงื่อนงำ “โกง” บ้านกินเมืองโดยเฉพาะเค้กก้อนโต 3 ชิ้น ประกอบด้วย โครงการรับจำนำข้าวที่รัฐบาลผลาญเงินแผ่นดินไปแล้วเกือบ 7 แสนล้านบาทงบเงินกู้ป้องกันน้ำท่วม 3.5 แสนล้านบาท ที่กำลังส่งกลิ่นเหม็นหึ่งโดยเฉพาะบริษัท เค วอเตอร์ ของเกาหลีใต้ที่ถูกลากไส้แฉปูมหลังสุดอื้อฉาวซึ่งที่สำคัญคือพิรุธที่โยงใยถึงสองพี่น้องตระกูลชิน “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” ที่ดูจะแนบแน่นกับบริษัทฉาวของเกาหลีใต้บริษัทนี้อย่างผิดสังเกต และที่สาธารณชนคนไทยเจ้าของประเทศต้องจับตาอย่ากะพริบก็คือเค้กก้อนใหญ่ที่สุดมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยคืองบเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งทั่วประเทศที่ลูกหลานต้องแบกภาระใช้หนี้อีกนานอย่างต่ำ 50 ปีกว่าจะหมด
ข่าวฉาวโฉ่โกงโครงการรับจำนำข้าวนั้นผลการสำรวจความเห็นของประชาชนทั่วประเทศครั้งล่าสุดของสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ สะท้อนชัดเจนประชาชนถึงเกือบร้อยละ 86 เชื่อว่าโครงการสุดอื้อฉาวนี้มีการโกงสะบั้นหั่นแหลก
ส่วนงบเงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท เพื่อป้องกันน้ำท่วมยิ่งมีการเปิดโปงก็ยิ่งฉาวโฉ่ส่งกลิ่นโกงเหม็นหึ่งส่อพิรุธโดยเฉพาะความแนบแน่นระหว่างสองพี่น้องตระกูลชินผู้ยิ่งใหญ่กับบริษัท เค วอเตอร์ ที่มีรัฐบาลเกาหลีใต้หนุนหลัง
พิรุธความไม่ชอบมาพากลที่เหมือนใบเสร็จมัดก็คือภาพถ่ายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นักโทษหนีคุก นายใหญ่ผู้มีบารมีเหนือรัฐบาลหุ่นเชิด ที่ถ่ายภาพร่วมกับผู้บริหารบริษัท เค วอเตอร์ ระหว่างการเยี่ยมชมบริษัทก่อนหน้าที่จะมีการประมูลโครงการเค้กก้อนโตงบน้ำท่วม 3.5 แสนล้านบาท
ที่สำคัญช่วงก่อนการประมูลงบน้ำท่วม 3.5 แสนล้านบาทสองพี่น้องตระกูลชินทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ และนายกฯหุ่นเชิด ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขยันผิดมนุษย์บินไปเยือนเกาหลีใต้ถึงคนละ 2 ครั้ง และช่างเผอิญที่ต่างก็เยี่ยมชมบริษัท เค วอเตอร์ รวมทั้งเข้าพบหารือลับกับผู้นำเกาหลีใต้
พิรุธอีกประการหนึ่งก็คือ เมื่อไม่กี่วันก่อนแกนนำนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมซึ่งเดินทางมาสำรวจปัญหาโครงการป้องกันน้ำท่วมในประเทศไทยออกมาเปิดโปงบริษัท เค วอเตอร์ว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัวและเป็นบริษัทที่เคยทำแต่โครงการขนาดเล็กในเกาหลีใต้ และตกเป็นข่าวอื้อฉาวเพราะชอบหมกเม็ดทำแบบลับๆซ่อนๆโดยมีประธานาธิบดีเกาหลีใต้คอยหนุนหลัง ซึ่งหลังตกเป็นข่าวอื้อฉาวไทยแทนที่รัฐบาลหุ่นเชิดยิ่งลักษณ์จะตรวจสอบข้อเท็จจริงปูมหลังบริษัทฉาวโฉ่นี้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ ตรงกันข้ามคนในรัฐบาลกลับร้อนตัวเรียงหน้าออกมาปกป้องบริษัทเค วอเตอร์ เพื่อให้โครงการถลุงงบ 3.5 แสนล้านบาทเดินหน้าต่อไปตามแผนโดยเร็ว
แต่ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษก็คือร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งทั่วประเทศที่กำลังจะเข้าพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่ 2 และ 3 เมื่อเปิดสภาสมัยสามัญเดือนส.ค.นี้ โดยมีข้อน่าสังเกตว่า นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเพื่อไทยเลื่อนวาระการพิจารณา พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ขึ้นพิจารณาเป็นเรื่องด่วนวาระแรกแซงหน้าพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ของ นายวรชัย เหมะ สส.สมุทรปราการพรรคเพื่อไทย
สำหรับงบเงินกู้ 2 ล้านล้านบาทถือเป็นเค้กชิ้นใหญ่ที่รัฐบาลหุ่นเชิดภายใต้การบงการของนายใหญ่นักโทษหนีคุกหมายมั่นปั้นมือจ้องเอาให้ได้ เพราะหากงานสำเร็จได้เค้กก้อนโตชิ้นนี้นอกจากจะรวยอู้ฟู่กันถ้วนหน้าแล้ว ยังใช้เป็นทุนแผ่ขยายอิทธิพลผูกขาดอำนาจสถาปนาระบอบทักษิณยึดประเทศอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้อย่างสบาย เพราะเงินมหาศาลสามารถบันดาลทุกอย่างแม้แต่จ้างผีให้โม่แป้ง

ทีมข่าวการเมือง

วันจันทร์ ที่ 1 กรกฎาคม 2556 สุดอาลัย!ชาวบ้านแห่รับศพ"จ่าเอกพันธ์ศักดิ์"เมียท้อง3เดือนร่ำไห้แทบขาดใจ

วันจันทร์ ที่ 1 กรกฎาคม 2556

ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านแห่รับศพทหารกล้าทั้งน้ำตา ภรรยาตั้งท้องได้ 3 เดือน พึ่งแต่งานไม่ถึง 3 เดือนกอดภาพถ่ายสามีร้องไห้อย่างน่าเวทนา พ่อแม่บอกลูกตายเพื่อชาติสมชายชาติทหาร เตรียมบุตรหลายสืบต่อเลือดทหารกล้าต่อไป
     เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2556 ที่จ.อำนาจเจริญ บรรยากาศการนำศพจ่าเอก พันธ์ศักดิ์ โสดาภักดิ์ อายุ 26 ปี กองพันทหารปืนใหญ่ กระสุนเบาวีถีโค้งที่ 2 กรมทหารปืนใหญ่ กองพลนาวิกโยธิน ที่เสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน เวลา 23.00 น.จากเหตุการณ์การถูกชุ่มโจมตีของคนร้าย เป็นเหตุให้เสียชีวิต ณ บ้านโคกอิฐ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส
     ขบวนรถทหารกล้าได้นำศพจ่าเอก พันธ์ศักดิ์ โสดาภักดิ์ มาถึงบ้านนาหม้อม้า ต.นาหม้อม้า อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ พอศพมาถึงหมู่บ้านชาวบ้านทั้งหมู่บ้านต่างพากันแห่มารับศพต่างพากันร้องไห้ระงมทั่วทั้งหมู่บ้าน เพราะสงสารทหารกล้า ผู้เป็นภรรยาชื่อนางจรินทร์ทิพย์ โสดาภักดิ์ อายุ 25 ปี พี่งบรรจุเป็นข้าราชการครูได้ 1 ปี และเพิ่งแต่งงานไม่นานและกำลังตั้งท้องได้ 3 เดือนออกมากนั่งกอดภาพถ่ายของผู้สามี(ทหารกล้า)อย่างน่าสลดใจยิ่งนักร้องไห้แสบน้ำตาเป็นสายเลือด โดยบอกว่าตนรู้สึกเสียใจมากแต่ก็ผู้ใจที่สามีของบตนตายในหน้าที่สละชีพเพื่อชาติบรรยากาศการรดน้ำศพเป็นไปอย่างเศร้าสะลดใจประชาชนภรรยาพ่อแม่ต่างร้องให้ระงมกันทั้งหมู่บ้านที่มาพบเห็นศพของทหารกล้านายนี้
     จ.ส.อ. ภักดี โสดากักดิ์ อายุ 53 ปีผู้เป็นพ่อบอกว่าตน 53 ปี เป็นทหารพรานป่าหวายมาหลายปีดีใจและภูมิใจมากที่ลูกชายของตนตายอย่างสมเกียรติ สมชายชาติทหาร ที่ปกป้องประเทศชาติ ถึงตนจะเสียใจตนก็ภูมิใจมาก ตนอยากจะให้ลูกหลายตนตนสืบต่อเป็นทหารแทนลูกชายของตนเอง ลูกของตนไปดีแล้งทุกคนจงรักชาติมาความสามัคคีกัน มีระเบียบวินัย เชื่อฟังผู้บังคับบัญชา คือหัวใจของทหาร
      ด้านนางวิชุณี โลภาภักดิ์ อายุ 52 ปี รักราชการครูเป็นมารดาของทหารกล้ากล่าวทั้งน้ำตานองน่าว่า ตนเสียใจมากแต่ก็ภูมิใจที่ลูกชายของตนทำงานปกป้องประเทศชาติเต็มความสามารถแล้วตายอย่างสมเกียรติ ฝากให้ทหารทุกคนรักกันช่วยกันปกป้องประเทศชาติไว้เท่าชีวิต ตนรักลูกชายคนนี้มากที่เข้าได้เป็นทหารเหมือนพ่อเขา ตนจะเอาลูกหลานเข้ารับราชการทหารอีกเพื่อปกป้องชาติไทยต่อไป บรรยากาศเป็นไปอย่างเศร้าสลดใจ มีแขกผู้มีเกียรติไปร่วมรดน้ำศพเป็นจำนวนมากที่บ้านทหารกล้า
      พร้อมกันนี้มีนายสมศักดิ์ แสนหิรันรัณย์ เดินทางมาเป็นประธาน พร้อม นายก องค์การบริหารต่างๆและข้าราชการครู ข้าราชการมหาดไทย ประชาชนชาวบ้านนาหม้อม้าเป็นจำนวนมาก/จัดพิธีพระราชทานเพลิงศพ ณ วัดโพธิ์ศรี บ้านนาหม้อม้า ต.นาหมอม้า อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2556
 มาจากหนังสือพิมพ์ สยามรัฐ