วันอังคารที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556

ในหลวงพระราชทานพรปีใหม่ ๒๕๕๖



ในหลวงพระราชทานพรปีใหม่๒๕๕๖



พระราชดำรัส
พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทยในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๕๖
วันอังคาร ที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๖


ประชาชนชาวไทยทั้งหลาย
...

บัดนี้ถึงวาระขึ้นปีใหม่ ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดี
มาอวยพรแก่ท่านทุกๆ คน ให้มีความสุข ความเจริญ
และความสำเร็จสมประสงค์ ในสิ่งที่ปรารถนา.

ข้าพเจ้าขอขอบใจท่านเป็นอย่างมาก ที่พรั่งพร้อมกันมา
ให้กำลังใจแก่ข้าพเจ้าในคราววันเกิด ด้วยความหวังดีจากใจจริง
น้ำใจไมตรีที่ทุกคนทุกฝ่ายแสดงออกในวันนั้น ยังประทับอยู่
ในความทรงจำของข้าพเจ้าไม่รู้ลืม ในปีใหม่นี้ ข้าพเจ้าจึงปรารถนาอย่างยิ่ง ที่จะเห็นคนไทยเราได้ตั้งจิตตั้งใจ ให้มั่นอยู่ในความเมตตาและหวังดีต่อกัน ดูแลเอาใจใส่กัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ให้กำลังใจแก่กันและกัน ผูกพันกันไว้ฉันญาติและฉันมิตร ทุกคนทุกฝ่ายจะได้ร่วมมือ ร่วมความคิดอ่านกัน สร้างสรรค์ความสุข ความเจริญมั่นคง ให้แก่ตนชาติได้ ดังที่ตั้งใจปรารถนา

ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์
จงคุ้มครองรักษาท่านทุกคน ให้ปราศจากทุกข์ ปราศจากโรคภัย
ให้มีความสุขกายสุขใจ ตลอดศกหน้านี้โดยทั่วกัน

ไดโนเสาร์




ชมภาพ+คลิป ทั่วโลกฉลองขึ้นปีใหม่ 2013 สุดลังการ




ชมภาพ+คลิป ทั่วโลกฉลองขึ้นปีใหม่ 2013 สุดลังการ

ทั่วโลกฉลองขึ้นปีใหม่ 2013 อย่างสุดลังการ-ตระการตา ดูไบจุดพลุเหนือตึกระฟ้าสูสุดโลก
 
ทั่วโลกฉลองขึ้นปีใหม่ 2013 อย่างสุดลังการ-ตระการตา ดูไบจุดพลุเหนือตึกระฟ้าสูสุดโลก

Dubai
Dubai
Edinburgh
Edinburgh
London
London
Moscow
Moscow
ญี่ปุ่น
ญี่ปุ่น
ไทเป ไต้หวัน
ไทเป ไต้หวัน
สิงคโปร์
สิงคโปร์
ฮ่องกง
ฮ่องกง
พม่า
พม่า

'ในหลวง'พระราชทาน ส.ค.ส.ปี 2556




'ในหลวง'พระราชทานส.ค.ส.ปี2556
 
ในหลวงพระราชทาน ส.ค.ส.แก่พสกนิกรชาวไทย 

ทรงพิมพ์ข้อความ ขอจงมีความสุขความเจริญ HAPPY NEW YEAR พร้อมข้อความว่า เมตตาเป็นคุณธรรมนำความสุข

เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2555 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทาน ส.ค.ส. ปีพุทธศักราช 2556 แก่ประชาชนชาวไทย โดยส.ค.ส.พระราชทาน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประจำปีพุทธศักราช 2556 นี้ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฉลองพระองค์เชิ้ตลำลองสีฟ้า มีลายเส้นสีชมพูและสีฟ้าเข้มพาดตัดกัน พระสนับเพลาสีดำ และฉลองพระบาทสีดำ ประทับบนพระเก้าอี้ ด้านขวาของพระเก้าอี้ที่ประทับ มีโต๊ะกลม วางพระบรมฉายาลักษณ์ครอบครัว และเชิงเทียนแก้ว ทรงฉายกับสุนัขทรงเลี้ยง คือ คุณทองแดงที่ทรงเลี้ยงมาตั้งแต่ปี 2541 สวมเสื้อสีทอง หมอบอยู่แทบพระบาทด้านขวา และคุณมะลิ แม่เลี้ยงคุณทองแดง สวมเสื้อสีทอง หมอบอยู่แทบพระบาทด้านซ้าย

ด้านหลังพระเก้าอี้ที่ประทับ ตกแต่งด้วยดอกกล้วยไม้หลากสี ด้านขวาบน มีตราพระมหาพิชัยมงกุฎประดับ ส่วนด้านซ้ายมีผอบทองประดับ ด้านล่างของผอบทองมีตัวอักษรสีทอง ข้อความว่า

 ส.ค.ส. พ.ศ. ๒๕๕๖ สวัสดีปีใหม่ 

และตัวอักษรสีขาว ข้อความว่า

ขอจงมีความสุขความเจริญ HAPPY NEW YEAR  

ด้านขวา ใต้ตราพระมหาพิชัยมงกุฎ มีข้อความพิมพ์ด้วยตัวอักษรสีเหลือง ข้อความว่า

 “ความเมตตาเป็นคุณธรรมนำความสุข ช่วยปลอบปลุกปรุงใจให้หรรษา ความกตัญญูรู้คุณผู้เมตตา ทวีค่าของน้ำใจไมตรีเอย”

ด้านล่างของ ส.ค.ส. มีแถบสีม่วงเข้ม มุมล่างขวา มีข้อความ ก.ส. 9 ปรุง 181122 ธค.55  พิมพ์ที่โรงพิมพ์สุวรรณชาด ท.พรหมบุตร, ผู้พิมพ์โฆษณา Printed at the Suvarnnachad, D Bramaputra, Publisher

 กรอบของ ส.ค.ส. พระราชทานฉบับนี้ เป็นภาพใบหน้าคนเล็กๆ เรียงกัน ด้านซ้ายและด้านขวาเรียงกันด้านละ 3 แถว ส่วนด้านบนและด้านล่างเรียงกันด้านละ 2 แถว ทุกหน้า มีแต่รอยยิ้ม  

Dinosaur




"ยิ่งลักษณ์" พลิกตำราฝ่าหน้าผาเศรษฐกิจ 2556 วันที่ 29 ธ.ค.55. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์




"ยิ่งลักษณ์" พลิกตำราฝ่าหน้าผาเศรษฐกิจ 2556
วันที่ 29 ธ.ค.55.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกนโยบายที่ถูกขับเคลื่อนโดยรัฐบาลมักมีผลกระทบกับตัวเลขทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะนโยบายประชานิยม แน่นอนว่ายุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ติดเครื่องทุกโครงการมากว่า 1 ปีเศษ ทั้งการขึ้นค่าแรง 300 บาททั่วประเทศ ปรับเงินเดือน ป.ตรี 15,000 บาท และรับจำนำผลผลิตทางการเกษตร ต่างก็เป็นนโยบายที่สร้างความผันผวนให้กับสภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ ดังนั้น ก่อนที่ "รัฐนาวายิ่งลักษณ์" จะเดินหน้าต่อในปีที่ 2 จึงได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จัดทำเอกสารภาวะเศรษฐกิจไทย-โลก รายงานต่อที่ประชุมเดือนละ 1 ครั้งเพื่อใช้เป็นข้อมูลบริหารประเทศในอนาคตล่าสุดเมื่อวันที่ 24 ธ.ค.55 ที่ผ่านมา สศช.ได้นำรายงานฉบับปฐมฤกษ์เข้ามารายงานต่อที่ประชุม โดยมีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้
เศรษฐกิจไทยในปี 2556 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 4.5-5.5 มีมูลค่าการส่งออกสินค้าขยายตัวร้อยละ 12.2         การบริโภคครัวเรือนขยายตัวร้อยละ 4.0 การลงทุนรวมขยายตัวร้อยละ 8.1 โดยมีอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ระหว่างร้อยละ 2.5-3.5 มีบัญชีเดินสะพัดเกินดุลร้อยละ 1.0 ของ GDP ทั้งนี้ ตัวเลขจะไปถึงเป้าที่ตั้งไว้ได้จะต้องมีปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก การฟื้นตัวของการค้าสินค้าคอมพิวเตอร์-อิเล็กทรอนิกส์ การเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐและอุปสงค์ในประเทศที่มีแนวโน้มขยายตัวดี
ด้านปัจจัยเสี่ยงที่ควรระมัดระวัง ได้แก่ ข้อจำกัดในการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานสูง สภาพคล่องส่วนเกินในระบบเศรษฐกิจ รวมทั้งราคาพลังงานที่มีความเสี่ยงว่าจะเพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ ขณะที่เศรษฐกิจโลกยังคงต้องติดตามความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจยุโรป และการแก้ไขปัญหา Fiscal Cliff ของสหรัฐอเมริกา ที่มีสัญญาณความคืบหน้ามากขึ้น คาดว่าจะมีการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกอย่างชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี2556โดยเศรษฐกิจจะขยายตัวร้อยละ3.9 ปริมาณการค้าโลกขยายตัวร้อยละ5.0 โดยประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาจะขยายตัวร้อยละ 2.4 ญี่ปุ่นขยายตัวร้อยละ 1.0 และจีนขยายตัวร้อยละ 8.3 ขณะที่กลุ่มยูโรโซนมีแนวโน้มขยายตัวร้อยละ0.2จากสถานการณ์ทั้งหมด
คาดการณ์ว่าจะสร้างแรงกดดันด้านการเคลื่อนย้ายเงินทุนและอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศกำลังพัฒนามากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปี2556
ทั้งนี้ สศช.ได้จัดทำแนวการบริหารประเทศ 5 ข้อ เพื่อกระตุ้นการขยายตัวด้านเศรษฐกิจภายในประเทศให้ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มศักยภาพ และป้องกันความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ดังนี้
1.เร่งรัดการส่งออก โดยเฉพาะการส่งออกไปยังตลาดที่มูลค่าการส่งออกในปี 2555 ปรับตัวลดลงมาก และจำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี(NTB)
2.เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ-การลงทุนโครงการของรัฐ เพื่อเพิ่มศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศโดยเร่งเครื่องการลงทุนภายใต้แผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำจาก พ.ร.บ.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท แผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน วงเงิน 2 ล้านล้านบาท รวมถึงการเร่งรัดแผนพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษทวาย
3.ติดตามและเตรียมการเพื่อรองรับแนวโน้มการแข็งค่าของเงินบาท โดยเพิ่มผลิตภาพการผลิตให้กับภาคการผลิตและส่งออก เน้นกลุ่ม SMEs, สร้างโอกาสจากการแข็งค่าของเงินบาท โดยส่งเสริมให้นักลงทุนไทยไปลงทุนในต่างประเทศ (TDI) ส่งเสริมการลงทุนในเครื่องจักรของภาคการผลิต เร่งรัดนำเข้าโครงการลงทุน  ขนาดใหญ่ทั้งภาครัฐและรัฐวิสาหกิจนอกจากนั้นให้ดำเนินนโยบายการเงินที่สอดคล้องกับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะแนวโน้มการแข็งค่าของเงินบาท เศรษฐกิจในประเทศอยู่ในช่วงฟื้นตัว และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในกรอบเป้าหมายของนโยบายการเงิน
4.ดำเนินการปรับโครงสร้างราคาพลังงานตามแผนที่กำหนดไว้ เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
5.การปรับกฎระเบียบด้านการค้าการลงทุน เพื่อให้สามารถได้รับประโยชน์จากการเปิดเสรีทางการค้า การเคลื่อนย้ายเงินทุนและแรงงาน ภายใต้กรอบข้อตกลงการจัดตั้งประชาคมอาเซียนในปี 2558

ข่าวการเมืองจาก นสพ.กรุงเทพธุรกิจ เมื่อ 1 ม.ค.56




การเมือง
วันที่ 1 มกราคม 2556
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
เพื่อไทยรับแก้รัฐธรรมนูญสำเร็จยาก เปิดโมเดลดองวาระสาม หนีข้อครหาช่วย "ทักษิณ"
http://ads.nationchannel.com/adserverkt/adlog.php?bannerid=695&clientid=438&zoneid=119&source=&block=0&capping=0&cb=7dab1bd2b61e547240834215d2b33f80
นายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทยในฐานะอดีตคณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 50 ว่า ยอมรับว่า แนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 50 ทั้ง 3 แนวทางได้แก่ 1.การโหวตลงมติวาระ 3 2.การแก้ไขเป็นรายมาตรา และ 3.การทำประชามตินั้น ล้วนแต่มีปัญหาและมีกับดักทุกแนวทาง
"ไม่ว่าจะใช้แนวทางใดก็มีปัญหาทั้งนั้น จึงต้องรอบคอบ เลือกวิธีที่สร้างปัญหาน้อยที่สุด ดังนั้น ถ้าต้องเลือกแนวทางที่มีปัญหาน้อยที่สุดมีอยู่ 2 แนวทางคือ 1.ให้คาการแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 ค้างไว้ในสภาฯ เฉยๆ รอจนสภาหมดอายุ กฎหมายดังกล่าวก็จะตกไปเอง เมื่อมีรัฐบาลใหม่ก็ค่อยมาว่ากันใหม่ แต่อาจเสียความรู้สึกของประชาชน และคนเสื้อแดงบ้าง แต่เราอธิบายได้ว่า รัฐบาลพยายามอย่างเต็มที่แล้ว แต่มีปัญหามากมาย หากทำไปจะยิ่งสร้างความแตกแยกในบ้านเมือง จึงไม่สามารถแก้รัฐธรรมนูญได้ หวังว่าประชาชนจะเข้าใจ ซึ่งแสดงให้เห็นเจตนาว่า ไม่ได้ช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ 2.เดินหน้าโหวตวาระ 3 ต่อไป ซึ่งถ้าไม่ผ่านก็ให้ไปแก้ไขเป็นรายมาตราต่อไป โดยส่วนตัวเชียร์ให้ใช้แนวทางนี้ เพราะอธิบายได้ง่ายที่สุด"
นายสามารถ กล่าวอีกว่า ส่วนการทำประชามตินั้นมีขวากหนามมากมาย ต้องใช้เสียงประชามติมหาศาล และมีปัญหาตามมาคือ หากทำประชามติโดยยึด พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2552 ที่ใช้จำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียงทั่วประเทศ และต้องได้เสียงข้างมากของผู้ออกมาใช้สิทธินั้น จะถูกยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า เป็นการทำประชามติที่ไม่ถูกต้องอย่างแน่นอน เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 165 ระบุถึงการทำประชามติว่า ต้องได้เสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียงทั่วประเทศ คือ ต้องได้คะแนนเสียงเห็นชอบมากกว่า 24 ล้านเสียง จากจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงทั่วประเทศ 48 ล้านคน ซึ่งเนื้อหากฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญขัดกันอยู่ จึงเป็นกับระเบิดที่จะถูกยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความแน่
นอกจากนี้ การแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 291 ไม่ได้ระบุว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องทำประชามติ หากไปทำประชามติก็จะขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 165 ที่ระบุว่า การทำประชามติต้องไม่ทำในเรื่องขัดต่อรัฐธรรมนูญ ส่วนการแก้เป็นรายมาตรา ก็ต้องพิจารณาตั้งแต่วาระ 1-3 ก็มีปัญหาเกิดขึ้นระหว่างทางได้ทุกมาตรา ดังนั้นทุกเส้นทางเต็มไปด้วยกับระเบิด ยอมรับว่า โอกาสแก้รัฐธรรมนูญสำเร็จคงยาก จึงต้องทำด้วยความรอบคอบที่สุด

การเมือง : บทวิเคราะห์
วันที่ 30 ธันวาคม 2555
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
ประธานสภาเตือนรัฐบาล อย่าฝืนทำประชามติ
เมื่อรัฐธรรมนูญกลายเป็นวาระที่รัฐบาลยืนยันจะเดินหน้า ราวกับว่าเผือกร้อนกำลังถูกเปลี่ยน สู่มือกลไกฝ่ายนิติบัญญัติอีกครั้ง กลายเป็นสิ่งที่คอการเมืองจับตา ดูอุณหภูมิว่าจะถึงจุดเดือดอีกครั้งหรือไม่ สถานการณ์การเมืองหลังพ้นปี 2555 เกจิการเมือง ต่างออกมาทำนายว่า ประเทศไทยยังไม่พ้นบ่วงกรรม และต้องเผชิญหน้าความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นอีกรอบ โดยจุดเริ่มของความแตกแยกจะอยู่ที่ “รัฐสภา” ในโอกาสส่งท้ายปีเก่า เริ่มต้นปีใหม่ 2556 “สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา” ขอสวมหมวกหมอดูอนาคตการเมืองไทย วิเคราะห์สถานการณ์จากข้อเท็จจริง โดยมุมมองส่วนตัว ขัดแย้งกับโหรการเมืองที่ทำนาย
เชื่อไหม กับคำทำนายของโหรการเมือง ว่าปีหน้าสถานการณ์การเมืองจะวุ่นวาย?
ไม่มีอะไรน่าห่วง เพราะทุกอย่างผ่อนคลายแล้ว อย่างปีที่ผ่านมามันหนักมากแล้ว ทั้งเรื่องรัฐธรรมนูญ และ เรื่องปรองดอง แต่ตอนนี้เรื่องแก้รัฐธรรมนูญชัดแล้วว่าจะกลับไปถามและขอประชามติจากประชาชน นั่นหมายถึงเป็นการทำความเข้าใจ ต้องใช้เวลา ไม่ได้เร่งรัด ไม่หักด้ามพร้าด้วยเข่าเชื่อว่าการแก้รัฐธรรมนูญจะไม่มีปัญหา ส่วนเรื่องกฎหมายปรองดองเชื่อว่ารัฐบาลจะใช้หลักเดียวกันกับการแก้รัฐธรรมนูญ ผมขอเป็นหมอดูโดยไม่เดา เพราะมีข้อมูล เชื่อว่าบรรยากาศการเมืองปีหน้าไม่แรง แต่จะเป็นไปด้วยดีตลอดทั้งปีหรือไม่ ไม่ทราบเพราะการเมืองไม่มีอะไรที่แน่นอน
แล้วเรื่องการทำประชามติ เรื่องรัฐธรรมนูญ ที่ห่วงกันว่าจะไม่ผ่าน จะทำให้มีปัญหาหรือไม่?
ไม่มีตัวเลือกอื่น ประชามติ คือทางออกที่ดีที่สุด ทำให้ปัญหาเบาบางที่สุด ส่วนความมั่นใจว่าประชามติครั้งนี้จะผ่านหรือไม่ ผมว่า 50 : 50 เพราะตัวเลขคนที่ออกมาใช้สิทธิ์ตามที่กฎหมายกำหนดมันสูง แม้ พ.ต.ท.ทักษิณ     ชินวัตร อดีตนายกฯ จะบอกว่าเรื่องนี้หมูๆ แต่ประสบการณ์ผมมองว่าไม่หมู เพราะฝ่ายคัดค้านก็จะออกมารณรงค์ต่อต้าน
มันมีอีกประเด็นที่ผมมอง หากเสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิ์สนับสนุนให้เดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ โดยตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) แต่จำนวนไม่ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด รัฐบาลสามารถพิจารณาเดินหน้าต่อได้โดยไม่ผิดกฎหมาย หรือรัฐธรรมนูญ แต่ก็ต้องตอบคำถามของสังคมให้ได้ ซึ่งโดยส่วนตัวผมมองว่าถ้าประชามติไม่ผ่านคือประชาชนออกมาใช้สิทธิไม่ถึงครึ่ง ทางนี้รัฐบาลก็ไม่ควรเดิน ควรไปแก้ไขรายมาตราแทน ทั้งนี้คำตอบของสังคมไม่ว่าจะเอา หรือไม่เอากับการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งเข่ง รัฐบาลไม่ต้องรับผิดชอบกับผลที่ตามมา แต่ถ้าประชาชนบอกมาอย่างใด แล้วรัฐบาลไม่ปฏิบัติตาม จะถือเป็นความรับผิดชอบทันที แต่ตรงนี้ไม่เกี่ยวกับการแก้เป็นรายมาตรา
ผลประชามติ จะมีผลผูกพัน หรือผูกมัดต่อการตัดสินใจของสมาชิกรัฐสภา เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่?
ในส่วนรัฐบาล ผูกมัด เพราะไปถามประชาชน ถ้าประชาชนบอกไปทางซ้าย แล้วรัฐบาลไม่ซ้ายด้วยก็ต้องตอบคำถาม ส่วนจะรวมเป็นผลผูกพันให้เสียงข้างน้อยในสภาฯ หรือ ส.ว. โหวตตามผลประชามติด้วยหรือไม่ ไม่มีอะไรกำหนด แต่ผมมองว่าเป็นความความรับผิดชอบ เป็นภาระ คุณในฐานะเป็นตัวแทนประชาชน เมื่อประชาชนชี้มาอย่างนี้ คุณคิดอย่างไร
เห็นด้วยหรือไม่กับที่มีคนบอกว่ามาตรา 309 เป็นหัวใจของการแก้รัฐธรรมนูญรอบนี้?
เห็นด้วย เพราะมาตรา 309 ที่บอกว่า คณะปฏิวัติ และเครือข่ายทำอะไรก็ไม่ผิด ถึงผิดก็ถือว่าไม่ผิด ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต มันขัดหลักประชาธิปไตยอย่างแรง ไม่ควรมีในรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้รัฐธรรมนูญไทยมีในหลวงพระองค์เดียวที่อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ คนอื่นไม่มีสิทธิ์ไปอยู่เหนือรัฐธรรมนูญได้ ผมถามหน่อยว่าถ้ามาตราสุดท้ายของรัฐธรรมนูญ บอกว่า ส.ส.ทำอะไรก็ไม่ผิด ถึงผิดก็ถือว่าไม่ผิด เอาหรือไม่
ซึ่งมาตรา 309 เคยเอามาใช้แล้ว หากจำได้ ช่วงที่พรรคพลังประชาชนหาเสียงมีเอกสารลับทำลายล้างพรรคพลังประชาชนหลุดออกมา ท่านสมัคร สุนทรเวช อดีตหัวหน้าพรรคและอดีตนายกฯ เอามาแถลงข่าว คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ฐานะเจ้าภาพที่ดูแลการเลือกตั้งได้ตั้งอนุกกต.ตรวจสอบ โดยอนุกกต.สรุปว่าผิด แต่เมื่อเสนอ กกต. ชุดใหญ่เขาบอกว่า คมช.ไม่ผิดโดยอ้างมาตรา 309 ทั้งที่มีหลักฐาน เอกสาร ลายลักษณ์อักษรยืนยัน ถ้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญรอบใหม่ ไม่เอามาตรา 309 ออก จะแก้ทำไม ซึ่งการโละมาตรา 309 ไม่ใช่เป็นการแก้แค้น
ช่วยวิเคราะห์มุมที่ฝ่ายไม่อยากให้แก้รัฐธรรมนูญ โยงมาตรา 309 เข้ากับเรื่องพ.ต.ท.ทักษิณ?
ผมถึงบอกว่าทุกฝ่ายต้องลดทิฐิ และลดประโยชน์ส่วนตัว เป็นเรื่องทิฐิและผลประโยชน์ส่วนตน อย่าง มาตรา 309 ที่อ้างไป ก็อ้างด้วยทิฐิ และผลประโยชน์ส่วนตน ไม่ได้อ้างที่สาระ และข้อเท็จจริง คนที่ไม่อยากให้แก้ ก็หาเหตุมาอ้าง ซึ่งเป็นสิทธิ์ แต่ความเห็นของผมสอดคล้องกับข้อเท็จจริง ใครจะเถียง การที่พรรคประชาธิปัตย์บอกว่าแก้รัฐธรรมนูญเพื่อช่วย คุณทักษิณ เรื่องคดีความที่ถูกจำคุก 2 ปี จริงๆ ไม่ใช่ เรื่องคดีความไม่มีผลย้อนหลัง ขยายความมั่ว ไม่มีเหตุผลรองรับ
เรื่องรัฐธรรมนูญ และปรองดอง ถือเป็นเผือกร้อนของรัฐบาล เมื่อรอบนี้ไปจับอีกจะกระทบเสถียรภาพหรือไม่?
จับอีกที...แต่วิธีไม่เหมือนเดิม ไม่ใช่วิธีหักพร้าด้วยเข่า ดังนั้นบรรยากาศไม่เหมือนเดิม ฝ่ายที่ค้านก็หาเหตุผลมาค้านลำบาก อาจจะค้านได้แต่ฟังไม่ขึ้น ไม่มีน้ำหนัก ไม่เหมือนคราวที่แล้ว มันพอฟังได้ว่าเร่งรัด รวบรัด เขาก็เรียกร้องให้ทำประชามติ คราวนี้ทำตามแล้วจะเอาอะไรมาอ้างอีก คราวนี้เขาไม่เร่งรัดแล้วจะว่าอะไรอีก ส่วนร่างกฎหมายปรองดองจะพิจารณาเมื่อไรอยู่ที่ความเหมาะสม
มองว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะช่วยลดหรือแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมได้หรือไม่?
ปัญหาความขัดแย้งในสังคมทำอย่างไรก็ไม่หมด แต่สามารถลดให้เหลือน้อยที่สุด คือ ยึดความถูกต้อง และยึดความยุติธรรม ดังนั้นรัฐธรรมนูญต้องถูกต้อง และยุติธรรม ไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่ออกแบบมาเพื่อสร้างความขัดแย้งของคนในชาติ โดยเฉพาะออกแบบให้เกิดความไม่ชอบธรรมไว้ในรัฐธรรมนูญ ที่ฝ่ายหนึ่งทำอะไรผิดหมด อีกฝ่ายทำอะไรก็ไม่ผิด
ในการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ถูกนิยามว่าทำเพื่อปฏิรูปประเทศ ในคราวนี้จะให้นิยามแก้รัฐธรรมนูญว่าอย่างไร?
เป็นการตั้ง ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้งของคนทั้งประเทศ โดยประชาชนทั้งประเทศเลือก ส.ส.ร.เข้ามาทำหน้าที่ 77 คน จากทั้งหมด 99 คน ส่วนอีก 22 คนที่มาจากคัดเลือกไม่ใช่ตัวชี้ขาด ดังนั้นพูดได้ว่าส.ส.ร. 77 คนประชาชนเลือก คือเสียงกำหนดทิศทางประเทศไทยที่แท้จริง ดังนั้นรัฐธรรมนูญที่จะร่างใหม่ หากทำได้สำเร็จ ก็เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เหมือนรัฐธรรมนูญปี 2540 ทุกประการ
เมื่อประชาชนในฐานะเป็นเจ้าของประเทศ เจ้าของอธิปไตย เขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมา แน่นอนว่าต้องส่งผลประโยชน์ต่อประชาชนโดยรวม ไม่มีทางที่จะเป็นประโยชน์ให้คนใดคนหนึ่งเด็ดขาด แต่ถ้าคน 65 ล้านคน ได้ประโยชน์ร่วมกันแล้วจะมีใครได้ประโยชน์ร่วมด้วยเป็น 1 ในนั้น ก็เป็นเรื่องปกติ
วาดภาพรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่เป็นประชาธิปไตย จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร?
เป็นเรื่องของประชาชน ถ้าถามในฐานะประชาชนขอให้ไม่ขัดหลักประชาธิปไตยเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด